วันอังคารที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

Assignment

1. กำหนดให้เขียนภาพความสัมพันธ์ระหว่างความดี ความสุข และความงาม โดยใช้วงกลม 3 วง แทนแต่ละเซต พร้อมให้อธิบายเหตุผลประกอบภาพความสัมพันธ์ดังกล่าว กำหนดส่ง ในชั่วโมงเรียนครั้งต่อไป
2. กำหนดให้นักศึกษานำสิ่งที่คิดว่างามที่สุดมานำเสนอในชั้นเรียนครั้งต่อไป โดยมีเงื่อนไขว่าสิ่งนั้นต้องเป็นสิ่งที่นักศึกษาคิดและประดิษฐ์ขึ้นเอง อาจเป็นสิ่งของ พฤติกรรม หรืออื่นใดก็ได้ และพร้อมจะเปิดเผยกับสาธารณะได้โดยไม่เป็นการละเมิดตน

184 ความคิดเห็น:

  1. หวัดดีครับ

    ทดสอบส่งนะครับ

    *-*

    หุหุ

    อย่าว่ากันนะครับอาจารย์

    แพทย์แผนไทย....

    ตอบลบ
  2. คำถาม...สุนทรียศาสตร์กับจริยศาสตร์ เป็นสิ่งที่ดำเนินการไปในทิศทางเดียวกันหรือไม่ จงใช้เหตุผล และยกตัวอย่างประกอบ

    ตอบ....
    สุนทรียศาสตร์กับจริยศาสตร์เป็นสิ่งที่ดำเนินการไปในทิศทางเดียวกันอย่างเหนได้ชัดเจน

    ความหมายของสุนทรียศาสตร์ กล่าวว่า
    สุนทรียศาสตร์นั้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับคุณค่าความงาม
    หมายถึงการรับรู้อันเป็นกระบวนการ ประสาทสัมผัส ระหว่างสิ่งเร้าภายนอกกับอวัยวะสัมผัสภายในทำให้เกิดความรู้สึก เกิดการจินตนาการ นำไปสู่อารมณ์สุนทรีย์

    และ

    ความหมายของจริยศาสตร์กล่าวว่า
    จริยศาสตร์ นั้นเป็น การศึกษาเกี่ยวกับการดำเนินชีวิตของมนุษย์ ทำอย่างไรจึงบรรลุความจริง (ความดี) มีหลักเกณฑ์อะไรที่เป็นแนวทางสู่การดำเนินชีวิตของมนุษย์ไปสู่ความจริงได้ เราควรแสวงหาอะไรในชีวิต จุดหมายชีวิตคืออะไร พูดง่ายๆ คือ ทำอย่างไรจึงมุ่งความเป็นจริงนั้น

    จากความหมายของสุนทรียศาสตร์กับจริยศาสตร์ดังที่กล่าวมาดังข้างต้น จะเห็นได้ว่า

    ความรู้สึกในความงามเป็นสิ่งที่มีความจำเป็นสำหรับมนุษย์ เพราะชีวิต จริง ๆ ของมนุษย์เต็มไปด้วยการต่อสู้เพื่อความอยู่รอด ถ้ามนุษย์มีความเฉียบไวต่อความงาม จะทำให้มนุษย์ได้พักผ่อนทางจิตใจ และทำการอะไรก็จะประสบความสำเร็จต่อสิ่งนั้นเป็นอย่างดี เพราะที่มนุษย์กำลังดื่มด่ำกับความงามนั้น จิตจะเป็นสมาธิ มีความสงบเย็น ปราศจากกิเลสตัณหาทั้งปวง จะทำให้การดำเนินชีวิตของมนุษย์เราบรรลุความจริง และเป็นที่ยอมรับต่อผู้อื่นได้เป็นอย่างดี อาทิเช่น
    คนเราจะงามต้องงามทั้งภายในและภายนอก การที่เราจะงามในด้านภายในนั้นทำได้ไม่ยากเลย คือทำอะไรก็ตามต้องทำด้วยใจจริงๆ ไม่ได้เสแสร้งแกล้งทำ เหมือนกับที่เราไปทำบุญที่วัด เราก็ต้องทำด้วจิตใจบริสุทธิ์จริงๆไม่ใช่ทำแล้วคิดเสียดายทีหลัง หลังจากเราทำบุญแล้วเราก็จะได้ทำสมาธิ คือ ได้สวดมนต์ นั่งสมาธิ ทำให้จิตใจเราบริสุทธิ์เพิ่มมากขึ้น การทำบุญอย่างเดียวนั้นไม่สามารถทำให้จิตใจของเรางงามได้ เราต้องไม่ทำบาปเลย และเราต้องเป็นทำแต่ความดีเป็นตัวอย่างของสังคม แค่นี้จิตใจของเราก็จะงามอย่างแท้จริง หลังจากที่จิตใจเรางามแล้วก็สะส่งผลบุคลิกภายนอกของเรางามตามไปด้วย เป็นหน้าเป็นตาของสังคมเป็นบุคคลที่น่าเชื่อถือ และทำให้ดำเนินชีวิตอยู่ในสังคมอย่างน่าภูมิใจ ทำงานก็จะมีแต่คนยกย่องเรา มีแต่สิ่งดีๆๆเข้ามา ทำให้ชีวิตประสบความสำเร็จได้อย่างภาคภูมิใจ

    จากตัวอย่างที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่า
    สุนทรียศาสตร์กับจริยศาสตร์ดำเนินการไปในทิศทางเดียวกันอย่างชัดเจน








    นายไชยวัฒน์ โพธารินทร์
    รหัสนักศึกษา 51142210060
    แพทย์แผนไทยประยุกต์

    ตอบลบ
  3. หนูเห็นด้วยกับไชยวัตน์ค่ะ

    เพราะสุนทรียศาสตร์และจริยศาสตร์สามารถดำเนินไปในทิศทางเดียวกันได้เพราะว่าจริยศาสตร์เป็นศาสตร์ที่ว่าด้วยความประพฤติหรือการกระทำของมนุษย์ไม่ว่าจะประพฤติหรือปฎิบัติในทางที่ดี ทำไปแล้วเกิดความงาม ก็สามารถไปคู่กับสุนทรียศาสตร์ได้

    เช่น

    การที่เราทำความสะอาดห้องนอนของเราเอง
    เพราะการทำความสะอาดห้องก็เป็นการกระทำให้เกิดความงามถึงจะเป็นการกระทำที่ไม่เกิดประโยชน์กับผู้อื่นก็ตามแต่ถือว่าสิ่งที่เราทำไม่ก่อความเดือดร้อนให้ผู้อื่นก็ถือว่าเป็นการทำให้เกิดสุนทรียศาตร์และจริยศาสตร์ค่ะ

    จบ////

    ตอบลบ
  4. อาจารย์ค่ะหนูลืมใส่ชื่อให้อาจารย์ค่ะ

    ชื่อของหนู

    นางสาววรวรรณ บุญปก
    รหัสนักศึกษา 51142210055
    สาขาการแพทย์แผนไทยประยุกต์

    หวังว่าอาจารย์คงไม่งงน่ะค่ะ

    ตอบลบ
  5. สวัสดีค่ะ
    หนู อังคณา นะคะ
    จำหนูได้ไหมเอ่ย อิอิ

    สำหรับมุมมองความคิดของหนูนะ
    หนูเห็นด้วย ทั้งกับ
    ไชยวัฒน์ และ วรวรรณ
    ว่า..........

    คำว่า สุนทรีย์ เป็นความงาม เพลิดเพลิน มีความสุข
    ส่วนคำว่า จริยศาสตร์ เป็นความดี ควรทำ มีความสุข ซึ่ง
    หนูคิดว่า สองสิ่งนี้คู่ควรทำ และคู่ควรที่จะไปด้วยกัน
    ถ้าเราทำความดี แม้ว่าจะไม่มีใครเห็น แต่ลึกๆของใจเราแล้ว
    เราก็มีความสุข เมื่อเรามีความสุขจากภายในแล้ว
    มันจะส่งผล ออกมา
    ไม่ว่าจะทางหน้าตา ที่ยิ้มแย้มแจ่มใส
    การกระทำที่ดี ไม่ทำให้ใครเดือดร้อน
    รวมๆๆแล้วก็คือ HappYๆๆ ค่ะ

    ถ้าหนูชอบและถนัดวิชา ชีววิทยา
    แต่เพื่อนไม่ถนัด อีกทั้งยังไม่เข้าใจเนื้อหาอีกด้วย
    สิ่งที่ทำ คือหนูนัดกับเพื่อนมา มหาวิทยาลัย
    เพื่อมาติวหนังสือให้เพื่อน
    คือหนูทำ ด้วยความเต็มใจทำแล้วหนูมีความสุข
    และหนูก็คิดว่า เพื่อนก็น่าจะมีความสุขเช่นกัน
    อีกทั้งยังเป็นความดีที่หนูได้แบ่งปัน ความรู้
    ให้กับคนที่หนูรักด้วย ค่ะ

    อ่ะนะ อิอิ
    ^^

    นางสาวอังคณา ทองบุญ
    รหัส 51142210048
    แพทย์แผนไทยประยุกต์

    ตอบลบ
  6. จากคำถามที่ว่าสุนทรียศ่สตร์และจริยศาสตร์ดำเนินไปในทิศทางเดียวกันหรือไม่

    คำตอบคือ ดำเนินไปในทิศทางเดียวกันค่ะ

    เพราะ...

    สุนทรียศาสตร์คือ วิชาที่ว่าด้วยความงาม จัดอยู่ในวิชาปรัชญาแขนงหนึ่งที่ว่าด้วยคุณค่าความงามและการตัดสินความงาม


    จริยศาสตร์ คือ ศาสตร์ที่ว่าด้วยหลักแห่งความประพฤติ และหลักเกณฑ์แห่งความประพฤติว่า อะไรควรทำอะไรไม่ควรทำ


    จากความหมายเบื้องต้นจะเห็นว่าทั้งสองอย่างต้องดำเนินไปในทิศทางเดียวกันอย่างแน่นอน
    เพราะเราจะสัมผัสและรับรู้ถึงความดีได้ก็จะต้องมีพื้นฐานมาจากการกระทำก่อนจึงจะบอกได้ว่าสิ่งนั้นเป็นความงาม
    ซึ่งจริยศาสตร์เป็นสิ่งที่บอกว่าเราควรหรือไม่ควรทำอะไร

    เช่น การทำความดี ช่วยเหลือผู้อื่น (เป็นสิ่งที่เราเลือกกระทำ) และทุกคนก็มองเห็นว่าเป็นความดี ซึ่งถือเป็นความงามที่สัมผัสได้ด้วยความรู้สึก บอกว่าเป็นสิ่งที่ดีที่งาม ตามหลักสุนทรียศาสตร์และจริยศาสตร์


    ปล.เห็นด้วยกับเพื่อนๆที่บอกมาด้วยค่ะ ^^


    นางสาวกรรณิกา ผึ้งผ่อง
    รหัสนักศึกษา 51142210062
    สาขา การแพทย์แผนไทยประยุกต์

    ตอบลบ
  7. สุนทรียศาสตร์เป็นเรื่องเกี่ยวกับคุณค่าความงามตรงกับคำว่า (Aesthetic)
    หมายถึงการรับรู้อันเป็นกระบวนการ ประสาทสัมผัส ระหว่างสิ่งเร้าภายนอกกับอวัยวะสัมผัสภายในทำให้เกิดความรู้สึก นำไปสู่อารมณ์สุนทรียะ
    จริยศาสตร์ (Ethics) เป็นสาขาหนึ่งของวิชาปรัชญา ศึกษาเรื่องความประพฤติที่เกี่ยวข้อง สิ่งใดถูกหรือผิด สิ่งใดควรทำหรือไม่ควรทำเน้นคุณค่าของพฤติกรรม คุณค่าของชีวิต
    ตอบ เป็นไปในทิศทางเดียวกัน
    เนื่องจาก มนุษย์ได้รับแรงกระตุ้นจากสิ่งเร้าภายนอก เช่น การแต่งกาย ความสวยความงาม รวมไปถึงการดำเนินชีวิตในรูปแบบที่หรูหราหรือรูปแบบอื่นๆ ทำให้เกิด ความรู้สึกและอารมณ์ ส่งผลไปถึงพฤติกรรมของมนุษย์ ทั้งที่ทำให้เกิดผลดีและไม่ดีต่อตนเองและสังคม เพื่อให้ตนเองสามารถอยู่ร่วมกับสภาพแวดล้อมเหล่านั้นได้ โดยอาจคำนึงไตร่ตรองหรือไม่คำนึงอย่างถี่ถ้วน ว่าสิ่งใดควรทำหรือไม่ควรทำ ยกตัวอย่างเช่น
    การได้รับค่านิยมในในรูปแบบการแต่งกาย บางคนอาจได้แรงกระตุ้นจากสื่อ ดารา นักร้อง เป็นต้นแบบ ในเรื่องการแต่งกายหรือแฟชั่นต่างๆ ซึ่งในรูปแบบการแต่งกานนั้นอาจมีทั้งที่แต่งกายที่เหมาะสมและไม่เหมาะสม ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของคนๆนั้น การแต่งกายถือเป็นหัวใจหลักอย่างหนึ่ง ในการดำเนินชีวิต ถ้าแต่งกายดูดีและเหมาะสมไม่โป๊จนเกินไป ก็ถือว่าการแต่งกายรูปแบบนั้นสวยงาม ดูดี น่ามองน่าทะนุถนอม อีกกรณีหนึ่ง คือ แต่งตัวโป๊ โชว์โน้นโชว์นี่ หรือแต่งไม่มิดชิด บางคนอาจคิดว่าเป็นแฟชั่น มันอาจจะใช่ในมองบางคน แต่อีกแง่มุมหนึ่ง คือ ความไม่เหมาะสม ซึ่งสิ่งเหล่านี้อาจส่งผลร้ายต่อตนเองได้ เพราะการแต่งกายถือเป็นปัจจัยต้นๆ ในการก่อให้เกิดอาชญากรรมต่างๆ เช่นการข่มขืน เป็นต้น
    ฉะนั้นในการแต่งกายในแต่บุคคลย่อมมาจากความคิด ความรู้สึก หรือสิ่งเร้าภายนอกต่างๆเป็นแรงกระตุ้นให้เกิดความรู้สึก ส่งผลถึงคุณค่าของพฤติกรรม และคุณค่าของชีวิต ต่อบุคคลนั้นๆ

    เห็นด้วยกับเพื่อนข้างต้นค่ะ

    นางสาวสัลวา หมันเหม
    รหัสนักศึกษา 5114221006
    สาขาการแพทย์แผนไทยประยุกต์

    ตอบลบ
  8. สวัสดีค่ะ อาจารย์.......

    จากคำถามที่ว่าสุนทรียศ่สตร์และจริยศาสตร์ดำเนินไปในทิศทางเดียวกันหรือไม่

    คำตอบ คือ เห็นด้วยกับเพื่อนๆทุกคนที่บอกมาค่ะ ว่าเป็นไปในทางเดียวกัน

    สุนทรียศาสตร์นั้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับคุณค่าความงาม เป็นการรับรู้โดยการประสาทสัมผัส ระหว่างสิ่งเร้าภายนอกกับอวัยวะสัมผัสภายในทำให้เกิดความรู้สึก เกิดการจินตนาการ นำไปสู่อารมณ์สุนทรีย์

    และ

    ความหมายของจริยศาสตร์กล่าวว่า
    จริยศาสตร์ นั้นเป็น การศึกษาเกี่ยวกับการดำเนินชีวิตของมนุษย์ ทำอย่างไรจึงบรรลุความจริง (ความดี) มีหลักเกณฑ์อะไรที่เป็นแนวทางสู่การดำเนินชีวิตของมนุษย์ไปสู่ความจริงได้

    เช่น การที่เราได้ช่วยเหลือผู้อื่นที่ด้อยกว่าเราทำให้เราได้ทำความดีและทำให้เรามีความสุขไปด้วยกับการกระทำที่เราทำ นั่นก็คือจริยศาสตร์อย่างหนึ่งและการกระทำที่ทำลงไปก็คือ ความดีนั่นเอง

    จะเห็นได้ว่าสุนทรียศาสตร์และจริยศาสตร์ควบคู่และเป็นไปในทางเดียวกันตามหลักการที่เพื่อนๆทุกคนกล่าวมาค่ะ

    นางสาวสายฝน รักพรม
    รหัสนักศึกา 51142210071
    สาขาการแพทย์แผนไทยประยุกต์

    ตอบลบ
  9. สวัสดีค่ะ

    อาจารย์

    คำถาม
    "สุนทรียศาสตร์กับจริยศาสตร์ เป็นสิ่งที่ดำเนินการไปในทิศทางเดียวกันหรือไม่ จงใช้เหตุผล และยกตัวอย่างประกอบ"

    คำตอบของหนู แตกต่างจากเพื่อนค่ะ

    หนูคิดว่าสุนทรียศาสตร์และจริยศาสตร์มีทั้งที่เหมือนกันและไม่เหมือนกัน(หรือจะเรียกว่าดำเนินไปในทิศทางเดียวกันและไม่ดำเนินไปในทิศทางเดียวกันนั้นเอง)

    คำตอบแรกที่หนูว่าเหมือนกันคือ สุนทรียศาสตร์กับจริยศาสตร์ก็เป็นสาขาหนึ่งที่แยกออกมาจากปรัชญาเหมือนกัน

    และคำตอบที่สองคือไม่เหมือนกันคือ สุนทรียศาสตร์ เน้นเกี่ยวกับ "ความงาม สิ่งที่สวยงาม ทำให้พอใจ แล้วมีความสุข" แต่จริยศาสตร์ เน้นเกี่ยวกับ "ความดี และการกระทำที่แสดงออกมา"


    ตัวอย่างเช่น
    สุนทรียศาสตร์ เช่น การที่เราได้มองเห็นดอกไม้ในสวนทำให้เรารู้สึกพอใจถึงความงดงามของมันแล้วรู้สึกเป็นสุข

    จริยศาสตร์ เช่น ถ้าเราเห็นคนเก็บเศษขยะที่อยู่ในน้ำเน่าข้างๆบ้านเราขึ้นมาเมื่อเรามองไปมันไม่ใช่สิ่งที่สวยงามนัก เพราะตัวเปรอะไปหมดมีกลิ่นเหม็น แต่เป็นความดี นอกจากจะช่วยให้น้ำเน่าน้อยลงแล้วยังจะช่วยโลกของเราได้ด้วยถึงแม้ว่าจะเริ่มต้นเพียงจุดเล็กๆๆเท่านั้น


    นางสาวปวีณา มูระคา

    51142210042

    นักศึกษาแพทย์แผนไทยประยุกต์...

    ตอบลบ
  10. สวัสดีตอนที่อาจารย์เข้ามาอ่านค่ะ

    5555+


    คำถาม...สุนทรียศาสตร์กับจริยศาสตร์ เป็นสิ่งที่ดำเนินการไปในทิศทางเดียวกันหรือไม่ จงใช้เหตุผล และยกตัวอย่างประกอบ


    คำตอบ...

    หนูเห็นด้วยกับปวีณาค่ะ



    ที่บอกว่าสุนทรียศาสตร์และจริยศาสตร์ไม่ได้ดำเนินไปในทิศทางเดียวกัน




    เพราะว่า
    สุนทรียศาสตร์ คือ “วิชาที่ว่าด้วยความสวย ความงาม และความไพเราะ สามารถรับรู้ได้ด้วยประสาทสัมผัส เกิดความรู้สึกปิติยินดี อิ่มเอมใจ พอใจ และชื่นชมในสิ่งต่าง ๆ ที่เข้ามาปะทะอาจจะเป็นในธรรมชาติเอง หรือที่มนุษย์ผลิตคิดค้นขึ้นโดยมีจุดประสงค์ให้มีความงาม”


    ในขณะเดียวกัน
    จริยศาสตร์ คือ วิชาปรัชญา ซึ่งศึกษาเกี่ยวกับความดีงามทางสังคมมนุษย์ จำแนกแยกแยะว่าสิ่งไหนถูกและสิ่งไหนผิด กฎเกณฑ์แห่งความประพฤติ หรือหลักความจริงที่เป็นแนวทางแห่งความประพฤติปฏิบัติ



    ซึ่งถ้าเราจะมองให้ทั้งสองอย่างดำเนินไปในทิศทางเดียวกันก็ได้ แต่ไม่ใช่จะดำเนินไปในทิศทางเดียวกันซะทุกอย่าง


    จะต้องมีบางอย่างที่แสดงว่าทั้งสองอย่างนี้ไม่ได้ดำเนินไปในทิศทางเดียวกันซึ่งเป็นข้อขัดแย้ง แม้จะมีเพียงอย่างเดียวก็ตามที่ขัดแย้งกัน ทั้งสองอย่างก็จะไม่ได้ดำเนินไปในทิศทางเดียวกันทันที



    เช่น
    ถ้าคนคนนึงชอบที่จะทำเพื่อตัวเอง ทำให้ตัวเองสวยงาม ดูแลตนเองให้สวยงาม คนภายนอกมองเข้ามาก็จะเห็นแต่ความสวยงามภายนอก มองแล้วรู้สึกดี มีความสุขทางสายตา
    แต่ในขณะที่คนอีกคนหนึ่งซึ่งหน้าตาไม่ค่อยดี ไม่ค่อยสนใจดูแลตัวเอง มัวแต่สนใจดูแลคนอื่น ทำความดีไม่ว่าจะเป็นการช่วยเหลือผู้อื่น หรืออาจจะทำนเป็นประโยชน์ต่อสังคม ไปช่วยดูแลคนแก่ คนพิการที่สถานสงเคราะห์ นั่นก็เป็นความดีที่ออกมาจากจิตใจ มาจากการกระทำ คนที่มองเข้ามาก็จะเห็นว่าเค้าทำมาจากใจ ใจก็เป็นสุข ถึงเป็นการทำดีอย่างแท้จริง ไม่ใช้แต่คนทำมีความสุข คนที่มองก็มีความสุขไปด้วย แต่ไม่ใช่สุขทางตา มันเป็นความสุขทางใจต่างหาก




    นางสาวรัตน์ติมา ลาภธนชัย
    รหัสนักศึกษา 51142210072

    นักศึกษาแพทย์แผนไทยประยุกต์

    ตอบลบ
  11. ไม่ระบุชื่อ19 สิงหาคม 2552 เวลา 19:46

    คำถาม...สุนทรียศาสตร์กับจริยศาสตร์ เป็นสิ่งที่ดำเนินการไปในทิศทางเดียวกันหรือไม่ จงใช้เหตุผล และยกตัวอย่างประกอบ

    ตอบ สุนทรียศาสตร์กับจริยศาสตร์ ดำเนินไปในทิศทางเดียวกันได้

    สุนทรียศาสตร์ : ความสุนทรีย์เมื่อเกิดกับบุคคลก็จะทำให้บุคคลนั้นมีความสุข คือ ความรู้สึก สบายใจ เบาใจ ผ่อนคลาย ซึ่งเป็นนามธรรม เช่น เวลาที่เราได้สัมผัสกับบางสิ่งบางอย่างที่เป็นนามธรรม หรือรูปธรรม แล้วเราเกิดความสุข ก็เรียกว่าเกิดสุนทรีย์ในใจขึ้น
    จริยศาสตร์ : แนวทางการปฏิบัติตนให้เป็นคนดี ความดีก็ทำให้เกิดความสุขได้และเป็นความสุขที่ยั่งยืนกว่าการติดใจในสัมผัสอันพึงประสงค์ของบุคคล
    สุนทรียศาสตร์กับจริยศาสตร์ก็มีความสุขเข้ามาเกี่ยวข้องเช่นกัน ดังนั้นสุนทรียศาสตร์กับจริยศาสตร์ ดำเนินไปในทิศทางเดียวกันได้ คือ "มีความสุนทรีย์จากการทำดี"
    ตัวอย่างเช่น เมื่อเราได้เป็นผู้ให้เช่นการให้อภัยแล้วเราก็เกิดสุนทรย์ขึ้นมาในใจ (การให้อภัยมิใช่แค่เพียงคำพูดว่าให้อภัยแต่การให้อภัยนั้นมาจากใจที่เป็นผู้ให้จริงๆจึงจะเกิดความสุนทรีย์ได้)

    แสดงความคิดเห็นโดย
    นางสาวเพชรลดา เรืองสิทธิ์ 51142210078
    นักศึกษาแพทย์แผนไทยประยุกต์

    ตอบลบ
  12. สวัดดีคับอาจารย์ ผม นายพระอาทิตย์ของห้องนะคับ....(--)(__)!




    เห็นด้วยคับว่าสุนทรียศาสตร์และจริยศาสตร์ควรมาควบคู่กันและเป็นไปในทางเดียวกันตามความคิดของผม

    เพราะว่า

    สุนทรียศาสตร์ ศึกษาและประเมินคุณค่าของความงามทั้งที่เป็นผลงาน ที่มนุษย์สร้างขึ้น และความงามของสิ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ โดยมี สุนทรียธาตุ เป็นปัจจัยสำคัญ ประเด็นของปัญหาได้แก่ ความสวย ความงาม คุณค่า คุณสมบัติ อารมณ์ ความรู้สึก

    จริยศาสตร์ ศึกษาและประเมินคุณค่าเกี่ยวกับ ความประพฤติหรือ การกระทำของมนุษย์ โดยมีประเด็นสำคัญของปัญหาได้แก่ ความดี ความเลว คุณธรรม ความยุติธรรม ความผิด ความถูกต้อง สิทธิหน้าที่

    เนื่องจากมนุษย์เรามีประสบการณ์ พฤติกรรมแตกต่างกัน จึงมักมีความชอบความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ดังนั้นการที่จะมองหรือศึกษาว่าสิ่งใดดีงามหรือไม่ดีงามนั้นเป็นสิ่งที่มาจากเบื้องลึกของจิตใจ เช่น การช่วยเหลืออาจารย์เป็นประจำ หรือทุกครั้งที่มีโอกาสเท่าที่ทำได้ ถ้าบุคคลผู้ปฏิบัติ ปฏิบัติด้วยความเต็มใจ ไม่หวังผลภายหน้าก็ถืว่าเป็นสิ่งที่ดี และ ทำให้จิตใจผู้ทำนั้นเกิดความสุข แต่ถ้ามีเพื่อนหรือบุคคลอื่นว่าก็อาจถือได้ว่า ถ้าจิตใจของบุคคลผู้นั้นใฝ่ดีความคิดของบุคคลผู้นั้นก็จะออกมาในแนวทางที่ดี แต่ถ้าความคิดของบุคคลผู้นั้นส่อแววออกมาในทางที่ไม่ดีความคิดก็จะออกมาในทางที่ไม่ดี เช่นมองอะไรก้ขวางหูขวางตา จึงเห็นได้ว่าการจะทำอะไรต้องมีสตินึกรู้อยู่ตลอดเวลา ว่าสิ่งใดควรสิ่องใดมิควร และนี้ถือเป็นความงามทางด้านจิตใจ ถ้าจิตใจเป็นสุขจะส่งผลให้กายเป็นสุขตาม ร่วมไปถึงบุคคลรอบข้างเช่นกัน ถ้ามีบุคคลอย่างนี้ในสังคมมากๆ สังคมนั้นก็จะดีเพราะการจะทำในสิ่งที่ใหญ่ต้องเริ่มจากจุดเล็กๆ โดยเริ่มจากตัวเราเองก่อน


    สรุปได้ว่า...ความงาม,ดี,สุข อาจเกิดขึ้นพร้อมเกื้อกูลกันจะขาดสิ่งใดไปไม่ได้ถ้าขาด ความสุขที่ได้รับมานั้นอาจไม่ใช้ความสุขที่แท้จริง ดังที่สุนทรียศาสตร์เดิมไปในแนวทางเดียวกันกับจริยศาสตร์




    นายจักรกฤษณ์ มาประจง
    รหัสนักศึกษา 51142210019
    สาขาการแพทย์แผนไทยประยุกต์

    ตอบลบ
  13. กราบสวัสดีอาจารย์ศิริมาลย์ ที่เคารพ

    คำถาม***สุนทรียศาสตร์กับจริยศาสตร์ เป็นสิ่งที่ดำเนินการไปในทิศทางเดียวกันหรือไม่ จงใช้เหตุผล และยกตัวอย่างประกอบ ?
    ขอบคุณค่ะสำหรับคำถาม

    สุนทรียศาสตร์ (Aesthetics) หมายถึงปรัชญาว่าด้วยการศึกษาเรื่องมาตรฐานของความงามในเชิงทฤษฎีอันเกี่ยวกับประสบการณ์ทางสุนทรียภาพ กฎเกณฑ์ทางศิลปะ สุนทรียศาสตร์นับว่าเป็นแขนงหนึ่งของปรัชญาในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ การแสวงหาคุณค่า (Axiology) ในสมัยก่อนวิชานี้เป็นที่รู้จักกันในรูปของวิชา "ทฤษฎีแห่งความงาม(Theory of Beauty) หรือปรัชญาแห่งรสนิยม (Philosophy of taste)(ตามความหมายของอาจารย์กานต์)

    ส่วน จริยศาสตร์ หมายถึง ปรัชญาสาขาหนึ่งว่าด้วยการแสวงหาความดีสูงสุดของชีวิตมนุษย์ แสวงหาเกณฑ์ในการตัดสินความประพฤติของมนุษย์ว่าอย่างไหนถูกไม่ถูก ดีไม่ดีควรไม่ควร และพิจารณาปัญหาเรื่องสถานภาพของค่าทางศีลธรรม. (ตามความหมายของพจนานุกรมราชบัณฑิตยสถาน)
    เห็นด้วยกับกลุ่มเพื่อนหลายๆ คน

    สุนทรียศาสตร์กับจริยศาสตร์ ถ้ามองโดยภาพรวมเป็นสิ่งที่ดำเนินการไปในทิศทางเดียวกัน เพราะเป็นปรัชญาที่ว่าด้วยความงามและสิ่งที่ดีงามตามความเหมาะสม
    แต่ถ้ามองโดยนัย จะพบว่าจริยศาสตร์เป็นปรัชญาที่ละเอียดอ่อนกว่าสุนทรียศาสตร์ เพราะจริยศาสตร์เป็นการมองความดี และความงามตามหลักจริยธรรม ศีลธรรม และคุณธรรม ส่วนสุนทรียศาสตร์เป็นการมองความงามโดยทั่วไป ไม่ยึดอึงหลักคุณธรรม และศีลธรรมมากเท่าไร เป็นการมองความงามอย่างอิสระเสรี


    นายจรัสเดช ไชยทอง
    51142210077
    การแพทย์แผนไทยประยุกต์

    ตอบลบ
  14. หวัดดีครับ อาจารย์คนสวย



    เห็นด้วยกับเพื่อนข้างต้นครับ



    คำถาม...สุนทรียศาสตร์กับจริยศาสตร์ เป็นสิ่งที่ดำเนินการไปในทิศทางเดียวกันหรือไม่ จงใช้เหตุผล และยกตัวอย่างประกอบ

    ตอบ สุนทรียศาสตร์กับจริยศาสตร์ ดำเนินไปในทิศทางเดียวกันได้



    สุนทรียศาสตร์ คือ “วิชาที่ว่าด้วยความสวย ความงาม และความไพเราะ สามารถรับรู้ได้ด้วยประสาทสัมผัส เกิดความรู้สึกปิติยินดี อิ่มเอมใจ พอใจ และชื่นชมในสิ่งต่าง ๆ ที่เข้ามาปะทะอาจจะเป็นในธรรมชาติเอง หรือที่มนุษย์ผลิตคิดค้นขึ้นโดยมีจุดประสงค์ให้มีความงาม”

    จริยศาสตร์ คือ ความรู้ที่ควรประพฤติหรือศาสตร์ ที่ว่าด้วยความประพฤติ
    ว่าด้วยอุปนิสัย นิสัย และพฤติกรรมของมนุษย์ ความประพฤติของมนุษย์ จะเป็นกระจกเงาส่องให้เราเห็นอุปนิสัย และนิสัยของคน จริยศาสตร์จะช่วยชี้ค่าของมนุษย์โดย การมองทางอุปนิสัย นิสัยใจคอ และความประพฤติ ตามที่บุคคลนั้นแสดงออกมาทางกาย วาจา ใจ


    ฉะนั้น สุนทรียศาสตร์กับจริยศาสตร์จึงสอดคล้องกัน เพราะว่าการที่เรามีอารมย์สุนทรีย์ที่จะทำสิ่งต่างๆที่เราทำแล้วมีความสุข ปลื้มปิติยินดีกับงานที่ทำ นั้นก็เป็นสิ่งสะท้อนให้เห็นว่าอุปนิสัยของคนคนนั้นเป็นเช่นไร ซึ่งเค้าอาจแสดง ออกมาทางกาย วาจา ใจ


    เช่น การทำบุญตักบาตรแล้วทำให้มีความสุข นั่นก็เป็นอีกหนึ่งอารมย์สุนทรีย์ซึ่งเค้าได้แสดงออกมาทางกาย วาจา ใจ

    สรุป ความงาม ความดี ความสุข เกิดขึ้นได้ถ้ามีจริยศาสตร์กับสุนทรีย์ศาสตร์




    นายภาณุพงศ์ เพชรแสวง

    รหัสนักศึกษา 51142210054

    สาขาการแพทย์แผนไทยประยุกต์

    ตอบลบ
  15. สวัสดีครับอาจารย์***กระผม...หัวหน้าห้องเองครับ...***
    ***คำถามครับ***
    **สุนทรียศาสตร์กับจริยศาสตร์ เป็นสิ่งที่ดำเนินการไปในทิศทางเดียวกันหรือไม่ จงใช้เหตุผล และยกตัวอย่างประกอบ
    ***คำตอบครับ***
    - สุนทรียศาสตร์ คือ วิชาที่ว่าด้วยความสวย ความงาม และความไพเราะ สามารถรับรู้ได้ด้วยประสาทสัมผัส เกิดความรู้สึกปิติยินดี พอใจ และชื่นชมในสิ่งต่าง ๆ ที่เข้ามาปะทะอาจจะเป็นในธรรมชาติหรือทำขึ้นเองก็ได้
    - จริยศาสตร์ คือ วิชาที่เป็นหลักการดำเนินชีวิตของมนุษย์ มีความหมายเช่นเดียวกันกับ "ศีลธรรม" แต่จริยศาสตร์มีความหมายกว้างกว่าทั้งหลักการ และวิธีการ เพราะทั้งสองมีจุดมุ่งหมายอย่างเดียวกันคือ เป้าหมายอันสูงสุดของชีวิตที่ต้องการ
    ** สำหรับความคิดของผม คิดว่า ทั้งสองนั้นจะดำเนินไปทางเดียวกันหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับตัวบุคคลที่จะนำไปปฏิบัติแต่ถ้าสุนทรียศาสตร์ดำเนินไปกับจริยศาสตร์ผลที่ออกมาก็จะเป็นความสุขที่เป็นความดี แต่ถ้าสุนทรียศาสตร์ไม่ดำเนินไปกับจริยศาสตร์ผลที่ออกมากก็จะมีความสุขแต่มาใช่ความดีหรือไม่ก็เป็นความดีแต่ไม่ใช่ความสุข
    ***ตัวอย่างเช่น***
    1.สุนทรียศาสตร์ดำเนินไปกับจริยศาสตร์ คือ เราหาความสุขให้กับตัวเองโดยการดูหนัง ฟังเพลง ร้องเพลง โดยไม่ผิดศิล ผิดกฎหมาย ไม่รบกวนผู้อื่น เราก็มีความสุขทางสุนทรีย์ศาสตร์พร้อมๆไปกับมีจริยศาสตร์ที่ดีไปด้วย
    2.สุนทรียศาสตร์ไม่ดำเนินไปกับจริยศาสตร์ คือ เราหาความสุขให้กับดัวเองโดยการดูร้องเพลงรบกวนชาวบ้านแถมแผ่นเพลงที่ร้องยังเป็นซีดีเถื่อนอีก เราก้อจะมีความสุขแต่ความสุขที่เรามีนั้นมันรบกวนผู้อื่นอีกทั้งยังผิดศิลธรรมที่ซื้อซีดีปลอมอีก สุนทรียศาสตร์ก็ไม่ดำเนินไปกับจริยศาสตร์
    สำหรับคำตอบของเพื่อนๆส่วนใหญ่จะเห็นด้วยกับการดำเนินไปด้วยกันแต่แต่มีบางคนที่ว่าไม่ดำเนินไปด้วยกัน
    สำหรับตัวผมเองมีความคิดเห็นทั้ง 2 แบบ จึงเห็นด้วยกับเพื่อนๆข้างต้นครับ
    ตอบคำถามโดย
    นายนพดล อาบสุวรรณ์
    รหัสนักศึกษา 51142210052

    ตอบลบ
  16. หวัดดีค่ะอาจารย์


    นอนยังค่ะ


    หนูสงสัยมากเลยค่ะ


    หนูรักอาจารย์มากเลยค่ะ


    อาจารย์ตลกมากๆๆๆๆๆๆๆๆๆค่ะ


    หนูชอบ

    ตอบลบ
  17. กราบเรียนอาจารย์ประจำรายวิชาสุนทรียศาสตร์ที่เคารพครับ
    ผมกระตังหวายเองครับ
    คำถามครับ
    สุนทรียศาสตร์กับจริยศาสตร์ เป็นสิ่งที่ดำเนินการไปในทิศทางเดียวกันหรือไม่ จงใช้เหตุผล และยกตัวอย่างประกอบ

    สุนทรียศาสตร์ คือ “วิชาที่ว่าด้วยความสวย ความงาม และความไพเราะ สามารถรับรู้ได้ด้วยประสาทสัมผัส เกิดความรู้สึกปิติยินดี อิ่มเอมใจ พอใจ และชื่นชมในสิ่งต่าง ๆ ที่เข้ามาปะทะอาจจะเป็นในธรรมชาติเอง หรือที่มนุษย์ผลิตคิดค้นขึ้นโดยมีจุดประสงค์ให้มีความงาม” สุนทรียภาพ “ประสบการณ์ทางความงามเกิดขึ้นจากการได้สัมผัสกับสิ่งที่มีความงาม ความไพเราะ แล้วทำให้เกิกดอารมณ์สุนทรีย์ เกิดความปิติสุขเพลิดเพลิน” ประสบการณ์ทางความงามมี ๒ ลักษณะ ได้แก่ ประสบการณ์ตรง ซึ่งมีผลต่อการรับรู้คุณค่าสุนทรีย์ได้มากที่สุด และประสบการณ์รอง ส่วนใหญ่ล้วนเป็นผลงานที่มนุษย์สร้างขึ้นและไม่มีโอการได้ชมของจริง
    จริยศาสตร์ หมายถึง ศาสตร์ที่ว่าด้วยศีลธรรม รวมทั้งกระสวน (Pattern ) ข้อประพฤติทางสังคมและทฤษฎีทางศีลธรรมต่าง ๆ เป็นการศึกษากระบวนการการกระทำของมนุษย์ในแง่ที่ว่าอระไรดี มีข้อปฏิบัติด้านศีลธรรมเกี่ยวกับพฤติกรรม ( Behavior ) ในข้อที่ว่าอะไรคือ คุณค่าที่ควรบรรลุถึง พฤติกรรมเช่นไรดี อะไรมีความหมายต่อชีวิต ในด้าน ศีลธรรม จริยศาสตร์ก็ว่าด้วย สาระแก่นสารของศีลธรรรมกำเนิดและพัฒนาการของศีลธรรมกฎเกณฑ์ซึ่งกำหนดมาตราฐานด้านศีลธรรมและลักษณะทางประวัติศาสตร์ ข้อประพฤติอันเป็นบรรทัดฐานและทฤษฎีจริยธรรมมักแยกกันไม่ออกเพราะการกระทำของปัจเจกชนและสังคมก่อให้เกิดความคิดเรื่องจริยธรรม
    ผมคิดในแง่ที่ว่าสุนทรียศาสตร์กับจริยศาสตร์ดำเนินไปในทิศทางเดียวกัน เพราะว่าทั้งสองอย่างนี้เกิดจากการกระทำของมนุษย์ ที่สร้างสรรค์ขึ้นมาเพื่อจินตนาการณ์และความงาม เกิดความรู้สึกปิติยินดี อิ่มเอมใจ พอใจ และชื่นชมในสิ่งต่าง ๆ
    ตัวอย่างเช่น
    มะลิลาสร้างสรรค์ภาพวิถีชีวิต ประเพณีการทำบุญกฐินขึ้นเพื่อนำไปถวายพระและติดผนังโบสถ์ ทำให้เขารู้สึกประทับใจในผลงานของตัวเองและเกิดความสบายใจ รู้สึกปิติยินดี อิ่มเอมใจ ที่ได้ทำบุญ
    สรุปก็คือมะลิลาได้วาดภาพที่เกิดจากความงามในทัศนคติของตัวเอง
    และได้ทำบูญด้วยถือเป็นความประพฤติที่ดีปฏิบัติอยู่ในศีลธรรม ดังนั้น
    สุนทรียศาสตร์กับจริยศาสตร์จึงสามารถดำเนินไปในทิสทางเดียวกันได้ครับ
    สำหรับคำตอบของเพื่อนจะเห็นด้วยกับการดำเนินไปด้วยกันและก็มีข้อไม่เห็นด้วยเขาก็มีแนวคิดตามความคิดของเขา แต่ผมมีแนวคิดเห็นด้วยกับคำกล่าวที่ว่าสุนทรียศาสตร์กับจริยศาสตร์ดำเนินไปในทางเดียวกันครับ

    ตอบคำถามโดย
    นายพงศกร อินทร์เอี่ยม
    รหัสนักศึกษา 51142210004
    นักศึกษาสาขาการแพทย์แผนไทยประยุกต์

    ตอบลบ
  18. ***สวัสดีตอนบ่ายค่ะอาจารย์***

    จ๊ะเอ๋ คร๊ะ
    เอ๋เห็นด้วยกับเพื่อนๆนะ

    คำถาม
    สุนทรียศาสตร์กับจริยศาสตร์เป็นสิ่งที่ดำเนินไปในทิศทางเดียวกันหรือไม่ จงให้เหตุผล

    คำตอบค่ะ
    สุนทรียศาสตร์กับจริยศาสตร์เป็นสิ่งที่ดำเนินไปในทิศทางเดียวกันอย่างเเน่นอนเเละเป็นสิ่งที่สอดคล้องกัน

    ---สุนทรียศาสตร์ “วิชาที่ว่าด้วยความสวย ความงาม และความไพเราะ สามารถรับรู้ได้ด้วยประสาทสัมผัส เกิดความรู้สึกปิติยินดี อิ่มเอมใจ พอใจ และชื่นชมในสิ่งต่าง ๆ ที่เข้ามาปะทะอาจจะเป็นในธรรมชาติเอง หรือที่มนุษย์ผลิตคิดค้นขึ้นโดยมีจุดประสงค์ให้มีความงาม” ---

    เเละ
    ---จริยศาสตร์เป็นศาสตร์ที่ว่าด้วยอุปนิสัย นิสัย และพฤติกรรมของมนุษย์ ความประพฤติของมนุษย์ จะเป็นกระจกเงาส่องให้เราเห็นอุปนิสัย และนิสัยของคน จริยศาสตร์จะช่วยชี้ค่าของมนุษย์โดย การมองทางอุปนิสัย นิสัยใจคอ และความประพฤติ ตามที่บุคคลนั้นแสดงออกมาทางกาย วาจา ใจ ---

    **ดังนั้นเเล้วสุนทรียศาสตร์เเละจริยศาสตร์เป็นสิ่งที่สอดคล้องกัน**

    ตัวอย่างเช่น การช่วยเหลือผู้ที่ด้อยกว่า การมีจิตใจที่โอบอ้อมอารี มีน้ำใจทำสิ่งใดโดยไม่หวังสิ่งตอบเเทน เเต่ผลตอบเเทนที่ได้รับคือความสุขใจ ความอิ่มเอมใจที่เราได้ทำซึ่งจะเป็นเครื่องชี้วัดคุณค่าของตัวเรา


    โดย
    นางสาวศิริพร จันทเลขา
    51142210031
    การเเพทย์เเผนไทยประยุกต์

    ตอบลบ
  19. **สวัสดีค่ะอาจารย์**

    สำหรับคำถามที่ว่า....

    สุนทรียศาสตร์กับจริยศาสตร์เป็นสิ่งที่ดำเนินไปในทิศทางเดียวกันหรือไม่ จงให้เหตุผล

    ตอบ หนูเห็นด้วยกับ นายไชยวัฒน์ โพธารินทร์ ,นางสาววรวรรณ บุญปก,นางสาวอังคณา ทองบุญ,นางสาวกรรณิกา ผึ้งผ่อง,นางสาวสัลวา หมันเหมนางสาวสายฝน รักพรม,นางสาวศิริพร จันทเลขา,นางสาวปวีณา มูระคา,นางสาวเพชรลดา เรืองสิทธิ์ ,นายจักรกฤษณ์ มาประจง,นายภาณุพงศ์ เพชรแสวง,นายนพดล อาบสุวรรณ์,นายจรัสเดช ไชยทอง,นายพงศกร อินทร์เอี่ยม

    เพราะว่า

    สุนทรียศาสตร์ เป็นสาขาหนึ่งของปรัชญา ว่าด้วยเรื่องของความงามและศิลปะ นับเป็นแนวคิดที่ดำเนินสืบเนื่องมาช้านานนับพันๆ ปี

    ความหมาย สุนทรียภาพของชีวิต เป็นความซาบซึ้งที่มีคุณค่าในจิตใจของมนุษย์เพราะทุกคนปรารถนาสิ่งที่มำให้เจริญหู เจริญตา ซึ่งถืออาหารใจที่ได้รับจากทางหูและตา สุนทรียศาสตร์ มาจากศัพท์ภาษาบาลีว่า สุนทรียะ “ความงาม ความดี” ศาสตร์ “วิชา” สุนทรีย + ศาสตร์ “การศึกษาเรื่องความงาม” Aesthete ผู้ที่ชอบความงาม Aesthetic เกี่ยวกับความรู้สึกต่อความงาม Aesthetics สุนทรียศาสตร์, สุนทรียภาพ Aesthetician นักสุนทรีย์ Aestheticism การยอมรับความงามเป็นเอก Aesthesia ความรู้สึก

    สุนทรียศาสตร์ “วิชาที่ว่าด้วยความสวย ความงาม และความไพเราะ สามารถรับรู้ได้ด้วยประสาทสัมผัส เกิดความรู้สึกปิติยินดี อิ่มเอมใจ พอใจ และชื่นชมในสิ่งต่าง ๆ ที่เข้ามาปะทะอาจจะเป็นในธรรมชาติเอง หรือที่มนุษย์ผลิตคิดค้นขึ้นโดยมีจุดประสงค์ให้มีความงาม” สุนทรียภาพ “ประสบการณ์ทางความงามเกิดขึ้นจากการได้สัมผัสกับสิ่งที่มีความงาม ความไพเราะ แล้วทำให้เกิกดอารมณ์สุนทรีย์ เกิดความปิติสุขเพลิดเพลิน” ประสบการณ์ทางความงามมี ๒ ลักษณะ ได้แก่ ประสบการณ์ตรง ซึ่งมีผลต่อการรับรู้คุณค่าสุนทรีย์ได้มากที่สุด และประสบการณ์รอง ส่วนใหญ่ล้วนเป็นผลงานที่มนุษย์สร้างขึ้นและไม่มีโอการได้ชมของจริง


    ความหมายของจริยศาสตร์
    ตามหลักอักษรศาสตร์คำว่า จริยศาสตร์มาจากภาษาสันสกฤตว่า จริย + ศาสตร์ จริย แปลว่า ควรประพฤติ ศาสตร์ แปลว่า ความรู้ จริยศาสตร์ จึงแปลว่า ความรู้ที่ควรประพฤติหรือศาสตร์ ที่ว่าด้วยความประพฤติ
    อนึ่ง จริยศาสตร์เป็นศาสตร์ที่ว่าด้วยอุปนิสัย นิสัย และพฤติกรรมของมนุษย์ ความประพฤติของมนุษย์ จะเป็นกระจกเงาส่องให้เราเห็นอุปนิสัย และนิสัยของคน จริยศาสตร์จะช่วยชี้ค่าของมนุษย์โดย การมองทางอุปนิสัย นิสัยใจคอ และความประพฤติ ตามที่บุคคลนั้นแสดงออกมาทางกาย วาจา ใจ
    ประโยชน์ของจริยศาสตร์
    การศึกษาวิชาการทุกแขนงย่อมมีผลประโยชน์ต่อผู้ศึกษาทั้งนั้น การศึกษาวิชาจริยศาสตร์ก็ย่อม มีประโยชน์มากมายซึ่งพอสรุปได้ดังนี้
    1. ทำให้รู้ว่าอะไรดี อะไรชั่ว อะไรถูก อะไรผิด สามารถเลือกปฏิบัติในทางที่ถูกที่ควร
    2. ทำให้รู้ทางดำเนินชีวิตทั้งในส่วนตัวและสังคม
    3. ทำให้เข้าใจกฎความจริงของชีวิต เป็นสิ่งที่ชีวิตต้องการ ทำให้ชีวิตสมบูรณ์
    4. ทำให้ชีวิตมนุษย์เป็นชีวิตที่ประเสริฐกว่าสัตว์ ถ้าขาดด้านจริยธรรมแล้วคนก็ไม่ต่าง จากสัตว์แต่อย่างใด
    5. ทำให้รู้จักค่าของชีวิตว่า ค่าของชีวิตอยู่ที่ไหน ทำอย่างไรชีวิตจึงจะมีค่าและก็เลือก ทางที่ดีมีค่า ชีวิตก็จะมีค่าตามที่ต้องการ

    ตัวอย่างเช่น

    สมัยนี้เวลาใครมีบุตรอยากให้บุตรมีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์มีอารมณ์เป็นคนดีมีสมาธิ เลยต้องฟังเพลงเพราะๆทำตัวให้แจ่มใสและที่กำลังนิยมคือไปฟังเทศน์กับแม่ชีหรือพระเป็นประจำ ซึ่งการคิดที่จะเป็นแม่คนและมีความรักซึ่งนอกจายอมที่จะลำบากลำบนเก้าเดือนนั่นคือจริยศาสตร์แล้วยังอยากให้ลูกมีอารมณ์ดีเลยฟังเพลงเข้าวัดฟังเทศน์ทำให้เกิดสุนทรียแก่ตนเองและลูกน้อยในครรภ์ จะเห็นได้ว่ามันมีส่วนคล้องจองกันอยู่มากค่ะ

    นางสาว นวลพรรณ ทองคุปต์
    รหัส51142210007
    แพทย์แผนไทยประยุกต์

    ตอบลบ
  20. จากคำถามที่ว่า สุนทรียศาสตร์กับจริยศาสตร์ เป็นสิ่งที่ดำเนินการไปในทิศทางเดียวกันหรือไม่
    ตอบ
    สุนทรียศาสตร์ “วิชาที่ว่าด้วยความสวย ความงาม และความไพเราะ สามารถรับรู้ได้ด้วยประสาทสัมผัส เกิดความรู้สึกปิติยินดี อิ่มเอมใจ พอใจ และชื่นชมในสิ่งต่าง ๆ ที่เข้ามาปะทะอาจจะเป็นในธรรมชาติเอง หรือที่มนุษย์ผลิตคิดค้นขึ้นโดยมีจุดประสงค์ให้มีความงาม ซึ่งขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละบุคคล

    จริยศาสตร์ หมายถึง ศาสตร์ที่ว่าด้วยศีลธรรม รวมทั้งกระสวน (Pattern ) ข้อประพฤติทางสังคมและทฤษฎีทางศีลธรรมต่าง ๆ เป็นการศึกษากระบวนการการกระทำของมนุษย์ในแง่ที่ว่าอระไรดี มีข้อปฏิบัติด้านศีลธรรมเกี่ยวกับพฤติกรรม ( Behavior ) ในข้อที่ว่าอะไรคือ คุณค่าที่ควรบรรลุถึง พฤติกรรมเช่น อะไรมีความหมายต่อชีวิต ในด้าน ศีลธรรม จริยศาสตร์ก็ว่าด้วย สาระแก่นสารของศีลธรรรมกำเนิดและพัฒนาการของศีลธรรมกฎเกณฑ์ซึ่งกำหนดมาตราฐานด้านศีลธรรมและลักษณะทางประวัติศาสตร์ ข้อประพฤติอันเป็นบรรทัดฐานและทฤษฎีจริยธรรมมักแยกกันไม่ออกเพราะการกระทำของปัจเจกชนและสังคมก่อให้เกิดความคิดเรื่องจริยธรรม

    ดิฉันคิดว่า สุนทรีย์ศาสตร์และจริยศาสตร์สามารถดำเนินไปด้วยกันได้และในบางกรณีก็ไม่สามารถดำเนินไปด้วยกันได้

    ในกรณีที่ทั้ง 2 อย่างดำเนินไปด้วยกันได้ตัวอย่างเช่น
    การแสดงคอนเสิร์ตการกุศล เสียงเพลงถือเป็นสุนทรีย์ เพราะเพลงทำให้เกิดความไพเราะ สามารถรับรู้ได้ด้วยประสาทสัมผัส เกิดความรู้สึกปิติยินดี อิ่มเอมใจ พอใจ เงินที่ได้มานั้นก็นำไปบริจาคเพื่อนการกุศลแสดงให้เห็นถึงความมีจริยธรรม เป็นการช่วยเหลือผู้ที่ด้วยโอกาสและเดือดร้อน ถือเป็นการทำความดีอย่างหนึ่ง จากตัวอย่างนี้จะเห็นได้ว่าสุนทรียศาสตรืและจริยศาสตร์สามารถดำเนินไปด้วยกันได้

    ในกรณีที่ทั้ง 2 อย่างดำเนินไปด้วยกันไม่ได้เช่น
    ผู้ป่วยทางจิตบางคนสุนทรีย์หรือความงามของเค้าคือการได้เห็นสิ่งมีชีวิตถูกพันธนาการและได้รับความทรมาน วันหนึ่งเค้าจึงจับสุนัขมามัดและล่ามโซ่ หลังจากนั้นเค้าจึงลงมือทรมานสุนัขตัวนั้น ผู้ป่วยทางจิตคนนี้อาจพอใจในสิ่งที่เค้าเห็นเพรานั่นคือความงามในมุมมองของเค้า แต่สิ่งที่เค้ากระทำต่อสุนัขตัวนั้นกลับเป็นสิ่งที่ขัดต่อจริยธรรมอย่างรุนแรง

    จาก 2 กรณีที่ดิฉันยกตัวอย่างมาสรุปได้ว่า สุนทรียศาสตร์และจริยศาสตร์จะดำเนินไปได้ด้วยกันหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับสุนทรีย์ของแต่ละคน ซึ่งคำว่าสุนทรีย์นั้นแต่ละคนย่อมมองไม่เหมือนกัน ในหลายคนสุนทรียศาสตร์สามารถดำเนินไปกับจริยศาสตร์ได้โดยสอดคล้องกัน แต่บางคนสุนทรียศาสตร์อาจขัดกับจริยศาสตร์ก็เป็นได้

    ดิฉันเห็นด้วยกับอย่างยิ่งกับปวีณา มูระคา ค่ะ

    เนตรนรินทร์ รัตนรังสรรค์
    51142210051
    แพทย์แผนไยประยุกต์

    ตอบลบ
  21. ไม่ระบุชื่อ23 สิงหาคม 2552 เวลา 00:39

    สวัสดีครับ

    เห็นด้วยกับไชยวัตน์

    เพราะสุนทรียศาสตร์และจริยศาสตร์มีความหมายที่คล้ายกัน

    สุนทรียศาสตร์คือ
    ความงามอาจเป็นสิ่งลึกซึ้งที่มีอยู่ในทุกสิ่ง อาจจะเป็นสิ่งบริสุทธิ์ที่ปราศจากการปรุงแต่ง หรืออาจจะเป็นคุณสมบัติในทางศีลธรรม หรือสิ่งที่โน้มน้าวใจให้เกิดความรู้สึกซาบซึ้ง ปลาบปลื้ม ความงามอาจมีอยู่รอบๆ ตัวเรา ทั้งสิ่งที่มนุษย์เราสร้างขึ้นมาเอง ทั้งสิ่งที่เกิดโดยธรรมชาติ



    จริยศาสตร์ คือ
    จริยศาสตร์เป็นศาสตร์ที่ว่าด้วยอุปนิสัย นิสัย และพฤติกรรมของมนุษย์ ความประพฤติของมนุษย์ จะเป็นกระจกเงาส่องให้เราเห็นอุปนิสัย และนิสัยของคน จริยศาสตร์จะช่วยชี้ค่าของมนุษย์โดย การมองทางอุปนิสัย นิสัยใจคอ และความประพฤติ ตามที่บุคคลนั้นแสดงออกมาทางกาย วาจา ใจ

    นายณรงค์ศักดิ์ ผลินยศ
    51142210044
    แพทย์แผนไทยประยุกต์

    ตอบลบ
  22. สวัสดีค่ะอาจารย์

    จากคำถามที่ว่าสุนทรียศาสตร์กับจริยศาสตร์ดำเนินไปในทิศทางเดียวกันหรือไม่

    ตอบ
    ในความคิดของดิฉันสุนทรียศาสตร์กับจริยศาสตร์ดำเนินไปในทิศทางได้และไม่ได้ค่ะ
    เห็นด้วยกับ เนตรนรินทร์ และ นพดลค่ะ

    สุนทรียศาสตร์ คือ วิชาที่ว่าด้วยคุณค่าความงามและการตัดสินความงาม
    ความงามอาจเป็นสิ่งลึกซึ้งที่มีอยู่ในทุกสิ่ง อาจจะเป็นสิ่งบริสุทธิ์ที่ปราศจากการปรุงแต่ง หรืออาจจะเป็นคุณสมบัติในทางศีลธรรม หรือสิ่งที่โน้มน้าวใจให้เกิดความรู้สึกซาบซึ้ง ปลาบปลื้ม ความงามอาจมีอยู่รอบๆ ตัวเรา ทั้งสิ่งที่มนุษย์เราสร้างขึ้นมาเอง ทั้งสิ่งที่เกิดโดยธรรมชาติ

    จริยศาสตร์ คือจริยศาสตร์ คือ สิ่งที่ว่าด้วยการแสวงหาความดีสูงสุดของชีวิตมนุษย์ การแสวงหากฎเกณฑ์ในการตัดสินความประพฤติของมนุษย์ว่าอย่างไรถูก ไม่ถูก ดี ไม่ดี ควร ไม่ควร จะพิจารณาของคุณค่าทางศีลธรรม

    ตัวอย่างเช่น
    (1)ดำเนินไปในทิศทางเดียวกัน คือ
    การไปพบญาติผู้ใหญ่แล้วพนมมือไหว้ท่านเคารพท่าน
    ถือเป็นความงามที่คนไทยปฏิบัติมานานและเป็นสิ่งที่ดี ถูกต้อง เหมาะสม
    แสดงให้เห็นว่าความงามและความดีสอดคล้องกัน

    (2)ไม่ดำเนินไปในทิศทางเดียวกัน คือ
    ชายคนหนึ่งวาดภาพคนรักบนผนังกำแพงวัด
    ซึ่งเขาคิดว่าคือสิ่งที่สวยงามและทุกคนก็คงมองว่า
    สวยงามด้วยแต่การกระทำของเขาขัดต่อหลักจริยธรรม
    ไม่ถูกต้อง ไม่เหมาะสม เพราะไม่ควรที่จะวาดบนกำแพงวัด
    ซึ่งเป็นสถานที่ที่ปราศจากกิเลส

    ถึงอย่างไรก็ตามสุนทรียศาสตร์และจริยศาสตร์จะดำเนินไปในทิศทางเดียวกันหรือไม่ขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละคนที่จะมองแบบไหน

    นางสาวสุกานดา จันทร์เขต
    51142210073
    แพทย์แผนไทยประยุกต์

    ตอบลบ
  23. สวัสดีค่ะอาจารย์

    จากคำถามที่ว่าสุนทรียศาสตร์กับจริยศาสตร์ดำเนินไปในทิศทางเดียวกันหรือไม่

    หนูคิดว่าสุนทรียศาสตร์กับจริยศาสตร์จะดำเนินไปในทิศทางเดียวกันหรือไม่นั้นขึ้นอยู่แต่ละบุคคล
    ว่าจะให้ดำเนินไปในทิศทางเดียวกันหรือไม่

    เห็นด้วยกับสุกานดาค่ะ

    สุนทรียศาสตร์ คือ การที่เราใช้จิตแสดงปฏิกิริยาต่อสภาพการณ์ในสิ่งแวดล้อม หรือการที่จิตประเมินค่าวัตถุที่มีคุณค่า ที่เร้าให้เกิดความรู้สึกภายในจิตใจ แม้ว่าความงามจะขึ้นอยู่กับจิต แต่ก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเลือกตามใจชอบ หากแต่ต้องขึ้นอยู่กับคุณค่าที่มีอยู่ในวัตถุนั้น ๆ ด้วย

    จริยศาสตร์ คือ ศาสตร์ที่ว่าด้วยหลักแห่งความประพฤติ และหลักเกณฑ์แห่งความประพฤติว่า อะไรควรทำอะไรไม่ควรทำ

    เช่น การที่เราไปทำบุญไปทำด้วยจิตใจที่ดีงามก็จะเป็นความดี แต่ถ้าเราไปทำบุญโดยถูกบังคับไปก็จะทำให้เราไม่มีความสุขแถมยังไม่ได้ทำความดีอีกด้วย

    สุนทรียศาสตร์กับจริยศาสตร์จะดำเนินไปในทิศทางเดียวกันหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับบุคคลนั้นๆว่าจะให้ดำเนินไปในทิศทางเดีวกันหรือไม่ทั้งสิ้นล้วนขึ้นอยู่กับนิสัยและจิตใจของบุคคลผู้นั้น

    นางสาวพัชรี ภูมิประหมัน
    51142210049
    การแพทย์แผนไทยประยุกต์

    ตอบลบ
  24. สวัสดีค่ะอาจารย์

    คำถาม...สุนทรียศาสตร์กับจริยศาสตร์ เป็นสิ่งที่ดำเนินการไปในทิศทางเดียวกันหรือไม่ จงใช้เหตุผล และยกตัวอย่างประกอบ

    หนูคิดว่าสุนทรียศาสตร์และจริยศาสตร์บางอย่างก็ดำเนินไปในทิศทางเดียวกันแต่บางอย่างก็ไม่ได้ดำเนินไปในทิศทางเดียวกัน

    จากที่เพื่อนๆได้ให้ความหมายของสุนทรียศาสตร์โดยรวมก็คือ ความงาม ทั้งงามทางด้านวัตถุและ
    งามทางด้านจิตใจส่วนจริยศาสตร์นั้นก็หมายความว่า ศาตร์ที่ว่าด้วยพฤติกรรมว่าอะไรที่ควรทำและอะไรไม่ความทำนั้นก็คือความดี

    ตัวอย่างเช่น
    ถ้าเรามีรูปร่างหน้าตาที่สวยงามและยังมีจิตใจที่ดีงาม ชอบช่วยเหลือผู้อื่น มีคุณธรรมจริยธรรมนั้นก็แปลว่า สุนทรียศาตร์และจริยศาสตร์ดำเนินไปในทิศทางเดียวกัน แต่ในทางตรงกันข้ามถ้าหากเรามีรูปร่างหน้าตาที่สวยงามแต่กลับมาจิตใจที่โหดเหี้ยมชอบแต่อิจฉาริษยานั้นก็แปลว่าสุนทรียศาตรและจริยศาตร์นั้นไม่ได้ดำเนินไปในทิศทางเดียวกัน

    ในทางด้านวัตถุก็เหมือนกันเช่น เราเห็นขยะมากมายอยู่ในแม่น้ำลำคลองบุคคลส่วนมามักจะมองว่าไม่สวยงามและไม่มีคุณค่าจึงทำให้แม่น้ำลำคลองก็ยังเน่าเสียและเต็มไปด้วยขยะมากมายอยู่อย่างนั้นแต่ก็มีบางบุคคลที่ยังเห็นว่าขยะเหล่านั้นยังมีคุณค่าเช่น เขาอาจจะนำไปรีไซต์เคิลใหม่หรือนำไปขายหรือเขาอาจจะเก็บเพราะไม่อยากให้น้ำเน่าเสียนั้นก็มาจากความงามทางด้านจิตใจของเขาต่อวัตถุเหล่านั้น

    สุนทรียศาสตร์ของแต่ละบุคคลล้วนถ่ายทอดและแสดงออกไม่เหมือนกันแล้วแต่บุคคลว่าจะมองและถ่ายทอดออกมาอย่างไรแต่จะให้ดำเนินไปในทิศทางเดียวกันกับจริยศาตร์หรือไม่นั้นก็แล้วแต่บุคคลนั้นเช่นกัน

    ปล.เห็นด้วยกับบุคคลที่ว่าสุนทรียศาสตร์และจริยศาตร์ดำเนินไปในทิศทางเดียวกันและก็ไม่ได้ดำเนินไปในทิศทางเดียวกัน

    นางสาว น้ำฝน เที่ยงทัศน์
    51142210056
    การแพทย์แผนไทยประยุกต์

    ตอบลบ
  25. สวัสดีครับอาจารย์

    ผมเห็นด้วยกับน้ำฝน และเพื่อนๆ คนอื่นๆ เพราะแสดงเหตุผลในแนวทางเดียวกันคับ

    สำหรับคำถาม สุนทรียสาสตร์และจริยศาสตร์ ดำเนินไปในทิศทางเดียวกันได้หรือไม่

    ก่อนอื่นเราต้องมารู้จักกับคำว่าสุนทรียศาสตร์ และ จริยศาสตร์กันก่อน

    สุนทรียศาสตร์ “วิชาที่ว่าด้วยความสวย ความงาม และความไพเราะ สามารถรับรู้ได้ด้วยประสาทสัมผัส เกิดความรู้สึกปิติยินดี อิ่มเอมใจ พอใจ และชื่นชมในสิ่งต่าง ๆ ที่เข้ามาปะทะอาจจะเป็นในธรรมชาติเอง หรือที่มนุษย์ผลิตคิดค้นขึ้นโดยมีจุดประสงค์ให้มีความงาม” ---

    เเละ
    จริยศาสตร์เป็นศาสตร์ที่ว่าด้วยอุปนิสัย นิสัย และพฤติกรรมของมนุษย์ ความประพฤติของมนุษย์ จะเป็นกระจกเงาส่องให้เราเห็นอุปนิสัย และนิสัยของคน จริยศาสตร์จะช่วยชี้ค่าของมนุษย์โดย การมองทางอุปนิสัย นิสัยใจคอ และความประพฤติ ตามที่บุคคลนั้นแสดงออกมาทางกาย วาจา ใจ ---

    ผมขออนุญาต ยกตัวอย่างประกอบการอธิบายนะคับ
    1. ในกรณีที่ดำเนินไปในแนวทางเดียวกัน เช่น
    การกราบไหว้พระพุทธรูป ในสังคมวิถีพุทธศาสนา ถือว่าเป็นสิ่งที่ดีงาม ถูกต้อง และเหมาะสม เพราะเป็นการแสดงออกถึงความเคารพ เลื่อมใส และศรัทธาต่อพระพุทธศาสนา จัดเป็นจริยศาสตร์ การกระทำนี้เราทำแล้วมีความสุข อิ่มเอิบใจ จัดเป็นสุนทรียศาสตร์
    2. ในกรณี่ที่ไม่ดำเนินไปในทางเดียวกันเช่น
    การกราบไหว้จอมปลวก ต้นไม้แปลกๆ หรือสัตว์ที่เกิดมาแล้วพิการรูปร่างแปลกๆ เพราะคิดว่าจะให้โชคลาภ เป็นสิริมงคล ผุ้กระทำทำแล้วมีความหวัง มีความสุข จัดเป็นสุนทรียศาสตร์ แต่ในสังคมวิถีพุทธศาสนาเชื่อว่าเป็นสิ่งที่งมงาย ไร้สาระ มันเป็นเรื่องธรรมชาติ ไม่มีพระเจ้าทำให้เกิด และสิ่งเหล่านั้นไม่สามารถให้หวย หรือบันดาลให้ใครรวยได้ จึงไม่จัดเป็นจริยศาสตร์

    สรุปแล้ว ในการพิจารณาว่าสุนทรียศาสตร์กับจริยศาสตร์ดำเนินไปในแนวทางเดียวกันได้หรือไม่นั้น เราต้องพิจารณาเป็นกรณีไป โดยพิจารณาถึงปัจจัยอื่นๆประกอบ เช่นตัวผู้กระทำ สถานที่ที่กระทำ ผลการกระทำ ทัศนคติทางสังคม เพื่อการตัดสินใจ ครับ

    อาจารย์ครับ เปลี่ยนชื่อให้ผมด้วยนะคับ
    จาก นายโชคชัย แซ่เจี่ย เป็น
    นายภัทรเวช แซ่เจี่ย รหัสนักศึกษา 51142210006
    สาขาการแพทย์แผนไทยประยุกต์ ครับ

    ตอบลบ
  26. สวัสดีค่ะอาจารย์สุดสวย

    หนูชื่อนางสาวเสาวลักษณ์ กิติยามาตย์ รหัส 51142210001

    ชื่อเล่นชื่อ แหม่ม ค่ะ

    จากคำถามที่ว่าสุนทรียศาสตร์และจริยศาสตร์ ดำเนินไปในทิศทางเดียวกันได้หรือไม่

    ก่อนอื่นเรามารู้ความหมายของทั้งสองสิ่งกันเสียก่อนน่ะค่ะ

    ตามหลักอักษรศาสตร์คำว่า จริยศาสตร์มาจากภาษาสันสกฤตว่า จริย + ศาสตร์ จริย แปลว่า ควรประพฤติ ศาสตร์ แปลว่า ความรู้ จริยศาสตร์ จึงแปลว่า ความรู้ที่ควรประพฤติหรือศาสตร์ ที่ว่าด้วยความประพฤติ
    อนึ่ง จริยศาสตร์เป็นศาสตร์ที่ว่าด้วยอุปนิสัย นิสัย และพฤติกรรมของมนุษย์ ความประพฤติของมนุษย์ จะเป็นกระจกเงาส่องให้เราเห็นอุปนิสัย และนิสัยของคน จริยศาสตร์จะช่วยชี้ค่าของมนุษย์โดย การมองทางอุปนิสัย นิสัยใจคอ และความประพฤติ ตามที่บุคคลนั้นแสดงออกมาทางกาย วาจา ใจ

    ส่วนสุนทรียศาสตร์นั้น หมายถึง วิชาที่ว่าด้วยความสวย ความงาม และความไพเราะ สามารถรับรู้ได้ด้วยประสาทสัมผัส เกิดความรู้สึกปิติยินดี อิ่มเอมใจ พอใจ และชื่นชมในสิ่งต่าง ๆ ที่เข้ามาปะทะอาจจะเป็นในธรรมชาติเอง หรือที่มนุษย์ผลิตคิดค้นขึ้นโดยมีจุดประสงค์ให้มีความงามสุนทรียภาพ “ประสบการณ์ทางความงามเกิดขึ้นจากการได้สัมผัสกับสิ่งที่มีความงาม ความไพเราะ แล้วทำให้เกิดอารมณ์สุนทรีย์ เกิดความปิติสุขเพลิดเพลิน” ประสบการณ์ทางความงามมี ๒ ลักษณะ ได้แก่ ประสบการณ์ตรง ซึ่งมีผลต่อการรับรู้คุณค่าสุนทรีย์ได้มากที่สุด และประสบการณ์รอง ส่วนใหญ่ล้วนเป็นผลงานที่มนุษย์สร้างขึ้นและไม่มีโอการได้ชมของจริง

    จากความหมายของทั้งสุนทรียศาสตร์และจริยศาสตร์ อาจมีความแตกต่างกันแต่ การศึกษาวิชาสุนทรียศาสตร์และจริยศาสตร์ก็ย่อม มีประโยชน์ที่ดำเนินไปในทิศทางเดียวกันมากมายซึ่งพอสรุปได้ดังนี้

    1. ทำให้รู้และมองเห็นว่าอะไรดี อะไรชั่ว อะไรถูก อะไรผิด สามารถเลือกปฏิบัติในทางที่ถูกที่ควร ที่เห็นว่างามเหมาะสม
    2. ทำให้รู้ทางดำเนินชีวิตทั้งในส่วนตัวและสังคม
    3. ทำให้เข้าใจกฎความจริงของชีวิต เป็นสิ่งที่ชีวิตต้องการ ทำให้ชีวิตสมบูรณ์
    4. ทำให้ชีวิตมนุษย์เป็นชีวิตที่ประเสริฐกว่าสัตว์ ถ้าขาดด้านจริยธรรมแล้วคนก็ไม่ต่าง จากสัตว์แต่อย่างใด
    5. ทำให้รู้จักค่าของชีวิตว่า ค่าของชีวิตอยู่ที่ไหน ทำอย่างไรชีวิตจึงจะมีค่าและก็เลือก ทางที่ดีมีค่า ชีวิตก็จะมีค่าตามที่ต้องการ

    ดิฉันสรุปเหมือนเพื่อนๆคนอื่นที่พูดว่า "สุนทรียศาสตร์และจริยศาสตร์ ดำเนินไปในทิศทางเดียวกัน"

    ตอบลบ
  27. สวัสดีค่ะอาจารย์

    คำถาม
    "สุนทรียศาสตร์กับจริยศาสตร์ เป็นสิ่งที่ดำเนินการไปในทิศทางเดียวกันหรือไม่ จงใช้เหตุผล และยกตัวอย่างประกอบ"

    สุนทรียศาสตร์
    เป็นสาขาหนึ่งของปรัชญา ว่าด้วยเรื่องของความงามและศิลปะ นับเป็นแนวคิดที่ดำเนินสืบเนื่องมาช้านานนับพันๆ ปี
    ความหมาย สุนทรียภาพของชีวิต เป็นความซาบซึ้งที่มีคุณค่าในจิตใจของมนุษย์เพราะทุกคนปรารถนาสิ่งที่ทำให้เจริญหู เจริญตา ซึ่งถืออาหารใจที่ได้รับจากทางหูและตา
    สุนทรียศาสตร์ “วิชาที่ว่าด้วยความสวย ความงาม และความไพเราะ สามารถรับรู้ได้ด้วยประสาทสัมผัส เกิดความรู้สึกปิติยินดี อิ่มเอมใจ พอใจ และชื่นชมในสิ่งต่าง ๆ ที่เข้ามาปะทะอาจจะเป็นในธรรมชาติเอง หรือที่มนุษย์ผลิตคิดค้นขึ้นโดยมีจุดประสงค์ให้มีความงาม” สุนทรียภาพ “ประสบการณ์ทางความงามเกิดขึ้นจากการได้สัมผัสกับสิ่งที่มีความงาม ความไพเราะ แล้วทำให้เกิกดอารมณ์สุนทรีย์ เกิดความปิติสุขเพลิดเพลิน”

    จริยศาสตร์
    เป็นศาสตร์ที่ว่าอุปนิสัย นิสัย และพฤติกรรมของมนุษย์ความประพฤติของมนุษย์จะเป็นกระจกเงาส่องให้เราเห็นอุปนิสัยและนิสัยของคน จริยศาสตร์จะช่วยชี้ค่าของมนุษย์โดยการมองทางอุปนิสัย นิสัยใจคอ และความประพฤติตามที่บุคคลนั้นแสดงออกมาทางกาย วาจา ใจ
    ดังนั้นจริยศาสตร์จึงศึกษาเรื่องที่ว่าอะไรถูก อะไรผิด อะไรควร อะไรไม่ควร อะไรดี อะไรชั่ว

    ประโยชน์ของจริยศาสตร์
    1. ทำให้รู้ว่าอะไรดี อะไรชั่ว อะไรถูก อะไรผิด สามารถเลือกปฏิบัติในทางที่ถูกที่ควร
    2. ทำให้รู้ทางดำเนินชีวิตทั้งในส่วนตัวและสังคม
    3. ทำให้เข้าใจกฏความจริงของชีวิต เป็นสิ่งที่ชีวิตต้องการ ทำให้ชีวิตสมบูรณ์การศึกษาจริยธรรมจึงเป็นการศึกษาถึงกฏธรรมชาติให้รู้ว่าชีวิตที่แท้จริงคืออะไรต้องการอะไร
    4. การประพฤติหลักจริยธรรมเป็นการพัฒนาสิ่งมีชีวิตให้สูงขึ้นเรียกว่า มีวัฒนธรรมทำให้ชีวิตมนุษย์เป็นชีวิตที่ประเสริฐกว่าสัตว์ ถ้าขาดด้านจริยธรรมแล้วคนไม่ต่างจากสัตว์แต่อย่างใด
    5. ทำให้รู้จักค่าของชีวิตว่า ค่าของชีวิตอยู่ที่ไหน ทำอย่างไรชีวิตจะมีค่าและก็เลือกทางที่ดีมีค่าชีวิตก็มีค่าตามที่ต้องการ

    หนูขอยกตัวอย่างประกอบการอธิบายนะคะ

    ในกรณีที่ดำเนินไปในแนวทางเดียวกัน เช่น
    การทำบุญตักบาตร ปล่อยปลา
    บุคคลผู้หนึ่งต้องการไปทำบุญตักบาตร ปล่อยปลา ด้วยจิตใจที่คิดอยากจะทำ จิตใจที่บริสุทธิ์ และเงินที่จะนำไปทำบุญก็ได้มาด้วยวิธีสุจริต คือ จากการทำงาน และทำโดยมีผู้ใดบังคับ เช่นนี้แล้วถือว่าเป็นสิ่งที่ควร ที่ดีงามและถูกต้อง และไม่สร้างความเดือดร้อนให้แก่บุคคลอื่นรอบข้าง จัดว่าเป็นจริยศาสตร์ และการกระทำนี้ เมื่อบุคคลผู้นั้นได้กระทำไปแล้วก็จะเกิดความสุข อิ่มเอิบใจ จัดว่าเป็นสุนทรียศาสตร์

    ในกรณี่ที่ไม่ดำเนินไปในทางเดียวกัน เช่น
    การจับสัตว์น้ำในเขตอภัยทานของวัด
    บุคคลผู้หนึ่งต้องการหาปลาไปเลี้ยงเพื่อนในวงเหล้า แต่คิดไม่ออกว่าหาปลามาได้อย่างไรโดยไม่เลี้ยงเงินซื้อมา จึงมีความคิดที่จะไปจับปลาที่ท่าน้ำ เพราะเคยเห็นมีเยอะ เลยไปจับปลาที่ท่าน้ำของวัดมาเลี้ยงเพื่อนๆ การกระทำเช่นนี้ สร้างความพอใจ ความสุขให้ตนเอง จึงจัดว่าเป็นสุนทรียศาสตร์ แต่ในกระทำแบบนี้ สร้างความเดือดร้อนให้แก่บุคคลอื่น และเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ ถือว่าเป็นการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต และเป็นบาปกับตัวและเพื่อน เพราะทำโดยที่ตัวเองก็รู้ว่าไม่ควรทำ แต่อยากได้เพื่อความสุขของตัวเอง จัดว่าเป็นจริยศาสตร์
    “เราสามารถทานอย่างอื่นก็ได้ที่ไม่ต้องไปเบียดเบียนชีวิตพวกเขา และยังไม่เป็นการสร้างบาปให้ตัวเองอีกด้วย”

    สรุป
    ในความคิดของหนูคิดว่า สุนทรียศาสตร์กับจริยศาสตร์ จะดำเนินไปในทิศทางเดียวกันหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับอุปนิสัย จิตใจ พฤติกรรมและความคิดของบุคคลนั้น และมุมมองของแต่ละบุคคลที่การกระทำและบุคคลที่เห็นการกระทำของบุคคลผู้นั้นจะแตกต่างกันออกไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับบุคคลนั้น ๆ ว่าใช้อะไรเป็นหลักในการตัดสินสิ่งต่าง ๆ บางครั้งสิ่งที่ทำ คิดว่าดีงาม ถูกต้อง แต่บุคคลอื่น ก็อาจคิดว่าไม่ดี ไม่งาม ไม่ถูกต้องก็เป็นได้

    หนูเห็นด้วยกับแนวความคิดของเพื่อนๆทุกคน ว่าสุนทรียศาสตร์กับจริยศาสตร์ จะดำเนินไปในทิศทางเดียวกันและก็ไม่ดำเนินไปในทิศทางเดียวกันค่ะ


    นางสาว ธันยรัศมิ์ เดชรักษ์ภรณ์
    รหัสนักศึกษา 51142210034
    สาขา การแพทย์แผนไทยประยุกต์

    ตอบลบ
  28. สวัสดีตอนเที่ยงๆค่ะอาจารย์ กินข้าวยังค๊ะ หนูกินแล้วหล่ะ ^v^
    มาเริ่มด้วยการเข้าเรื่องกันเลยดีกว่า
    คำถาม
    "สุนทรียศาสตร์กับจริยศาสตร์ เป็นสิ่งที่ดำเนินการไปในทิศทางเดียวกันหรือไม่ จงใช้เหตุผล และยกตัวอย่างประกอบ"

    ในความเห็นของหนู ทุกสิ่งอย่างจะเหมือนหรือต่างขึ้นกับตัวคนที่กระทำ
    สุนทรีนศาสตร์ก็มีเอกลักษณ์ในตรงตัวว่า ความงามและศิลปะ
    ซึ่งในประสบการ์ที่เห็นมา ส่วนใหญ่ สิ่งเหล่านี้จะสร้างความรื่นรมณ์
    บันเทิงสุขอยู่ไม่มากก็ไม่น้อยทีเดียว
    ขึ้นอยู่กับการรับรู้และการกระทำของเรานั้นเอง

    ในอีกทางหนึ่ง จริยศาสตร์ ในส่วนมาก จะแปลโดยนัยว่าความถูกต้อง
    การทำดี สิ่งที่ดีและเหมาะสมที่ควรกระทำ สิ่งที่ได้รับ ก็มีได้ทั้งสุข
    และทุกข์ อย่างที่พยายามบอก คือ ขึ้นอยู่กับเราซึ่งเป็นคนกระทำ

    ทีนี้มาว่าด้วยการดำเนินไปในทางเดียว อันนี้ต้องบอกว่า
    เป็นความเห็นส่วนตัวจริงๆ มีอิงหลักความจริงอยู่บ้าง
    การสอดคล้องกันมีส่วนที่สามารถสอดคล้องกันได้อยู่
    และส่วนที่ไม่ได้สอดคล้องกัน พูดอย่างนี้อาจจะไม่เข้าใจ
    มายกตัวอย่างกันดีกว่า

    อย่างแรก มาว่าด้วยความสอดคล้องกันของสุนทรีและจริยศาสตร์
    1.ให้เห็นภาพเลยก็คือ นางงามในการประกวดเวทีต่างๆ
    พวกเธอมีทั้งความงามในตัวทั้งกายและใจ มีทั้งศิลปะในการแต่งตัว
    และคำพูดรวมถึงจริยธรรมในการคิดและตอบคำถาม ให้เป็นที่ยอมรับในสังคม นี่คือการสอดคล้องกันของสุรทรีและจริยซึ่งถ้าสามารถชนะการประกวดได้ก็จะได้รับความสุขเป็นผลติดตามไปด้วย ทั้งความงาม ทั้งความดี ทั้งความสุข ล้วนแต่สอดคล้องประสานไปด้วยกันอย่างลงตัว

    2. มาพูดถึงการไม่สอดคล้องกันบ้าง จากข้อหนึ่งที่สอดประสานกันได้ทั้ง สาม อย่างนั้น ถ้าหาก นางงามคนนั้นไม่ชนะการประกวด ถึงเธอจะมีความงาม มีความดี แต่ก็คงจะขาดความสุขไป เนื่องจากไม่ได้ชนะการประกวดดังที่หวังเอาไว้

    ทีนี้มาว่าด้วยการไม่สอดคล้องกันบาง
    1. อย่างพวกสาวนั่งดริ้ง เธอมีความงาม แต่ถ้าพูดถึงหลักจริยศาสตร์แล้วจัดได้ว่าขาดไป แต่สิ่งที่เธอทำก็สร้างความสุขให้เธอไม่น้อยทีเดียว ดังสรุปได้ว่าคนที่มีความงามไม่จำเป็นต้องเป็นคนดี ดังเป็นการไม่สอดประสานกัน ของสุนทรีและจริยศาสตร์นั่งเอง

    หนูไม่รู้ว่าสิ่งที่หนูคิดจะเหมือนหรือไม่เหมือนกับคนอื่นมากน้อยแต่ไหน
    แต่นี่ก็คือทัศนคติของเยาวชนซึ่งเป็นนักศึกษาคนนึงและเป็นลูกศิษย์ของอาจารย์คนนึงนั่นเอง แหะๆ

    นางสาว กฤตาณัฐ แพงจันทร์ รหัส 51142210064
    สาขา การแพทย์แผนไทยประยุกต์ คณะ วิทยาศาสตร์และเทคโน

    ตอบลบ
  29. สวัสดีคับอาจารย์
    ผมเข้ามาตอบคำถามที่ว่า "สุนทรียศาสตร์กับจริยศาสตร์ เป็นสิ่งที่ดำเนินการไปในทิศทางเดียวกันหรือไม่ จงใช้เหตุผล และยกตัวอย่างประกอบ"

    +สุนทรียศาสตร์ เป็นสาขาหนึ่งของปรัชญาที่ว่าด้วยความสวย ความงาม และความไพเราะ สามารถรับรู้ได้ด้วยประสาทสัมผัส เกิดความรู้สึกปิติยินดี อิ่มเอมใจ พอใจ และชื่นชมในสิ่งต่าง ๆ ที่เข้ามาปะทะอาจจะเป็นในธรรมชาติเอง หรือที่มนุษย์ผลิตคิดค้นขึ้นโดยมีจุดประสงค์ให้มีความงาม” สุนทรียภาพ

    +จริยศาสตร์ เป็นศาสตร์ที่ว่าอุปนิสัย นิสัย และพฤติกรรมของมนุษย์จริยศาสตร์จะช่วยชี้ค่าของมนุษย์โดยการมองทางอุปนิสัย นิสัยใจคอ และความประพฤติตามที่บุคคลนั้นแสดงออกมาทางกาย วาจา ใจ
    ดังนั้นจริยศาสตร์จึงศึกษาเรื่องที่ว่าอะไรถูก อะไรผิด อะไรควร อะไรไม่ควร อะไรดี อะไรชั่ว

    จากที่เพื่อนๆได้แสดงความคิดเห็นมา ผมเห็นด้วยกับภาณุพงศ์คับ
    เพราะ การทำความดีย่อมทำให้เรามีความสุข ซึ่งความดีที่เกิดขึ้นเกิดจากความงามทางจิตใจ ทางความคิด ทางคำพูดและการกระทำ

    สรุป ความงาม ความสุข และความดีเกิดขึ้นพร้อมกัน นั่นคือ สุนทรียศาสตร์และจริยศาสตร์ย่อมสอดคล้องกัน

    ความคิดเห็นโดย
    นายณัฐพงศ์ พิมพ์ไสย์
    รหัส 51142210047
    นักศึกษาสาขาแพทย์แผนไทยประยุกต์

    ตอบลบ
  30. สวัสดีค่ะอาจารย์

    เข้ามาแสดงความคิดเห็นในหัวข้อ
    “สุนทรียศาสตร์กับจริยศาสตร์ เป็นสิ่งที่ดำเนินการไปในทิศทางเดียวกันหรือไม่ จงใช้เหตุผล และยกตัวอย่างประกอบ”

    ก่อนอื่นเราต้องรู้ความหมายของสุนทรียศาสตร์และจริยศาสตร์
    ++สุนทรียศาสตร์ คือ วิชาที่ว่าด้วยความสวย ความงามที่เราสามารถรับรู้ได้ด้วยประสาทสัมผัส เกิดความรู้สึกพอใจในสิ่งที่เราเห็นหรือเรากระทำอาจเกิดขึ้นเองในธรรมชาติหรือทำขึ้นเองก็ได้
    ++จริยศาสตร์ คือ ปรัชญาสาขาหนึ่งว่าด้วยการแสวงหาความดีสูงสุดของชีวิตมนุษย์ แสวงหากฎเกณฑ์ในการตัดสินความประพฤติของมนุษย์ว่าอย่างไหนถูก ไม่ถูก ดีไม่ดี ควรไม่ควร และค่าทางศีลธรรม

    ตามความคิดของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าเห็นด้วยกับปวีณา และรัตน์ติมาค่ะ
    ที่ว่าสุนทรียศาสตร์และจริยศาสตร์มีทั้งที่เหมือนกันและไม่เหมือนกัน
    ++ที่เหมือนกันคือ สุนทรียศาสตร์กับจริยศาสตร์ก็เป็นสาขาหนึ่งที่แยกออกมาจากปรัชญาเหมือนกัน
    ++และที่ไม่เหมือนกันคือ สุนทรียศาสตร์ เน้นเกี่ยวกับ ความงามที่ทำให้พอใจแล้วมีความสุข แต่จริยศาสตร์จะเน้นเกี่ยวกับ ความดีที่เรากระทำ

    ตัวอย่าง
    ++สอดคล้องกัน ได้แก่ การที่เราเห็นต้นไม้หรือดอกไม้ที่สวยๆ ก็ทำให้เรามีความสุข มองแล้วสบายใจและผ่อนคล้าย หรือการที่เราได้บุญก็เป็นความงามเช่นกัน แต่เป็นความงามที่เกิดขึ้นในใจ เป็นการทำความดีแล้วเรามีความสุข
    ++ไม่สอดคล้องกัน ได้แก่ การที่เราทำความสะอาดบ้านหรือเก็บขยะออกจากน้ำเน่าของ ซึ่งเป็นการทำความดีแต่ไม่ค่อยมีความสุขสักเท่าไร เพราะว่ามันทำให้ตัวของเราเปอะเปื้อนแต่เราก็ต้องทำ

    แสดงความคิดเห็นโดย
    นางสาวโสรญา นามไพโรจน์
    รหัส 51142210009
    นักศึกษาแพทย์แผนไทยประยุกต์ ชั้นปีที่ 2

    ตอบลบ
  31. เห็นด้วยกับกฤตาณัฐ
    คำถาม
    "สุนทรียศาสตร์กับจริยศาสตร์ เป็นสิ่งที่ดำเนินการไปในทิศทางเดียวกันหรือไม่ จงใช้เหตุผล และยกตัวอย่างประกอบ"

    สุนทรียศาสตร์ คือ ศาสตร์ที่ว่าด้วยความงาม
    จริยศาสตร์ คือ ศาสตร์ที่ว่าความดี

    สุนทรียศาสตร์กับจริยศาสตร์ที่เกิดขึ้นในทางเดียวกัน
    เช่น
    การทำบุญก็จะทำให้เรามีจิตใจที่สงบและทำให้เรารู้สึกสบายใจซึ่งการทำบุญเป็นความดีที่ทำให้เรามีความสุข และสามารถทำได้ทุกเพศทุกวัยไม่จำกัด และทำได้ตลอด

    สุนทรียศาสตร์กับจริยศาสตร์ที่เกิดขึ้นในทางต่างกัน
    เช่น
    หนังโป้ คือศิลปะเหมือนกันแต่ไม่ถูกจริยธรรม ซึ่งบางคนอาจจะมองว่ามันเป็นความสุข แต่ในบางคนอาจคิดว่ามันไม่ใช่คาวมสุขและเป็นสิ่งที่ไม่ดี และถ้าเยาวชนทำตามผู้ใหญ่ก็จะทำให้เกิดปัญหาสังคมตามมา


    นางสาวกฤษณา โหจิตต์
    รหัส 51142210010
    นักศึกษาแพทย์แผนไทยปประยุกต์

    ตอบลบ
  32. สวัสดีค่ะ อาจารย์ ที่เคารพรัก และนับถือ

    จากคำถามที่ว่าสุนทรียศ่สตร์และจริยศาสตร์ดำเนินไปในทิศทางเดียวกันหรือไม่

    คำว่า สุนทรียศาสตร์
    หมายถึง วิชาว่าด้วยความสวยงาม,ลัทธิเกี่ยวกับรสนิยม,เทียบคำ
    อีกอย่างคือ สุนทรียศาสตร์ มาจากภาษาสันสกฤตว่า “สุนทรียะ” แปลว่า“ งาม ”และ ศาสตร์ แปลว่า “วิชา” เมื่อรวมกันความแล้วจึงแปลได้ว่า“ วิชาที่ว่าด้วยสิ่งสวยงามในภาษาอังกฤษใช้คำว่า ” “ Aestheties ” โดย ศัพท์คำนี้เกิดจากนักปรัชญา เหตุผลนิยมชาวเยอรมันชื่อ “ Alexander Gottlieb Baumgarten ” ซึ่งสร้างคำจากภาษากรีกคำว่า “ Aisthetikos ” แปลว่า “ รู้ได้ด้วยผัสสะ ”

    จริยศาสตร์ คือ ศาสตร์ที่ว่าด้วยหลักแห่งความประพฤติ และหลักเกณฑ์แห่งความประพฤติว่า อะไรควรทำอะไรไม่ควรทำ เป็น การศึกษาเกี่ยวกับการดำเนินชีวิตของมนุษย์ ทำอย่างไรจึงบรรลุความจริง (ความดี) มีหลักเกณฑ์อะไร ที่เป็นแนวทางสู่การดำเนินชีวิตของมนุษย์ไปสู่ความจริงได้

    และจากคำถามที่ว่า สุนทรียศ่สตร์และจริยศาสตร์ดำเนินไปในทิศทางเดียวกันหรือไม่

    ในความเห็นมุมมองของดิฉัน ดิฉันคิดว่า
    มีบางส่วนนะคะที่สามารถไปกันด้วยดีได้ในทิศทางเดียวกัน
    ยกตัวอย่างเช่น คนที่งามทั้งจิตใจ และ งามทั้งภายนอก ที่ทำแต่ความดี เป็นคนฉลาดคิดและทำ ไตร่ตรองหาสาเหตุ และเหตุผล ในการแก้ปัญหาต่างๆ เพื่อช่วยเหลือคนที่เดือดร้อนกว่าโดยไม่ทำให้ตนเองเดือดร้อน ซึ่งเป็นความดีอย่างที่เกิดจากความคิดที่ดี ดังนั้นผู้หญิงที่ถูกกล่าวถึง ถือได้ว่าได้ทำให้เกิด คำว่าสุนทรียศ่สตร์และจริยศาสตร์ที่ดำเนินไปด้วยกันได้ดี

    แต่ก็ใช้ว่าจะดีไปทุกส่วนสิ่งนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับมุมมอง และการกระทำของบุคคลนั้นๆด้วย อีกบางส่วนอาจมองความสวยงามเป็น อาหารตา ที่ในใจอาจคิดแต่เรื่องอนาจาร เรื่องลามก ผิดศีลธรรมอยู่ ก็เป็นได้ เช่น คนเมาเห็นสาวสวย คิดมิดีมิชอบอยู่ อาจทำการกระทำที่คิดแบบขาดสติไปชั่วขณะ ทำให้เกิดอันตรายขึ้นกับหญิงสาวคนนั้นที่ไม่รู้อะไรเลย ซึ่งมีความเกิดขึ้นในทุกวันว่ามีการขมขื่น ไม่ใช่แต่สตรีที่สวยสาวยเท่านั้น แต่เดี๋ยวนี้ไม่ว่าจะเป็นเด็กน้อยไร้เดียงสา หรือคนชราผู้สูงอายุก็ยังไม่เว้น จากการกระทำที่เลวร้ายลงไปได้ สิ่งเหล่านี้ ที่เห็นชอบว่าสวยงามล้วนแต่มีมุมมองด้วยกันทั้งสองด้าน ที่สามารถดำเนินคู่กับจริยศาสตร์ได้ดี และที่ไม่สามารถจะดำเนินคู่กับจริยศาสตร์ได้เลยก็มี เหมือนกับเหรีญหนึ่งเหรียญที่มีสองด้านมีทั้งหัวและก้อย เช่นเดียวกันกับมุมมองของคนซึ่งอาจจะมีสองด้าน หรืออาจจะมีมุมมองที่แตกต่างจากสองด้านนั้น คนเราสามารถมีได้หลายมุมมองว่าจะเลือกที่จะเห็นถูก หรือผิดก็เท่านั้น

    จบค่ะ

    ชื่อ น.ส. จันทรรัตน์ นามสกุล เพชรธาราทิพย์
    รหัสนักศึกษา 51142210039
    สาขา แพทย์แผนไทยประยุกต์
    คณะ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

    ตอบลบ
  33. สวัสดีค่ะ

    อาจารย์คะคุดที่หนูไปผ่ามาแบ่งร่างเป็น2ซีกด้วยล่ะค่ะ

    เจ็บมากๆเลยวันนี้หนูก็เพิ่งไปตัดไหมออกจากปากอ่ะค่ะ

    ยังบวมอยู่เลยค่ะเจ็บมากๆค่ะ

    บายค่ะอาจารย์ ดูปลสุขภาพด้วยนะคะ สุขภาพเราสำคัญนะคะ

    ทานอาหารเย็นให้อร่อยนะคะ แล้วหลับฝันดีด้วยน้าคะ

    ตอบลบ
  34. ไม่ระบุชื่อ24 สิงหาคม 2552 เวลา 06:09

    สวัสดีค่ะ

    หนูเห็นด้วยกับ นายณัฐพงศ์ ค่ะ

    เพราะการทำความดีย่อมทำให้เรามีความสุข ซึ่งความดีที่เกิดขึ้นเกิดจากความงามทางจิตใจ ทางความคิด ทางคำพูดและการกระทำ

    สรุป ความงาม ความสุข และความดีเกิดขึ้นพร้อมกัน นั่นคือ สุนทรียศาสตร์และจริยศาสตร์ย่อมสอดคล้องกัน

    สุนทรียศาสตร์ คือ
    วิชาที่ว่าด้วยความสวย ความงามที่เราสามารถรับรู้ได้ด้วยประสาทสัมผัส เกิดความรู้สึกพอใจในสิ่งที่เราเห็นหรือเรากระทำอาจเกิดขึ้นเองในธรรมชาติหรือทำขึ้นเองก็ได้

    จริยศาสตร์ คือ

    ปรัชญาสาขาหนึ่งว่าด้วยการแสวงหาความดีสูงสุดของชีวิตมนุษย์ แสวงหากฎเกณฑ์ในการตัดสินความประพฤติของมนุษย์ว่าอย่างไหนถูก ไม่ถูก ดีไม่ดี ควรไม่ควร และค่าทางศีลธรรม

    นางสาวสิริภา ธุวะคำ
    51142210058
    สาขาแพทย์แผนไทยประยุกต์

    ok น่ะค่ะ

    ตอบลบ
  35. ไม่ระบุชื่อ24 สิงหาคม 2552 เวลา 06:25

    สวัสดีค่ะ

    เห็นด้วยกับ นายไชยวัฒน์
    สุนทรียศาสตร์กับจริยศาสตร์เป็นสิ่งที่ดำเนินการไปในทิศทางเดียวกันอย่างเหนได้ชัดเจน

    ความหมายของสุนทรียศาสตร์ กล่าวว่า
    สุนทรียศาสตร์นั้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับคุณค่าความงาม
    หมายถึงการรับรู้อันเป็นกระบวนการ ประสาทสัมผัส ระหว่างสิ่งเร้าภายนอกกับอวัยวะสัมผัสภายในทำให้เกิดความรู้สึก เกิดการจินตนาการ นำไปสู่อารมณ์สุนทรีย์

    และ

    ความหมายของจริยศาสตร์กล่าวว่า
    จริยศาสตร์ นั้นเป็น การศึกษาเกี่ยวกับการดำเนินชีวิตของมนุษย์ ทำอย่างไรจึงบรรลุความจริง (ความดี) มีหลักเกณฑ์อะไรที่เป็นแนวทางสู่การดำเนินชีวิตของมนุษย์ไปสู่ความจริงได้ เราควรแสวงหาอะไรในชีวิต จุดหมายชีวิตคืออะไร พูดง่ายๆ คือ ทำอย่างไรจึงมุ่งความเป็นจริงนั้น

    ok น่ะค่ะ


    นางสาวกรกนก บุญประสม
    51142210053
    แพทย์แผนไทยประยุกต์

    ตอบลบ
  36. ไม่ระบุชื่อ24 สิงหาคม 2552 เวลา 07:53

    สวัสดีค่ะ


    อาจารย์
    จากคำถามที่ว่าสุนทรียศาสตร์กับจริยศาสตร์ไปในทิศทางเดียวกันหรือไม่

    ตอบ

    เห็นด้วยกับ นายไชยวัฒน์
    สุนทรียศาสตร์กับจริยศาสตร์เป็นสิ่งที่ดำเนินการไปในทิศทางเดียวกัน

    มันก็แล้วแต่คนมองว่ามองแบบไหน จากความคิดของดิฉัน ดิฉันคิดว่าดำเนินไปในทิศทางเดียวกันค่ะเพราะว่าสุนทรียศาสตร์ว่าด้วยสิ่งสวยงามส่วนจริยศาสตร์ว่าด้วยศาสตร์ที่ว่าด้วยศีลธรรม ข้อประพฤติทางสังคมและทฤษฎีทางศีลธรรมต่าง ๆ เป็นการศึกษากระบวนการการกระทำของมนุษย์ในแง่ที่ว่าอะไรดี มีข้อปฏิบัติด้านศีลธรรมเกี่ยวกับพฤติกรรม
    การกระทำตามหลักจริยศาสตร์มี 2 ประการคือ

    1. การกระทำด้วยจงใจหรือมีเจตนา เช่นการพูด การเดิน การไหว้ การทักทาน การแสดงความรู้สึกต่าง ๆ ซึ่งกันเป็นการกระทำอยู่ใต้อำนาจของจิตใจ

    2. การทำด้วยการถูกบังคับหรือไม่จงใจ ได้แก่การกระทำที่ไม่มีความรู้สึกตามการกระทำนั้นอาจถูกบังคับพลั้งเผลอ หรือเข้าใจผิด แม้การทำงานของหัวใจต่อมต่าง ๆ ในร่างกาย ก็จัดไว้ในประเภทของการกระทำที่ไม่มีเจตนาด้วย

    ซึ่งในการศึกษาจริยศาสตร์นั้นจะมุ่งศึกษา เฉพาะเรื่อการกระทำที่มีความตั้งใจมีความรู้และมีการไตร่ตรองไว้ล้วงหน้าเท่านั้น นักจริยศาสตร์จะเน้นหนักเฉพาะพฤติกรรมที่มีเจตนาว่า อะไรทำให้เขาทำผิดหรือถูก อะไร คือ คุณสมบัติด้านศีลธรรมที่ควรจะเป็นแก่เขา ดังนั้นจิรยศาสตร์จึงเป็นปรัชญาที่ว่าด้วยการดำเนินชีวิตที่ถูกต้อง


    ยกตัวอย่าง
    เมื่อมีคนให้สิ่งของแก่เรา เราก็ควรขอบคุณหือตอบแทน ถ้าเป็นผู้ที่มีอายุมากกว่าเราก็ควรยกมือไหว้ เพื่อเป็นการขอบคุณ

    ฉะนั้นเราควรทำแต่ความดี ต่อไปภายภาคหน้าสิ่งดีดีก็จะตามมา ทำให้เรามีความสุข


    นางสาวนัยนา เหลือศิริ
    รหัสนักศึกษา 51142210023
    สาขาการแพทย์แผนไทยประยุกต์

    ตอบลบ
  37. สวัสดีค่ะอาจารย์
    จากคำถามของอาจารย์นู๋ขอตอบว่า

    สุนทรียศาสตร์ “วิชาที่ว่าด้วยความสวย ความงาม และความไพเราะ สามารถรับรู้ได้ด้วยประสาทสัมผัส เกิดความรู้สึกปิติยินดี อิ่มเอมใจ พอใจ และชื่นชมในสิ่งต่าง ๆ ที่เข้ามาปะทะอาจจะเป็นในธรรมชาติเอง หรือที่มนุษย์ผลิตคิดค้นขึ้นโดยมีจุดประสงค์ให้มีความงาม” สุนทรียภาพ “ประสบการณ์ทางความงามเกิดขึ้นจากการได้สัมผัสกับสิ่งที่มีความงาม ความไพเราะ แล้วทำให้เกิกดอารมณ์สุนทรีย์ เกิดความปิติสุขเพลิดเพลิน” ประสบการณ์ทางความงามมี ๒ ลักษณะ ได้แก่ ประสบการณ์ตรง ซึ่งมีผลต่อการรับรู้คุณค่าสุนทรีย์ได้มากที่สุด และประสบการณ์รอง ส่วนใหญ่ล้วนเป็นผลงานที่มนุษย์สร้างขึ้นและไม่มีโอการได้ชมของจริง


    ส่วน
    จริยศาสตร์ หมายถึง ศาสตร์ที่ว่าด้วยศีลธรรม รวมทั้งกระสวน (Pattern ) ข้อประพฤติทางสังคมและทฤษฎีทางศีลธรรมต่าง ๆ เป็นการศึกษากระบวนการการกระทำของมนุษย์ในแง่ที่ว่าอระไรดี มีข้อปฏิบัติด้านศีลธรรมเกี่ยวกับพฤติกรรม ( Behavior ) ในข้อที่ว่าอะไรคือ คุณค่าที่ควรบรรลุถึง พฤติกรรมเช่นไรดี อะไรมีความหมายต่อชีวิต ในด้าน ศีลธรรม จริยศาสตร์ก็ว่าด้วย สาระแก่นสารของศีลธรรรมกำเนิดและพัฒนาการของศีลธรรมกฎเกณฑ์ซึ่งกำหนดมาตราฐานด้านศีลธรรมและลักษณะทางประวัติศาสตร์ ข้อประพฤติอันเป็นบรรทัดฐานและทฤษฎีจริยธรรมมักแยกกันไม่ออกเพราะการกระทำของปัจเจกชนและสังคมก่อให้เกิดความคิดเรื่องจริยธรรม

    หนูเห็นด้วยกับคาวมคิดเห็นของนัยนาและเพื่อนๆอีกหลายคนค่ะว่าสุนทรียศาสตตร์และจริยศาสตร์เป็นสิ่งที่ดำเนินไปในทิศทางเดียวกันได้

    เพราะว่าสุนทรียศาสตร์ว่าด้วยความงามความไพเราะ และจริยศาสตร์ว่าด้วยศีลธรรม หากผู้กระทำประพฤติตนอยู่ในศีลธรรม ผู้อื่นพบเห็นก้อมองเป็นสิ่งสวยงามได้แล้วแต่ความคิดของบุคคล

    เช่น

    การที่เราทำความดีช่วยจูงมือคนแก่พาข้ามถนน เราประพฤติตนอยู่ในศีลธรรม ผู้อื่นก็มองเราว่า เราเป็นคนดี เป็นภาพที่น่ามอง ว่าในสังคมไทยมีการช่วยเหลือเกิ้อกูลกัน เป็นความงามทางด้านจิตใจค่ะ

    แสดงความคิดเห็นโดย
    นางสาวชุลีกร โพธิ์แก้ว
    51142210005
    แพทย์แผนไทยประยุกต์

    ตอบลบ
  38. จากคำถามที่ว่าสุนทรียศาสตร์กับจริยศาสตร์ไปในทิศทางเดียวกันหรือไม่

    ตอบ เห็นด้วยครับ เพราะสุนทรียศาสตร์คือ วิชาที่ว่าด้วยความงาม จัดอยู่ในวิชาปรัชญาแขนงหนึ่งที่ว่าด้วยคุณค่าความงามและการตัดสินความงาม
    จริยศาสตร์ คือ ศาสตร์ที่ว่าด้วยหลักแห่งความประพฤติ และหลักเกณฑ์แห่งความประพฤติว่า อะไรควรทำอะไรไม่ควรทำ

    เมื่อเรามีการประพฤติดี คิดดี ทำในสิ่งที่ดีๆ ในความเห็นของผมคิดว่ามันคือความงามอย่างหนึ่ง งามทางด้านจิตใจ ทางความคิด ทำให้ทั้งสุนทรียศาสตร์และจริยศาสตร์ไปในทางเดียวกัน จบครับ

    ปล.ผมคิดว่าอาจารย์คงไม่อยากอ่านเยอะ เลยตอบแต่ใจความสำคัญ

    นายปัญญ์ ทองมี (ผู้ชายคนนั้น)
    รหัสนักศึกษา 51142210032
    สาขาการแพทย์แผนไทยประยุกต์

    ตอบลบ
  39. สวัสดีค่ะอาจารย์ ตอนดึกค่ะ
    หนูเข้ามาแสดงความคิดเห็นในหัวข้อสุนทรียศาสตร์กับจริยศาสตร์ เป็นสิ่งที่ดำเนินการไปในทิศทางเดียวกันหรือไม่ จงใช้เหตุผล และยกตัวอย่างประกอบ
    ในความเห็นของหนูเห็นด้วยกับน้ำฝน สุกานดา และเพื่อนคนอื่นๆค่ะ เพราะบางคนก็เห็นด้วย และไม่เห็นด้วย
    แต่ขณะนี้เราต้องรู้ความหมายของสุนทรียศาสตร์และจริยศาสตร์ก่อนนะค่ะ...
    -+-+สุนทรียศาสตร์ คือ วิชาที่ว่าด้วยความสวย ความงามที่เราสามารถรับรู้ได้ด้วยประสาทสัมผัส เกิดความรู้สึกพอใจในสิ่งที่เราเห็นหรือเรากระทำอาจเกิดขึ้นเองในธรรมชาติหรือทำขึ้นเองก็ได้
    -+-+จริยศาสตร์ คือ ปรัชญาสาขาหนึ่งว่าด้วยการแสวงหาความดีสูงสุดของชีวิตมนุษย์ แสวงหากฎเกณฑ์ในการตัดสินความประพฤติของมนุษย์ว่าอย่างไหนถูก ไม่ถูก ดีไม่ดี ควรไม่ควร และค่าทางศีลธรรม
    ยกตัวอย่างเช่น
    เพื่อนคนอื่นๆก็มีตัวอย่างที่แตกต่างกันออกไปตามแต่ความคิดของแต่ละคน ก็เป็นเช่นว่า ทุกคนมองด้วยความงามสื่อความงามออกมาในทางจริยธรรม โดยการกล่าวเป็นตัวอักษรหรือบรรยายให้คนอ่านได้เห็นภาพได้มองเห็นถึงความงามของสิ่งนั้น เช่น การไปวัดได้ทำบุญแล้ว ก็ได้มองเห็นถึงความงามของศาสนสถานที่เราได้เข้าไปทำบุญ ทำให้ได้ทั้งจริยศาสตร์และ สุนทรียศาสตร์ ไปพร้อมๆกัน
    อีกหนึ่งตัวอย่างคือ สุนทรียศาสตร์และจริยศาสตร์ไม่ได้ดำเนินไปในทิศทางเดียวกัน
    เมื่อเราไปเที่ยวทะเล หรือสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ก็มีความงามคือสุนทรียศาสตร์ และถ้าหากเราไม่คำนึงถึงผู้ที่มาเที่ยวหลังจากที่เราได้ไปสัมผัสมาแล้วโดยที่เราไปทำลายธรรมชาติ เป็นนักท่องเที่ยวที่ไม่มีจิตสำนึกในการช่วยดูแลรักษาธรรมชาติ ทำลายธรรมชาติ สุนทรียศาสตร์และจริยศาสตร์ไม่ได้ดำเนินไปในทิศทางเดียวกัน

    นางสาว อิงอร อังศุภานิช
    รหัส 51142210050
    สาขาการแพทย์แผนไทยประยุกต์

    ตอบลบ
  40. สวัดดีคับอาจารย์กับเช้าวันใหม่
    จากคำถามที่ว่าสุนทรียศาสตร์กับจริยศาสตร์ไปในทิศทางเดียวกันหรือไม่
    ก่อนอื่นมารู้จักความหมายของสุนทรียศาสตร์และจริยศาสตร์ก่อนนะคับ

    สุนทรียศาสตร์ “วิชาที่ว่าด้วยความสวย ความงาม และความไพเราะ สามารถรับรู้ได้ด้วยประสาทสัมผัส เกิดความรู้สึกปิติยินดี อิ่มเอมใจ พอใจ และชื่นชมในสิ่งต่าง ๆ ที่เข้ามาปะทะอาจจะเป็นในธรรมชาติเอง หรือที่มนุษย์ผลิตคิดค้นขึ้นโดยมีจุดประสงค์ให้มีความงาม” สุนทรียภาพ “ประสบการณ์ทางความงามเกิดขึ้นจากการได้สัมผัสกับสิ่งที่มีความงาม ความไพเราะ แล้วทำให้เกิกดอารมณ์สุนทรีย์ เกิดความปิติสุขเพลิดเพลิน” ประสบการณ์ทางความงามมี ๒ ลักษณะ ได้แก่ ประสบการณ์ตรง ซึ่งมีผลต่อการรับรู้คุณค่าสุนทรีย์ได้มากที่สุด และประสบการณ์รอง ส่วนใหญ่ล้วนเป็นผลงานที่มนุษย์สร้างขึ้นและไม่มีโอการได้ชมของจริง



    จริยศาสตร์ หมายถึง วิชาที่เป็นหลักการดำเนินชีวิตของมนุษย์ เป็นคำศัพท์ที่ได้มาจากคำว่า จริยะ+ศาสตร์ แปลตามตัวอักษรว่า ศาสตร์ที่ว่าด้วยความประพฤติ หรือศาสตร์แห่งความประพฤติ จริยศาสตร์ มีความหมายเช่นเดียวกันกับคำว่า "ศีลธรรม" หากจะมีเนื้อหาที่ต่างกันบ้างก็คงเนื่องจากศีลธรรมมีความจำกัดขอบเขตอยู่กับข้อปฏิบัติ แต่จริยศาสตร์มีความหมายกว้างกว่าทั้งหลักการ และวิธีการ เพราะทั้งสองมีจุดมุ่งหมายอย่างเดียวกันคือ เป้าหมายอันสูงสุดของชีวิต

    เห็นด้วยกับเพื่อนๆๆข้างต้นคับ

    สอดคล้องกัน
    ความประพฤติและการปฏิบัติตน นี้ก็จะกล่าวได้ถึงหลายๆๆเรื่อง เช่นจะยกตัวอย่าง คือการแต่งกายทีถูกกาลเทศะและการปฎิบัติตนเป็นชาวพุทธที่ดี เช่นการดูแลสถานที่ การเผยแพร่ศาสนา ชึ่งจะรับรู้ได้โดยตรงและจัดเป็นความงามที่เกิดขึ้นทั้งร่างกายและจิตใจและมีเป้าหมายและคุณค่าแก่ตัวเองและผู้อื่นและจัดเป็นการทำความดีแล้วมีความสุข

    ไม่สอดคล้องกัน
    ความสมัคคี ชึ่งเป็นสิ่งที่ดีมากในทุกๆทีที่มีความสามัคคีไม่ว่าจะเป็นหน่วยที่เล็กที่สุดจนถึงหน่วยที่ใหญ่ที่สุด แต่ถ้าเรามาใช้ในทางที่ผิดและเดือดร้อนแก่คนอื่นและประเทศชาติก็ไม่ถือเป็นความสุขได้ เช่น เหตุการณ์ในประเทศของเราในขนาดนี้ชึ่งแบ่งฝ่ายแบ่งสีและเกิดการชุมนุมการหลายครั้งและรุนแรง ถึงครั้นเสียชีวิต อาจจัดเป็นความดีแต่ไม่มีความสุข



    นายทัศนัย กุลสุวรรณ์
    รหัส 51142210033
    แพทย์แผนไทยประยุกต์

    ตอบลบ
  41. สวัสดีตอนเช้าค่ะอาจารย์

    อย่าลืม!ทานข้าวเช้าด้วยนะคร๊ะ

    จากคำถามที่ว่า เกณฑ์การตัดสินความงามตามหลักสุนทรียศาสตร์เป็นอย่างไร จงอธิบาย พร้อมยกตัวอย่าง

    เกณฑ์การตัดสินความงามตามหลักสุนทรียสาสตร์คือ ความดี ความถูกต้อง การตัดสินจริยธรรม ความงาม ความสมเหตุสมผล ทั้งหมดนี้มีลักษณะที่ร่วมกันอยู่ คือ เป็นเรื่องของคุณค่า

    ตัวอย่างเช่น
    กางเกงยีนส์ 2 ตัว ตัวหนึ่งสีดำและมีขนาดเอว 32 นิ้ว อีกตัวหนึ่งมีสีน้ำเงินและมีขนาดเอว 26 หากมีคนถามคุณว่า กางเกงตัวไหนมีขนาดใหญ่กว่ากัน คุณคงตอบได้ถูกว่าเป็นกางเกงตัวสีดำ ซึ่งเราสามารถตัดสินคำถามนี้ได้ด้วยการใช้สายวัดวัดขนาดเอว และการเปรียบเทียบขนาดพื้นที่ แต่ถ้ามีคนถามคุณอีกคำถามหนึ่ง ถามคุณว่า กางเกงยีนส์ตัวไหนสวยกว่ากัน ? ตอบยาก เพราะเราจะใช้อะไรมาเป็นเกณฑ์วัดว่าตัวไหนสวยกว่า และเพราะอะไร ถ้าคุณตอบว่า ตัวสีดำสวย
    เพื่อนคุณอาจบอกว่า ตัวสีน้ำเงินสวย เพื่อนอีกคนอาจบอกว่า ไม่สวยเลยสักตัว ที่แต่ละคนตอบไม่เหมือนกันก็เป็นเพราะ เรื่องของคุณค่านั้นมีขอบเขตที่กว้างและหลากหลาย เป็นนามธรรม แต่ละคนที่ตอบต่างก็ใช้ความคิดเห็นส่วนตัวเป็นเกณฑ์วัด


    ที่มา** http://photo.lannaphotoclub.com/index.php?action=printpage;topic=2075.0

    นางสาวศิริพร จันทเลขา
    51142210031
    เเพทย์เเผนไทยประยุกต์

    ตอบลบ
  42. สวัสดีค่ะ



    วันนี้หนูมาทำแบบทดสอบอันใหม่ที่อาจารย์ให้นะคะ



    คำถาม...เกณฑ์การตัดสินความงามตามหลักสุนทรียศาสตร์ เป็นอย่างไร -> อ้างอิงด้วย จงอธิบายพร้อมยกตัวอย่าง


    เกณฑ์ตัดสินทางสุนทรียศาสตร์ คืออะไร ?

    การตัดสินทางสุนทรียศาสตร์ คือ การที่เราใช้จิตแสดงปฏิกิริยาต่อสภาพการณ์ในสิ่งแวดล้อม หรือการที่จิตประเมินค่าวัตถุที่มีคุณค่า ที่เร้าให้เกิดความรู้สึกภายในจิตใจ แม้ว่าความงามจะขึ้นอยู่กับจิต แต่ก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเลือกตามใจชอบ หากแต่ต้องขึ้นอยู่กับคุณค่าที่มีอยู่ในวัตถุนั้น ๆ ด้วย

    มุมมองทางความคิดของแต่ละคนนั้นมีความแตกต่างกัน หลากหลายออกไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับบุคคลนั้น ๆ ว่าใช้อะไรเป็นหลักในการตัดสินสิ่งต่าง ๆ และการตัดสินทางสุนทรียศาสตร์ก็สามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มแนวคิด ดังนี้

    1. กลุ่มที่ใช้ตนเองเป็นตัวตัดสิน
    เรียกเกณฑ์ตัดสินนี้ว่า “ อัตนัยนิยม ” (Subjectivism) เป็นกลุ่มที่เชื่อว่า ความรู้ ความจริงและความดีงามทั้งหลายล้วนเป็นสิ่งที่ไม่มีความจริงในตัวเอง หากแต่เป็นเพียงสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นมาเท่านั้น ดังนั้น กฎเกณฑ์ในทางความรู้ ความจริงและความดีงามนี้จึงไม่มีอยู่จริง มนุษย์เท่านั้นที่มีอยู่จริงและจะเป็นตัวตัดสิน พร้อมทั้งเป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ขึ้นมา มนุษย์แต่ละคนต่างมีมาตรวัดความจริงต่างกันออกไปโดยไม่ขึ้นอยู่กับใครหรือสิ่งใด เกณฑ์การตัดสินแบบนี้สามารถทำให้เราเกิดความเชื่อมั่นในตัวเองได้ แต่หากความรู้สึกเชื่อมั่นนี้มีมากจนเกินไปอาจจะส่งผลทำให้เราเป็นผู้ที่เห็นแก่ตัว เอาแต่ใจตัวเอง ไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น ซึ่งจะส่งผลต่อไปคือ ทำให้เรามีโลกทัศน์ที่แคบ และเดียวดายในโลกกว้างนี้

    นักสุนทรียศาสตร์ในกลุ่มนี้ที่สำคัญ ได้แก่ กลุ่มโซฟิสต์ ( Sophist ) ฮอบส์ ( Hobbes ) และออร์เตกา ( Ortega ) เป็นต้น

    2. กลุ่มที่เชื่อว่า มีหลักเกณฑ์ที่ตายตัวที่จะใช้ตัดสินได้
    เรียกเกณฑ์ตัดสินนี้ว่า “ ปรนัยนิยม ” ( Objectivism ) เป็นกลุ่มที่เชื่อว่า มีเกณฑ์มาตรฐานตายตัวแน่นอนในทางศิลปะ ซึ่งสามารถนำไปตัดสินผลงานได้ในทุกสมัย เกณฑ์มาตรฐานนี้ไม่มีการเปลี่ยนแปลงและไม่ขึ้นอยู่กับความรู้สึกใครหรือศิลปินคนไหน กลุ่มนี้มีความเชื่ออีกว่า สุนทรียธาตุมีอยู่จริง แม้ว่าเราจะเข้าถึงมันไม่ได้ก็ตาม แต่มันก็มีอยู่จริง และด้วยเหตุผลนี้ การที่เราตัดสินศิลปะออกมาไม่เหมือนกันก็เพราะเราแต่ละคนไม่สามารถเข้าถึงสุนทรียธาติที่แท้จริงได้หรือตัวจริงมาตรฐานนั่นเอง การที่เราจะเข้าถึงเกณฑ์มาตรฐานนี้ได้นั้น เราจำเป็นต้องฝึกพัฒนาจิตให้สมบูรณ์จนสามารถเห็นความงามมาตรฐานได้ บางคนอาจทำสมาธิ บางคนอาจฝึกฝนทางศิลปะจนชำนาญ เป็นต้น

    นักสุนทรียศาสตร์ในกลุ่มนี้ที่สำคัญ ได้แก่ พลาโต ( Plato ) อริสโตเติล ( Aristotle ) และเฮเกล ( Hegel ) เป็นต้น

    3. กลุ่มที่เชื่อว่า หลักเกณฑ์ในการตัดสินสุนทรียศาสตร์นั้นเปลี่ยนแปลงไปตามสภาวะแวดล้อม
    เรียกเกณฑ์ตัดสินนี้ว่า “ สัมพัทธนิยม ” ( Relativism ) เป็นกลุ่มที่มีแนวคิดคล้ายกับกลุ่มอัตนัยนิยม แต่ต่างกันตรงที่กลุ่มสัมพัทธนิยมนั้นมีความเชื่อว่า กฎเกณฑ์ตัดสินทางสุนทรียศาสตร์นั้นขึ้นอยู่กับสภาวะแวดล้อม วัฒนธรรมของแต่ละท้องถิ่น หรือขึ้นอยู่กับสภาพภูมิประเทศ ตลอดจนดิน ฟ้า อากาศของแต่ละพื้นที่ โดยไม่ขึ้นอยู่กับตัวผู้วิจารณ์ เพราะผู้วิจารณ์จะต้องวางตัวเป็นกลางและต้องสำนึกอยู่ในใจเสมอว่า ตนเองเป็นเพียงส่วนหนึ่งของสังคม ดังนี้แล้ว เกณฑ์ตัดสินทางสุนทรียศาสตร์จึงเปลี่ยนแปลงไปตามสังคมบ้าง ตามสภาพของภูมิอากาศ ภูมิประเทศนั้น ๆ บ้าง แล้วแต่สภาวะแวดล้อมจะพาไป นั่นเอง

    นักสุนทรียศาสตร์ในกลุ่มนี้ที่สำคัญ ได้แก่ ซานตายานา ( Santayana ) และแซมมวล อาเล็กซันเดอร์ ( Samuel Alexander ) เป็นต้น


    ยกตัวอย่างนะคะ
    ในชีวิตคนเราจะดีพร้อมไปทั้งหมด ทั้งรูปร่าง หน้าตา นิสัย และฐานะ ถ้าเราตัดสินตัวเองเราจะเห็นว่าตัวเองสวย รวย นิสัยดี และฐานะดี แต่ถ้าเราไปถามคนอื่นดู คนอื่นก็อาจจะตอบไม่เหมือนกับเราก็ได้ เค้าอาจจะเห็นว่าเราไม่สวย ไม่รวย นิสัยไม่ดี และฐานะไม่ดี อย่างไรเราถึงจะรู้ว่า
    อะไรดี อะไรไม่ดี
    อะไรสวย อะไรไม่สวย
    อะไรนิสัยดี อะไรนิสัยไม่ดี
    อะไรรวย อะไรจน
    ซึ่งเกณฑ์การตัดสินของแต่ละคนไม่เหมือนกันเราจะไปบังคับให้คนอื่นนั้นคิดตามเราไม่ได้
    บางอย่างเราว่าดี แต่เพื่อนว่าไม่ดี เพราะฉะนั้นมันอยู่ในมุมมองของแต่ละคนมากกว่า ดังนั้นเราจะต้องมีการรับฟังคนอื่นบ้างไม่ใช่ว่าตัวเองจะทำอะไรถูกหรือดีเสมอไป ถ้าเรารู้จักฟังคนอื่นบ้างเราอาจจะนำกลับมาปรับปรุงตัวเองให้ดีขึ้นกว่าเดิมก็ได้



    อ้างอิงค่ะ

    http://photo.lannaphotoclub.com/index.php?action=printpage;topic=2075.0


    หนูชื่อ นางสาวรัตน์ติมา ลาภธนชัย (ใบเฟิร์น)

    รหัสนักศึกษา 51142210072 ค่ะ


    LOvE LOvE ค่ะ

    ตอบลบ
  43. การตัดสินทางสุนทรียศาสตร์ คือ การที่เราใช้จิตใจแสดงปฏิกิริยาต่อสภาพการณ์ในสิ่งแวดล้อม หรือการที่จิตประเมินค่าวัตถุที่มีคุณค่าทางความงาม ที่เร้าให้เกิดความรู้สึกภายในจิตใจ แม้ว่าความงามจะขึ้นอยู่กับจิต แต่ก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเลือกตามใจชอบ หากแต่ต้องขึ้นอยู่กับคุณค่าที่มีอยู่ในวัตถุนั้น ๆ ด้วย ฉะนั้นในการศึกษาเพื่อเป็นแนวทางสู่ความซาบซึ้งควรมีความรู้ในการตัดสินคุณค่าความงาม
    สุนทรียศาสตร์ก็สามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มแนวคิด ดังนี้
    1. กลุ่มที่ใช้ตนเองเป็นตัวตัดสิน
    เรียกเกณฑ์ตัดสินนี้ว่า “ จิตพิสัยหรืออัตวิสัย ” ( Subjectivism ) เป็นกลุ่มที่เชื่อว่า ความรู้ ความจริงและความดีงามทั้งหลายล้วนเป็นสิ่งที่ไม่มีความจริงในตัวเอง หากแต่เป็นเพียงสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นมาเท่านั้น ดังนั้น กฎเกณฑ์ในทางความรู้ ความจริงและความดีงามนี้จึงไม่มีอยู่จริง มนุษย์เท่านั้นที่มีอยู่จริงและจะเป็นตัวตัดสิน พร้อมทั้งเป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ขึ้นมา มนุษย์แต่ละคนต่างมีมาตรวัดความจริงต่างกันออกไปโดยไม่ขึ้นอยู่กับใครหรือสิ่งใด เกณฑ์การตัดสินแบบนี้สามารถทำให้เราเกิดความเชื่อมั่นในตัวเองได้ แต่หากความรู้สึกเชื่อมั่นนี้มีมากจนเกินไปอาจจะส่งผลทำให้เราเป็นผู้ที่เห็นแก่ตัว เอาแต่ใจตัวเอง ไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น ซึ่งจะส่งผลต่อไปคือ ทำให้เรามีโลกทัศน์ที่แคบ และเดียวดายในโลกกว้างนี้
    2. กลุ่มที่เชื่อว่า มีหลักเกณฑ์ที่ตายตัวที่จะใช้ตัดสินได้
    เรียกเกณฑ์ตัดสินนี้ว่า “ วัตถุพิสัยหรือปรวิสัย ” ( Objectivism ) เป็นกลุ่มที่เชื่อว่า มีเกณฑ์มาตรฐานตายตัวแน่นอนในทางศิลปะ ซึ่งสามารถนำไปตัดสินผลงานได้ในทุกสมัย เกณฑ์มาตรฐานนี้ไม่มีการเปลี่ยนแปลงและไม่ขึ้นอยู่กับความรู้สึกใครหรือศิลปินคนไหน กลุ่มนี้มีความเชื่ออีกว่า สุนทรียธาตุมีอยู่จริง แม้ว่าเราจะเข้าถึงมันไม่ได้ก็ตาม แต่มันก็มีอยู่จริง และด้วยเหตุผลนี้ การที่เราตัดสินศิลปะออกมาไม่เหมือนกันก็เพราะเราแต่ละคนไม่สามารถเข้าถึงสุนทรียธาติที่แท้จริงได้หรือตัวจริงมาตรฐานนั่นเอง การที่เราจะเข้าถึงเกณฑ์มาตรฐานนี้ได้นั้น เราจำเป็นต้องฝึกพัฒนาจิตให้สมบูรณ์จนสามารถเห็นความงามมาตรฐานได้ บางคนอาจทำสมาธิ บางคนอาจฝึกฝนทางศิลปะจนชำนา ญ
    3. กลุ่มที่เชื่อว่า หลักเกณฑ์ในการตัดสินสุนทรียศาสตร์นั้นเปลี่ยนแปลงไปตามสภาวะแวดล้อม
    เรียกเกณฑ์ตัดสินนี้ว่า “ สัมพัทธพิสัย ” ( Relativism ) เป็นกลุ่มที่มีแนวคิดคล้ายกับกลุ่มจิตพิสัย แต่ต่างกันตรงที่กลุ่มสัมพัทธพิสัยนั้นมีความเชื่อว่า กฎเกณฑ์ตัดสินทางสุนทรียศาสตร์นั้นขึ้นอยู่กับสภาวะแวดล้อม วัฒนธรรมของแต่ละท้องถิ่น หรือขึ้นอยู่กับสภาพภูมิประเทศ ตลอดจนดิน ฟ้า อากาศของแต่ละพื้นที่ โดยไม่ขึ้นอยู่กับตัวผู้วิจารณ์ เพราะผู้วิจารณ์จะต้องวางตัวเป็นกลางและต้องสำนึกอยู่ในใจเสมอว่า ตนเองเป็นเพียงส่วนหนึ่งของสังคม ดังนี้แล้ว เกณฑ์ตัดสินทางสุนทรียศาสตร์จึงเปลี่ยนแปลงไปตามสังคมบ้าง ตามสภาพของภูมิอากาศ ภู

    ยกตัวอย่างเช่น
    การที่เราแต่งตัวเสื้อผ้าสะอาด หวีผม ทาแป้งเล็กน้อย อาจจะเป็นความงามของเรา แต่เมื่อเราก้าวเท้าออกจากบ้านมีคนมองเราอาจจะคิดกับเราคนละแบบ เช่น อาจจะคิดว่า ทำไมคนนี้ถึงแต่งตัวเชย แต่งตัวแบบธรรมดา ซึ่งเป็นการคิดกับเราคนละแบบก็เป็นไปตามกฏเกณฑ์ของความงามแล้วแต่คนจะคิดตัดสิน


    จัดทำโดย
    นางสาววรวรรณ บุญปก
    รหัสนักศึกษา 51142210055
    สาขาแพทย์แผนไทยประยุกต์
    จบ///

    ตอบลบ
  44. คำถาม...สุนทรียศาสตร์กับจริยศาสตร์ เป็นสิ่งที่ดำเนินการไปในทิศทางเดียวกันหรือไม่ จงใช้เหตุผล และยกตัวอย่างประกอบ

    สุนทรียศาสตร์ ศึกษาและประเมินคุณค่าของความงามทั้งที่เป็นผลงาน ที่มนุษย์สร้างขึ้น และความงามของสิ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ โดยมี สุนทรียธาตุ เป็นปัจจัยสำคัญ ประเด็นของปัญหาได้แก่ ความสวย ความงาม คุณค่า คุณสมบัติ อารมณ์ ความรู้สึก

    จริยศาสตร์ คือ ศาสตร์ที่ว่าด้วยหลักแห่งความประพฤติ และหลักเกณฑ์แห่งความประพฤติว่า อะไรควรทำอะไรไม่ควรทำ

    สรุปนะครับ

    ผมก็เห็นด้วยกับเหตุผลที่เพื่อนกล่าวมาเมื่อไม่ว่าเราจะทำอะไรแล้วเราต้องทำด้วยความตั้งใจ และทำแล้วเรามีความสุขไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อน

    เราก็คิดดี ทำดี มีความเชื่อมั่นในตัวเองก็ทำไห้เรามีความสุขแล้วคนรอบข้างก็ต้องมีความสุขกับสิ่งที่เราทำด้วย



    นายพิพัฒน์พงษ์ ทวีงาม

    51142210040
    แพทย์แผนไทยประยุกต์

    ตอบลบ
  45. ความงามตามทัศนของเราหมายถึง ความงามเป็นคุณค่าอย่างหนึ่งของสิ่งเร้าที่มากระทบอวัยวะสัมผัสรับรู้ได้ด้วยประสาทสัมผัสทั้ง 5 แล้วทำให้เกิดความสุข ความพึงพอใจ ความเพลิดเพลิน ต่อสิ่งนั้นๆ และเป็นความงามในทางบวกเสมอ ความงามเกี่ยวข้องกับอารมณ์มากกว่าเหตุผล ความงามมีเพียงในจิต มิใช่คุณสมบัติของวัตถุ ความงามเป็นเพียงอารมณ์และความรู้สึกพึงพอใจตามธรรมชาติที่มีต่อวัตถุ มาตรฐานตัดสินความงามไม่เป็นสิ่งตายตัวอาจเปลี่ยนไปตามกาลเวลา สถานที่ สังคมและวัฒนธรรม
    ความงามในทัศนะของข้าพเจ้าคือความงามเป็นสิ่งไม่ตายตัว ไม่แน่นอน แต่ขึ้นอยู่กับผู้ชมแต่ละคนว่าจะมีความคิดกับสิ่งที่เห็นอย่างไรมองความงามในแต่ละด้านแต่ละมุมไม่เหมือนกัน เช่น A. Richards กล่าวว่า ศิลปินไม่มีหน้าที่สอนหรือชี้แจงลักษณะสิ่งของ แต่มีหน้าที่ทำให้มีประสบการณ์ทางสุนทรียะมีสุขภาพจิตดี ความงามเป็นสิ่งที่ไม่ตายตัวขึ้นอยู่กับผู้ชมแต่ละคน
    สุนทรียธาตุ คือ องค์ประกอบของความงาม 3 ประการคือ ความงาม ความแปลกหูแปลกตา ความน่าทึ่งทั้งต่อสิ่งที่เป็นธรรมชาติ และเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของศิลปกรรม และธรรมชาติ สามารถรับรู้ได้ ด้วยอารมณ์ ความรู้สึก ให้คุณค่าต่อจิตใจในทางบวก
    วิธีตัดสินความงาม
    ตามทัศนของตน ไม่ว่าจะเป็นสิ่งใดๆก็ตามที่รับรู้ได้ด้วยสัมผัสทั้ง 5 และทำให้รู้สึกพึงพอใจ เพลิดเพลิน มีความสุข ส่งผลต่อจิตใจในทางบวก เช่น สิ่งที่เป็นธรรมชาติ สายน้ำ เสียงเพลง บทกวี ถือเป็นความงามทั้งสิ้น มิอาจตัดสินได้ แต่ถ้าจะหาวิธีตัดสินความงาม ก็คงจะกล่าวได้ว่า สิ่งใดก็ตามที่ตนเองรับรู้ได้
    สัมผัสได้ และทำให้ตนเองเกิดความพึงพอใจ และความสุขในทางบวก ถือว่าเป็นความงาม เช่น เห็นน้ำค้างบนยอดหญ้า ลายของเปลือกไม้ ต้นไม้ที่มีใบไม้เปลี่ยนสี เสียงดนตรี บทกวี บทเพลง เป็นต้น
    การตัดสินความงามโดยใช้หลักปรัชญา
    1. ปรนัยนิยม คือการตัดสินโดยยึดหลักมาตรฐานที่อยู่ในสภาวะของกาละและเทศะเป็นสำคัญ
    2. อัตนัยนิยม คือมนุษย์เป็นผู้ตัดสินทุกอย่าง
    ตัวอย่างการตัดสินความงามของนักปรัชญากลุ่มต่างๆ
    1.St.thomas Aquinas ถือว่า สิ่งที่งามคือสิ่งให้ความเพลิดเพลิน เพราะเรารู้ความงามได้ด้วยสติปัญญา ความงามมีเงื่อนไข 3 ประการคือ ความสมบูรณ์ ความได้สัดส่วน และความชัดแจ้ง สิ่งที่บกพร่องไม่ได้สัดส่วนและคลุมเครือ ขาดความชัดแจ้งเป็นสิ่งไม่งาม ความงามกับความดีโดยเนื้อแท้เป็นอันเดียวกันเพราะขึ้นอยู่กับรูปแบบ สัดส่วน ระเบียบและความกลมกลืนกัน
    2.Hegel ถือว่า ความงามเป็นอาการของจิตสมบูรณ์ และปรากฏเป็นความงามทางสื่อคือ ประสาทสัมผัส ความงามปรากฏออกมาทางศิลปะ และศิลปะคือการที่มีจิตมีอำนาจเหนือวัตถุ
    3.Nietzsche ถือว่า โลกนี้เป็นสิ่งชั่วร้ายน่าเกลียด แต่เปลี่ยนเป็นโลกที่ดีงามและน่ารื่นรมย์เพราะศิลปกรรมและจริยธรรม ศิลปะที่เปลี่ยนคุณค่าของชีวิตและของโลกมี 2 แบบ คือศิลปะอันเกิดจากความฝัน และศิลปะอันเกิดจากความเพลิดเพลิน เช่น ศิลปะอันเกิดจากความฝัน อยากสร้างโลกให้สวยงามแสดงออกทาง ประติมากรรม สถาปัตยกรรม

    ตัวอย่าง
    เรามองเห็นต้นไม้ที่มีใบไม้เปลี่ยนสีหรือมองเห็นน้ำค้งที่อยู่บนยอดหญ้าและได้ยินเสียงดนตรี ทำให้เรามีความสุข เกิดความพึงพอใจในสิ่งที่เห็น ที่ได้ยินหรือว่าสัมผัสมานั่นก็คือความงาม ซึ่งเป็นความงามที่เราตัดสินเองเป็นความงามตามทัศนของตน

    แหล่งอ้างอิง http://hengraksa.blogspot.com/2007/11/blog-post.html

    จัดทำโดย
    นางสาวสายฝน รักพรม
    รหัสนักศึกษา 51142210071
    สาขา การแพทย์แผนไทยประยุกต์

    ตอบลบ
  46. ความคิดเห็นนี้ถูกผู้เขียนลบ

    ตอบลบ
  47. คำถาม
    "สุนทรียศาสตร์กับจริยศาสตร์ เป็นสิ่งที่ดำเนินการไปในทิศทางเดียวกันหรือไม่ จงใช้เหตุผล และยกตัวอย่างประกอบ"

    เห็นด้วยกับข้อความข้างต้นที่เพื่อนได้กล่าวมาแล้ว เพราะ
    สุนทรียศาสตร์
    เป็นสาขาหนึ่งของปรัชญา ว่าด้วยเรื่องของความงามและศิลปะ นับเป็นแนวคิดที่ดำเนินสืบเนื่องมาช้านานนับพันๆ ปี
    ความหมาย สุนทรียภาพของชีวิต เป็นความซาบซึ้งที่มีคุณค่าในจิตใจของมนุษย์เพราะทุกคนปรารถนาสิ่งที่ทำให้เจริญหู เจริญตา ซึ่งถืออาหารใจที่ได้รับจากทางหูและตา
    สุนทรียศาสตร์ “วิชาที่ว่าด้วยความสวย ความงาม และความไพเราะ สามารถรับรู้ได้ด้วยประสาทสัมผัส เกิดความรู้สึกปิติยินดี อิ่มเอมใจ พอใจ และชื่นชมในสิ่งต่าง ๆ ที่เข้ามาปะทะอาจจะเป็นในธรรมชาติเอง หรือที่มนุษย์ผลิตคิดค้นขึ้นโดยมีจุดประสงค์ให้มีความงาม” สุนทรียภาพ “ประสบการณ์ทางความงามเกิดขึ้นจากการได้สัมผัสกับสิ่งที่มีความงาม ความไพเราะ แล้วทำให้เกิกดอารมณ์สุนทรีย์ เกิดความปิติสุขเพลิดเพลิน”

    จริยศาสตร์
    เป็นศาสตร์ที่ว่าอุปนิสัย นิสัย และพฤติกรรมของมนุษย์ความประพฤติของมนุษย์จะเป็นกระจกเงาส่องให้เราเห็นอุปนิสัยและนิสัยของคน จริยศาสตร์จะช่วยชี้ค่าของมนุษย์โดยการมองทางอุปนิสัย นิสัยใจคอ และความประพฤติตามที่บุคคลนั้นแสดงออกมาทางกาย วาจา ใจ
    ดังนั้นจริยศาสตร์จึงศึกษาเรื่องที่ว่าอะไรถูก อะไรผิด อะไรควร อะไรไม่ควร อะไรดี อะไรชั่ว
    ยกตัวอย่าง
    เช่นการที่เราจะเป็นคนที่มืจิตใจดี คิดดี เเละทำดีได้นั้นก็ต้องขึ้นอยู่กับการที่เรามีความงามในจิตใจ ไม่ใช่เป็นความงามเเต่เพียงภายนอกเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับอุปนิสัยของเเต่ละบุคคลดังนั้นดิฉันจึงคิดว่าสุนทรียศาสตร์กับจริยศาสตร์เป็นสิ่งที่ดำเนินไปด้วยกันได้เป็นอย่างดี
    จัดทำโดย
    น.ส.จิราวรรณ จ่ายกระโทก
    รหัส 51142210067
    สาขาการแพทย์แผนไทยประยุกต์

    ตอบลบ
  48. เกณฑ์ตัดสินทางสุนทรียศาสตร์ คืออะไร ?

    สุนทรียศาสตร์ เป็นส่วนหนึ่งของเกณฑ์มาตรฐานของการประเมินผลการพัฒนาที่เรียกว่า อารยธรรม โดยมีเกณ์ฑ์มาตรฐานสำคัญ 3 ประการ คือ
    การศึกษา ภาษา กิริยามารยาท (Word)
    ศาสนธรรมและระเบียบวินัยของสังคม (Deed)
    การสร้างสรรค์ศิลปะสาขาต่าง ๆ (Art)

    สุนทรียศาสตร์ ในทางวิชาการ ถือเป็นวิชาเกี่ยวกับการศึกษาความงามของ ศิลปะแขนงต่าง ๆ หลักการ และกระบวนการสร้างสรรค์ศิลปะ องค์ประกอบ เทคนิค ผลงานและแนวคิดทางศิลปะของมนุษย์ ในยุคสมัยต่าง ๆ การวิจารณ์ศิลปะ เป็นต้น


    การตัดสินทางสุนทรียศาสตร์ คือ การที่เราใช้จิตแสดงปฏิกิริยาต่อสภาพการณ์ในสิ่งแวดล้อม หรือการที่จิตประเมินค่าวัตถุที่มีคุณค่า ที่เร้าให้เกิดความรู้สึกภายในจิตใจ แม้ว่าความงามจะขึ้นอยู่กับจิต แต่ก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเลือกตามใจชอบ หากแต่ต้องขึ้นอยู่กับคุณค่าที่มีอยู่ในวัตถุนั้น ๆ ด้วย

    มุมมองทางความคิดของแต่ละคนนั้นมีความแตกต่างกัน หลากหลายออกไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับบุคคลนั้น ๆ ว่าใช้อะไรเป็นหลักในการตัดสินสิ่งต่าง ๆ และการตัดสินทางสุนทรียศาสตร์ก็สามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มแนวคิด ดังนี้

    1. กลุ่มที่ใช้ตนเองเป็นตัวตัดสิน
    เรียกเกณฑ์ตัดสินนี้ว่า “ อัตนัยนิยม ” ( Subjectivism ) เป็นกลุ่มที่เชื่อว่า ความรู้ ความจริงและความดีงามทั้งหลายล้วนเป็นสิ่งที่ไม่มีความจริงในตัวเอง หากแต่เป็นเพียงสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นมาเท่านั้น ดังนั้น กฎเกณฑ์ในทางความรู้ ความจริงและความดีงามนี้จึงไม่มีอยู่จริง มนุษย์เท่านั้นที่มีอยู่จริงและจะเป็นตัวตัดสิน พร้อมทั้งเป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ขึ้นมา มนุษย์แต่ละคนต่างมีมาตรวัดความจริงต่างกันออกไปโดยไม่ขึ้นอยู่กับใครหรือสิ่งใด เกณฑ์การตัดสินแบบนี้สามารถทำให้เราเกิดความเชื่อมั่นในตัวเองได้ แต่หากความรู้สึกเชื่อมั่นนี้มีมากจนเกินไปอาจจะส่งผลทำให้เราเป็นผู้ที่เห็นแก่ตัว เอาแต่ใจตัวเอง ไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น ซึ่งจะส่งผลต่อไปคือ ทำให้เรามีโลกทัศน์ที่แคบ และเดียวดายในโลกกว้างนี้

    นักสุนทรียศาสตร์ในกลุ่มนี้ที่สำคัญ ได้แก่ กลุ่มโซฟิสต์ ( Sophist ) ฮอบส์ ( Hobbes ) และออร์เตกา ( Ortega ) เป็นต้น

    2. กลุ่มที่เชื่อว่า มีหลักเกณฑ์ที่ตายตัวที่จะใช้ตัดสินได้
    เรียกเกณฑ์ตัดสินนี้ว่า “ ปรนัยนิยม ” ( Objectivism ) เป็นกลุ่มที่เชื่อว่า มีเกณฑ์มาตรฐานตายตัวแน่นอนในทางศิลปะ ซึ่งสามารถนำไปตัดสินผลงานได้ในทุกสมัย เกณฑ์มาตรฐานนี้ไม่มีการเปลี่ยนแปลงและไม่ขึ้นอยู่กับความรู้สึกใครหรือศิลปินคนไหน กลุ่มนี้มีความเชื่ออีกว่า สุนทรียธาตุมีอยู่จริง แม้ว่าเราจะเข้าถึงมันไม่ได้ก็ตาม แต่มันก็มีอยู่จริง และด้วยเหตุผลนี้ การที่เราตัดสินศิลปะออกมาไม่เหมือนกันก็เพราะเราแต่ละคนไม่สามารถเข้าถึงสุนทรียธาติที่แท้จริงได้หรือตัวจริงมาตรฐานนั่นเอง การที่เราจะเข้าถึงเกณฑ์มาตรฐานนี้ได้นั้น เราจำเป็นต้องฝึกพัฒนาจิตให้สมบูรณ์จนสามารถเห็นความงามมาตรฐานได้ บางคนอาจทำสมาธิ บางคนอาจฝึกฝนทางศิลปะจนชำนาญ เป็นต้น

    นักสุนทรียศาสตร์ในกลุ่มนี้ที่สำคัญ ได้แก่ พลาโต ( Plato ) อริสโตเติล ( Aristotle ) และเฮเกล ( Hegel ) เป็นต้น

    3. กลุ่มที่เชื่อว่า หลักเกณฑ์ในการตัดสินสุนทรียศาสตร์นั้นเปลี่ยนแปลงไปตามสภาวะแวดล้อม
    เรียกเกณฑ์ตัดสินนี้ว่า “ สัมพัทธนิยม ” ( Relativism ) เป็นกลุ่มที่มีแนวคิดคล้ายกับกลุ่มอัตนัยนิยม แต่ต่างกันตรงที่กลุ่มสัมพัทธนิยมนั้นมีความเชื่อว่า กฎเกณฑ์ตัดสินทางสุนทรียศาสตร์นั้นขึ้นอยู่กับสภาวะแวดล้อม วัฒนธรรมของแต่ละท้องถิ่น หรือขึ้นอยู่กับสภาพภูมิประเทศ ตลอดจนดิน ฟ้า อากาศของแต่ละพื้นที่ โดยไม่ขึ้นอยู่กับตัวผู้วิจารณ์ เพราะผู้วิจารณ์จะต้องวางตัวเป็นกลางและต้องสำนึกอยู่ในใจเสมอว่า ตนเองเป็นเพียงส่วนหนึ่งของสังคม ดังนี้แล้ว เกณฑ์ตัดสินทางสุนทรียศาสตร์จึงเปลี่ยนแปลงไปตามสังคมบ้าง ตามสภาพของภูมิอากาศ ภูมิประเทศนั้น ๆ บ้าง แล้วแต่สภาวะแวดล้อมจะพาไป นั่นเอง

    เช่นการที่เราแต่งห้องนอนแล้วเรารู้สึกว่าห้องนอนเราน่าอยู่
    ทำให้เรามีความสุข ห้องนอนเราสะอาด ทำให้เราไม่เป็นโรค
    มีคนที่เข้าไปแล้วรู้สึกดีกับห้องนอนเรา
    และเรายังมีอิสระในการจัดห้องนอนอีกด้วย
    แต่ก็อย่างว่าเกณฑ์ในการตัดสินของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน


    อ้างอิง
    http://203.158.253.5/wbi/Education/%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B9%8C%20(Aesthetics)/unt1/hom%20unt1.htm

    http://photo.lannaphotoclub.com/index.php?action=printpage;topic=2075.0


    นายพิพัฒน์พงษ์ ทวีงาม
    51142210040
    แพทย์แผนไทยประยุกต์


    (V_V)

    ตอบลบ
  49. ความคิดเห็นนี้ถูกผู้เขียนลบ

    ตอบลบ
  50. http://www.courseware.ssru.ac.th/151/subject/2000102/unit%204/home4.1.html

    อาจารย์ค่ะหนูลืมใส่แหล่งอ้างอิงอีกแล้ว
    ค่ะ


    ขอโทษอีกครั้งค่ะอาจารย์


    ^_^ *_*


    นางสาววรวรรณ บุญปก

    ตอบลบ
  51. เกณฑ์ตัดสินทางสุนทรียศาสตร์ คืออะไร ?

    การตัดสินทางสุนทรียศาสตร์ คือ การที่เราใช้จิตแสดงปฏิกิริยาต่อสภาพการณ์ในสิ่งแวดล้อม หรือการที่จิตประเมินค่าวัตถุที่มีคุณค่า ที่เร้าให้เกิดความรู้สึกภายในจิตใจ แม้ว่าความงามจะขึ้นอยู่กับจิต แต่ก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเลือกตามใจชอบ หากแต่ต้องขึ้นอยู่กับคุณค่าที่มีอยู่ในวัตถุนั้น ๆ ด้วย

    มุมมองทางความคิดของแต่ละคนนั้นมีความแตกต่างกัน หลากหลายออกไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับบุคคลนั้น ๆ ว่าใช้อะไรเป็นหลักในการตัดสินสิ่งต่าง ๆ และการตัดสินทางสุนทรียศาสตร์ก็สามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มแนวคิด ดังนี้

    1. กลุ่มที่ใช้ตนเองเป็นตัวตัดสิน

    เรียกเกณฑ์ตัดสินนี้ว่า “ อัตนัยนิยม ” ( Subjectivism ) เป็นกลุ่มที่เชื่อว่า ความรู้ ความจริงและความดีงามทั้งหลายล้วนเป็นสิ่งที่ไม่มีความจริงในตัวเอง หากแต่เป็นเพียงสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นมาเท่านั้น ดังนั้น กฎเกณฑ์ในทางความรู้ ความจริงและความดีงามนี้จึงไม่มีอยู่จริง มนุษย์เท่านั้นที่มีอยู่จริงและจะเป็นตัวตัดสิน พร้อมทั้งเป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ขึ้นมา มนุษย์แต่ละคนต่างมีมาตรวัดความจริงต่างกันออกไปโดยไม่ขึ้นอยู่กับใครหรือสิ่งใด เกณฑ์การตัดสินแบบนี้สามารถทำให้เราเกิดความเชื่อมั่นในตัวเองได้ แต่หากความรู้สึกเชื่อมั่นนี้มีมากจนเกินไปอาจจะส่งผลทำให้เราเป็นผู้ที่เห็นแก่ตัว เอาแต่ใจตัวเอง ไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น ซึ่งจะส่งผลต่อไปคือ ทำให้เรามีโลกทัศน์ที่แคบ และเดียวดายในโลกกว้างนี้

    นักสุนทรียศาสตร์ในกลุ่มนี้ที่สำคัญ ได้แก่ กลุ่มโซฟิสต์ ( Sophist ) ฮอบส์ ( Hobbes ) และออร์เตกา ( Ortega ) เป็นต้น

    2. กลุ่มที่เชื่อว่า มีหลักเกณฑ์ที่ตายตัวที่จะใช้ตัดสินได้

    เรียกเกณฑ์ตัดสินนี้ว่า “ ปรนัยนิยม ” ( Objectivism ) เป็นกลุ่มที่เชื่อว่า มีเกณฑ์มาตรฐานตายตัวแน่นอนในทางศิลปะ ซึ่งสามารถนำไปตัดสินผลงานได้ในทุกสมัย เกณฑ์มาตรฐานนี้ไม่มีการเปลี่ยนแปลงและไม่ขึ้นอยู่กับความรู้สึกใครหรือศิลปินคนไหน กลุ่มนี้มีความเชื่ออีกว่า สุนทรียธาตุมีอยู่จริง แม้ว่าเราจะเข้าถึงมันไม่ได้ก็ตาม แต่มันก็มีอยู่จริง และด้วยเหตุผลนี้ การที่เราตัดสินศิลปะออกมาไม่เหมือนกันก็เพราะเราแต่ละคนไม่สามารถเข้าถึงสุนทรียธาติที่แท้จริงได้หรือตัวจริงมาตรฐานนั่นเอง การที่เราจะเข้าถึงเกณฑ์มาตรฐานนี้ได้นั้น เราจำเป็นต้องฝึกพัฒนาจิตให้สมบูรณ์จนสามารถเห็นความงามมาตรฐานได้ บางคนอาจทำสมาธิ บางคนอาจฝึกฝนทางศิลปะจนชำนาญ เป็นต้น

    นักสุนทรียศาสตร์ในกลุ่มนี้ที่สำคัญ ได้แก่ พลาโต ( Plato ) อริสโตเติล ( Aristotle ) และเฮเกล ( Hegel ) เป็นต้น

    3. กลุ่มที่เชื่อว่า หลักเกณฑ์ในการตัดสินสุนทรียศาสตร์นั้นเปลี่ยนแปลงไปตามสภาวะแวดล้อม

    เรียกเกณฑ์ตัดสินนี้ว่า “ สัมพัทธนิยม ” ( Relativism ) เป็นกลุ่มที่มีแนวคิดคล้ายกับกลุ่มอัตนัยนิยม แต่ต่างกันตรงที่กลุ่มสัมพัทธนิยมนั้นมีความเชื่อว่า กฎเกณฑ์ตัดสินทางสุนทรียศาสตร์นั้นขึ้นอยู่กับสภาวะแวดล้อม วัฒนธรรมของแต่ละท้องถิ่น หรือขึ้นอยู่กับสภาพภูมิประเทศ ตลอดจนดิน ฟ้า อากาศของแต่ละพื้นที่ โดยไม่ขึ้นอยู่กับตัวผู้วิจารณ์ เพราะผู้วิจารณ์จะต้องวางตัวเป็นกลางและต้องสำนึกอยู่ในใจเสมอว่า ตนเองเป็นเพียงส่วนหนึ่งของสังคม ดังนี้แล้ว เกณฑ์ตัดสินทางสุนทรียศาสตร์จึงเปลี่ยนแปลงไปตามสังคมบ้าง ตามสภาพของภูมิอากาศ ภูมิประเทศนั้น ๆ บ้าง แล้วแต่สภาวะแวดล้อมจะพาไป นั่นเอง

    นักสุนทรียศาสตร์ในกลุ่มนี้ที่สำคัญ ได้แก่ ซานตายานา ( Santayana ) และแซมมวล อาเล็กซันเดอร์ ( Samuel Alexander ) เป็นต้น

    ที่มา : วนิดา ขำเขียว. สุนทรียศาสตร์. กรุงเทพฯ : พรานนกการพิมพ์, 2543.
    http://www.etcfoto.com/forum/index.php?action=printpage;topic=1483.0

    จากข้อความข้างต้นอธิบายได้ว่า
    1. มนุษย์มีเกณฑ์ในการตัดสินที่ต่างกันส่วนใหญ่จะใช้ตัวเองเป็นหลักในการตัดสิน เช่น การมองผู้หญิงคนหนึ่ง แต่ละคนก็จะมีมุมมองที่แตกต่างกันออกไป คือ บางคนอาจจะมองว่าสวยแต่บางคนอาจมองว่าไม่สวยและไม่สุภาพ
    2. หลักเกณฑ์ที่ตายตัว เกณฑ์การตัดสินนี้จะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้และจะไม่ใช้ความรู้สึกส่วนตัวและไม่ใช้อารมณ์ในการตัดสิน เช่น การตัดสินการประกวดร้องเพลง คณะกรรมการจะต้องใช้เกณฑ์ในการตัดสินและจะไม่ใช้ความรู้สึกส่วนตัวตัดสิน
    3. การเปลี่ยนแปลงทางสภาพแวดล้อม จะใช้ตัวเองตัดสินแต่ก็จะยึดเอาทางวัฒนธรรม ประเพณี และสภาพแวดล้อมเป็นหลัก เช่น คนต่างจังหวัดเวลาที่อยู่ที่บ้านตัวเองก็จะใส่ผ้าถุง แต่พอเข้ามาอยู่ในเมืองก็จะปรับตัวคือจะใส่กางเกงแทนเพราะจะต้องทำตามคนส่วนใหญ่

    นางสาวกฤษณา โหจิตต์
    รหัส 51142210010
    นักศึกษาแพทย์แผนไทยประยุต์

    ตอบลบ
  52. กราบสวัสดีอาจารย์ที่เคารพ

    เกณฑ์ตัดสินความงามทางสุนทรียศาสตร์ คืออะไร ? จงอธิบาย พร้อมยกตัวอย่าง

    การตัดสินทางสุนทรียศาสตร์ คือ การที่เราใช้จิตแสดงปฏิกิริยาต่อสภาพการณ์ในสิ่งแวดล้อม หรือการที่จิตประเมินค่าวัตถุที่มีคุณค่า ที่เร้าให้เกิดความรู้สึกภายในจิตใจ แม้ว่าความงามจะขึ้นอยู่กับจิต แต่ก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเลือกตามใจชอบ หากแต่ต้องขึ้นอยู่กับคุณค่าที่มีอยู่ในวัตถุนั้น ๆ ด้วย
    มุมมองทางความคิดของแต่ละคนนั้นมีความแตกต่างกัน หลากหลายออกไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับบุคคลนั้น ๆ ว่าใช้อะไรเป็นหลักในการตัดสินสิ่งต่าง ๆ และการตัดสินทางสุนทรียศาสตร์ก็สามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มแนวคิด ดังนี้

    1. กลุ่มที่ใช้ตนเองเป็นตัวตัดสิน
    เรียกเกณฑ์ตัดสินนี้ว่า “ อัตนัยนิยม ” ( Subjectivism ) เป็นกลุ่มที่เชื่อว่า ความรู้ ความจริงและความดีงามทั้งหลายล้วนเป็นสิ่งที่ไม่มีความจริงในตัวเอง หากแต่เป็นเพียงสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นมาเท่านั้น ดังนั้น กฎเกณฑ์ในทางความรู้ ความจริงและความดีงามนี้จึงไม่มีอยู่จริง มนุษย์เท่านั้นที่มีอยู่จริงและจะเป็นตัวตัดสิน พร้อมทั้งเป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ขึ้นมา มนุษย์แต่ละคนต่างมีมาตรวัดความจริงต่างกันออกไปโดยไม่ขึ้นอยู่กับใครหรือสิ่งใด เกณฑ์การตัดสินแบบนี้สามารถทำให้เราเกิดความเชื่อมั่นในตัวเองได้ แต่หากความรู้สึกเชื่อมั่นนี้มีมากจนเกินไปอาจจะส่งผลทำให้เราเป็นผู้ที่เห็นแก่ตัว เอาแต่ใจตัวเอง ไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น ซึ่งจะส่งผลต่อไปคือ ทำให้เรามีโลกทัศน์ที่แคบ และเดียวดายในโลกกว้างนี้
    นักสุนทรียศาสตร์ในกลุ่มนี้ที่สำคัญ ได้แก่ กลุ่มโซฟิสต์ ( Sophist ) ฮอบส์ ( Hobbes ) และออร์เตกา ( Ortega ) เป็นต้น
    ตัวอย่างเช่น นายดำไม่เชื่อว่าการทำงานเป็นทีมจะทำให้ผลงานออกมาดี เพราะเหตุนี้นายดำ จึงทำงานคนเดียว เพราะคิดว่าสบายกว่า ไม่ต้องฟังใคร อยากทำอะไรตามใจตัวเองก็ได้.


    2. กลุ่มที่เชื่อว่า มีหลักเกณฑ์ที่ตายตัวที่จะใช้ตัดสินได้
    เรียกเกณฑ์ตัดสินนี้ว่า “ ปรนัยนิยม ” ( Objectivism ) เป็นกลุ่มที่เชื่อว่า มีเกณฑ์มาตรฐานตายตัวแน่นอนในทางศิลปะ ซึ่งสามารถนำไปตัดสินผลงานได้ในทุกสมัย เกณฑ์มาตรฐานนี้ไม่มีการเปลี่ยนแปลงและไม่ขึ้นอยู่กับความรู้สึกใครหรือศิลปินคนไหน กลุ่มนี้มีความเชื่ออีกว่า สุนทรียธาตุมีอยู่จริง แม้ว่าเราจะเข้าถึงมันไม่ได้ก็ตาม แต่มันก็มีอยู่จริง และด้วยเหตุผลนี้ การที่เราตัดสินศิลปะออกมาไม่เหมือนกันก็เพราะเราแต่ละคนไม่สามารถเข้าถึงสุนทรียธาติที่แท้จริงได้หรือตัวจริงมาตรฐานนั่นเอง การที่เราจะเข้าถึงเกณฑ์มาตรฐานนี้ได้นั้น เราจำเป็นต้องฝึกพัฒนาจิตให้สมบูรณ์จนสามารถเห็นความงามมาตรฐานได้ บางคนอาจทำสมาธิ บางคนอาจฝึกฝนทางศิลปะจนชำนาญ เป็นต้น

    นักสุนทรียศาสตร์ในกลุ่มนี้ที่สำคัญ ได้แก่ พลาโต ( Plato ) อริสโตเติล ( Aristotle ) และเฮเกล ( Hegel ) เป็นต้น
    ตัวอย่างเช่น นายแดงรู้ว่าภาพวาดบนฝาผนังเป็นภาพที่สวยงาม เพราะพิจารณาที่ลายเส้น การลงสี น้ำหนัก ในการวาด ส่วนนาย เขียว ก็รู้ว่าภาพวาดบนฝาผนังนี้สวยงาม แต่ไม่สามารถบอกได้ว่าสวยงามอย่างไร


    3. กลุ่มที่เชื่อว่า หลักเกณฑ์ในการตัดสินสุนทรียศาสตร์นั้นเปลี่ยนแปลงไปตามสภาวะแวดล้อม
    เรียกเกณฑ์ตัดสินนี้ว่า “ สัมพัทธนิยม ” ( Relativism ) เป็นกลุ่มที่มีแนวคิดคล้ายกับกลุ่มอัตนัยนิยม แต่ต่างกันตรงที่กลุ่มสัมพัทธนิยมนั้นมีความเชื่อว่า กฎเกณฑ์ตัดสินทางสุนทรียศาสตร์นั้นขึ้นอยู่กับสภาวะแวดล้อม วัฒนธรรมของแต่ละท้องถิ่น หรือขึ้นอยู่กับสภาพภูมิประเทศ ตลอดจนดิน ฟ้า อากาศของแต่ละพื้นที่ โดยไม่ขึ้นอยู่กับตัวผู้วิจารณ์ เพราะผู้วิจารณ์จะต้องวางตัวเป็นกลางและต้องสำนึกอยู่ในใจเสมอว่า ตนเองเป็นเพียงส่วนหนึ่งของสังคม ดังนี้แล้ว เกณฑ์ตัดสินทางสุนทรียศาสตร์จึงเปลี่ยนแปลงไปตามสังคมบ้าง ตามสภาพของภูมิอากาศ ภูมิประเทศนั้น ๆ บ้าง แล้วแต่สภาวะแวดล้อมจะพาไป นั่นเอง
    นักสุนทรียศาสตร์ในกลุ่มนี้ที่สำคัญ ได้แก่ ซานตายานา ( Santayana ) และแซมมวล อาเล็กซันเดอร์ ( Samuel Alexander ) เป็นต้น
    ตัวอย่าง เช่น ในทัศนคติของคนไทย ผู้หญิงที่สวยนั้น ต้อง ผิวขาว แต่ในทัศนคติชาวแอฟริกา สาวที่สวยนั้นต้องผิวคล้ำหรือดำ จึงจะสวย แสดงให้เห็นว่า วัฒนธรรมที่แตกต่างของคน 2 กลุ่ม มุมมองผู้หญิงที่สวยในทัศนคติ ก็แตกต่างกัน


    แหล่งข้อมูล http://www.etcfoto.com/forum/index.php?topic=1483.0;wap2


    นายภัทรเวช แซ่เจี่ย รหัสนักศึกษา 51142210006
    สาขาวิชาการแพทย์แผนไทยประยุกต์

    ตอบลบ
  53. นางสาวศุภรานันท์ ศรีเจริญ

    รหัส 51142210029
    หนูเห็นด้วยกับข้างบนค่ะ
    สุนทรียศาสตร์นั้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับคุณค่าความงาม เป็นการรับรู้โดยการประสาทสัมผัส ระหว่างสิ่งเร้าภายนอกกับอวัยวะสัมผัสภายในทำให้เกิดความรู้สึก เกิดการจินตนาการ นำไปสู่อารมณ์สุนทรีย์

    และ

    ความหมายของจริยศาสตร์กล่าวว่า
    จริยศาสตร์ นั้นเป็น การศึกษาเกี่ยวกับการดำเนินชีวิตของมนุษย์ ทำอย่างไรจึงบรรลุความจริง (ความดี) มีหลักเกณฑ์อะไรที่เป็นแนวทางสู่การดำเนินชีวิตของมนุษย์ไปสู่ความจริงได้


    เช่น สุนทรียศาสตร์ดำเนินไปกับจริยศาสตร์ คือสิ่งที่เราทำไปแล้วรู้สึกสบายใจ ไม่รบกวนผู้อื่น ไม่เดือดร้อนใคร

    ตอบลบ
  54. การตัดสินทางสุนทรียศาสตร์ คือ การที่เราใช้จิตแสดงปฏิกิริยาต่อสภาพการณ์ในสิ่งแวดล้อม หรือการใช้จิตประเมินค่าวัตถุที่มีคุณค่า ที่ทำให้เกิดความรู้สึกภายในจิตใจ ซึ่งมุมมองทางความคิดของแต่ละคนนั้นมีความแตกต่างกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับบุคคลนั้น ๆ ว่าใช้อะไรเป็นหลักในการตัดสินสิ่งต่าง ๆ

    การตัดสินทางสุนทรียศาสตร์ก็สามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มแนวคิด ดังนี้

    1.กลุ่มที่ใช้ตนเองเป็นตัวตัดสิน “ อัตนัยนิยม ” (Subjectivism )
    เป็นกลุ่มที่เชื่อว่า ความรู้ ความจริงและความดีงามทั้งหลายล้วนเป็นสิ่งที่ไม่มีความจริงในตัวเอง แต่เป็นเพียงสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นมาเท่านั้น มนุษย์เท่านั้นที่มีอยู่จริงและจะเป็นตัวตัดสิน เป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ขึ้นมา มนุษย์แต่ละคนต่างมีมาตรวัดความจริงต่างกันออกไป โดยไม่ขึ้นอยู่กับใครหรือสิ่งใด เกณฑ์การตัดสินแบบนี้ สามารถทำให้เราเกิดความเชื่อมั่นในตัวเองได้ แต่ถ้าความรู้สึกเชื่อมั่นนี้มีมากจนเกินไป อาจจะส่งผลทำให้เราเป็นผู้ที่เห็นแก่ตัว เอาแต่ใจตัวเอง ไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น ซึ่งจะส่งผลต่อไปคือ ทำให้เรามีโลกทัศน์ที่แคบ

    ตัวอย่าง เช่น เราเป็นหมอ สามารถช่วยเหลือผู้อื่นให้หายจากโรคและความเจ็บป่วยได้ได้ เรามองว่านั่นคือความดี ซึ่งความดีก็คือความงามตามความคิดของเรา ที่เราใช้ตัวเองเป็นคนตัดสิน

    2. กลุ่มที่เชื่อว่า มีหลักเกณฑ์ที่ตายตัวที่จะใช้ตัดสินได้ “ ปรนัยนิยม ” ( Objectivism )
    เป็นกลุ่มที่เชื่อว่า มีเกณฑ์มาตรฐานตายตัวแน่นอนในทางศิลปะ ซึ่งสามารถนำไปตัดสินผลงานได้ในทุกสมัย เกณฑ์มาตรฐานนี้ไม่มีการเปลี่ยนแปลงและไม่ขึ้นอยู่กับความรู้สึกใครหรือศิลปินคนไหน กลุ่มนี้มีความเชื่ออีกว่า สุนทรียธาตุมีอยู่จริง แม้ว่าเราจะเข้าถึงมันไม่ได้ก็ตาม แต่มันก็มีอยู่จริง และด้วยเหตุผลนี้ การที่เราตัดสินศิลปะออกมาไม่เหมือนกันก็เพราะเราแต่ละคนไม่สามารถเข้าถึงสุนทรียธาติที่แท้จริงได้หรือตัวจริงมาตรฐานนั่นเอง การที่เราจะเข้าถึงเกณฑ์มาตรฐานนี้ได้นั้น เราจำเป็นต้องฝึกพัฒนาจิตให้สมบูรณ์จนสามารถเห็นความงามมาตรฐานได้ บางคนอาจทำสมาธิ บางคนอาจฝึกฝนทางศิลปะจนชำนาญ เป็นต้น

    ตัวอย่าง เช่น การมองงานศิลปะ บางทีเรามองงานชิ้นเดียวกัน แต่คนหนึ่งอาจบอกว่างาม อีกคนบอกว่าไม่ ถึงแม้งานชิ้นนั้นอาจจะมาจาก ศิลปินที่มีชื่อเสียงอย่างมาก คนที่มองว่า งาม ก็ถือว่าเข้าถึงความงามตามหลักสุนทรียศาสตร์ ที่แท้จริงตามหลัก ปรนัยนิยม เพราะสามารถเห็นความงามตามมาตรฐานตายตัวที่แน่นอนในทางศิลปะได้

    3.กลุ่มที่เชื่อว่า หลักเกณฑ์ในการตัดสินสุนทรียศาสตร์นั้นเปลี่ยนแปลงไปตามสภาวะแวดล้อม “ สัมพัทธนิยม ” ( Relativism )
    เป็นกลุ่มที่มีแนวคิดคล้ายกับกลุ่มอัตนัยนิยม แต่ต่างกันตรงที่กลุ่มสัมพัทธนิยมนั้นมีความเชื่อว่า กฎเกณฑ์ตัดสินทางสุนทรียศาสตร์นั้นขึ้นอยู่กับสภาวะแวดล้อม วัฒนธรรมของแต่ละท้องถิ่น หรือขึ้นอยู่กับสภาพภูมิประเทศ ตลอดจนดิน ฟ้า อากาศของแต่ละพื้นที่ โดยไม่ขึ้นอยู่กับตัวผู้วิจารณ์ เพราะผู้วิจารณ์จะต้องวางตัวเป็นกลางและต้องสำนึกอยู่ในใจเสมอว่า ตนเองเป็นเพียงส่วนหนึ่งของสังคม ดังนี้แล้ว เกณฑ์ตัดสินทางสุนทรียศาสตร์จึงเปลี่ยนแปลงไปตามสังคมบ้าง ตามสภาพของภูมิอากาศ ภูมิประเทศนั้น ๆ บ้าง แล้วแต่สภาวะแวดล้อมจะพาไป นั่นเอง

    ตัวอย่าง เช่น คนโบราณหรือคนไทยบางคน ถือว่าการรักนวลสงวนตัว เป็นสิ่งที่ควรทำเป็นความดีงามที่ควรอนุรักษ์
    แต่ชาวต่างชาติ ไม่ได้คิดแบบนั้น เพราะสังคมและวัฒนธรรมของเราไม่เหมือนกัน

    อ้างอิง : http://ecurriculum.mv.ac.th/library2/religion/philosophy/philosophy_aesthetics.htm


    นางสาวกรรณิกา ผึ้งผ่อง
    51142210062
    แพทย์แผนไทยประยุกต์

    ตอบลบ
  55. สวัสดีคร๊ะอาจารย์

    จากคำถาทที่ว่าสุนทรียศาสตร์เเละจริยศาสตร์ป็นสิ่งที่ดำเนินไปในทิศทางเดียวกันหรือไม่ อย่างไร จงอธิบายพร้อมยกตัวอย่าง

    ดิฉันเห็นด้วยกับโสรญาค่ะ
    เพราะ
    สุนทรียศาสตร์ วิชาที่ว่าด้วยสิ่งสวยงาม ความงามอาจเป็นสิ่งลึกซึ้งที่มีอยู่ในทุกสิ่ง อาจจะเป็นสิ่งบริสุทธิ์ที่ปราศจากการปรุงแต่ง หรืออาจจะเป็นคุณสมบัติในทางศีลธรรม หรือสิ่งที่โน้มน้าวใจให้เกิดความรู้สึกซาบซึ้ง ปลาบปลื้ม ความงามอาจมีอยู่รอบๆ ตัวเรา ทั้งสิ่งที่มนุษย์เราสร้างขึ้นมาเอง ทั้งสิ่งที่เกิดโดยธรรมชาติ

    จริยศาสตร์ หมายถึง ศาสตร์ที่ว่าด้วยศีลธรรม รวมทั้งกระสวน (Pattern ) ข้อประพฤติทางสังคมและทฤษฎีทางศีลธรรมต่าง ๆ เป็นการศึกษากระบวนการการกระทำของมนุษย์ในแง่ที่ว่าอระไรดี มีข้อปฏิบัติด้านศีลธรรมเกี่ยวกับพฤติกรรม ( Behavior ) ในข้อที่ว่าอะไรคือ คุณค่าที่ควรบรรลุถึง พฤติกรรมเช่นไรดี อะไรมีความหมายต่อชีวิต ในด้าน ศีลธรรม จริยศาสตร์ก็ว่าด้วย สาระแก่นสารของศีลธรรรมกำเนิดและพัฒนาการของศีลธรรมกฎเกณฑ์ซึ่งกำหนดมาตราฐานด้านศีลธรรมและลักษณะทางประวัติศาสตร์ ข้อประพฤติอันเป็นบรรทัดฐานและทฤษฎีจริยธรรมมักแยกกันไม่ออกเพราะการกระทำของปัจเจกชนและสังคมก่อให้เกิดความคิดเรื่องจริยธรรม

    เช่น
    การให้ทานผู้อื่นโดยที่เราไม่รู้ว่าเขาจะเอาสิ่งนั้นไปทำอะไร เเต่เราก็มีใจศรัทธาที่จะทำ

    นางสาวนภาลัย ไชยสวัสดิ์
    51142210028
    เเพทย์เเผนไทยประยุกต์

    ตอบลบ
  56. สวัสดีค่ะอาจารย์

    สะบายดีไหมค่ะ
    จากบ้างบนเห็ยด้วยกับเพื่อนทุกคนค่ะ

    จากคำถามว่าสุนทรียศาสตร์กับจริยศาสตร์ดำเนืนไปในทืศทางเดียวกันหรือไม่ อย่างไร


    สุนทรียศาสตร์ คือ วิชาที่ว่าด้วยความงาม จัดอยู่ในวิชาปรัชญาแขนงหนึ่งที่ว่าด้วยคุณค่าความงามและการตัดสินความงาม
    ประโยชน์ของวิชาสุนทรียศาสตร์
    -ส่งเสริมกระบวนการคิด การตัดสินความงามอย่างสมเหตุสมผล
    -ช่วยกล่อมกลมให้เป็นผู้มีจิตใจอ่อนโยน
    -เสริมสร้างประสบการณ์สุนทรียะให้กว้างขวาง
    -ส่งเริมแนวทางในการแสวงหาความสุข
    -ส่งเสริมให้เห็นความสำคัยของสรรพสิ่ง

    จริยศาสตร์เป็นศาสตร์ที่ว่าด้วยอุปนิสัย นิสัย และพฤติกรรมของมนุษย์ ความประพฤติของมนุษย์ จะเป็นกระจกเงาส่องให้เราเห็นอุปนิสัย และนิสัยของคน จริยศาสตร์จะช่วยชี้ค่าของมนุษย์โดย การมองทางอุปนิสัย นิสัยใจคอ และความประพฤติ ตามที่บุคคลนั้นแสดงออกมาทางกาย วาจา ใจ
    ประโยชน์ของจรืยศาสตร์
    -ทำให้รู้ว่าอะไรดี อะไรชั่ว อะไรถูก อะไรผิด สามารถเลือกปฏิบัติในทางที่ถูกที่ควร
    -ทำให้รู้ทางดำเนินชีวิตทั้งในส่วนตัวและสังคม
    -ทำให้เข้าใจกฎความจริงของชีวิต เป็นสิ่งที่ชีวิตต้องการ ทำให้ชีวิตสมบูรณ์
    -ทำให้ชีวิตมนุษย์เป็นชีวิตที่ประเสริฐกว่าสัตว์ ถ้าขาดด้านจริยธรรมแล้วคนก็ไม่ต่าง จากสัตว์แต่อย่างใด
    -ทำให้รู้จักค่าของชีวิตว่า ค่าของชีวิตอยู่ที่ไหน ทำอย่างไรชีวิตจึงจะมีค่าและก็เลือก ทางที่ดีมีค่า ชีวิตก็จะมีค่าตามที่ต้องการ


    สุนทียศาสตร์กับจริยศาสตร์จะแตกต่างกันค่ะ คือ
    สุนทรียศาสตร์เป็นเรื่องเกี่ยวกับคุณค่าความงามตรงกับคำว่า Aesthetic
    หมายถึงการรับรู้อันเป็นกระบวนการ ประสาทสัมผัส ระหว่างสิ่งเร้าภายนอกกับอวัยวะสัมผัสภายในทำให้เกิดความรู้สึก นำไปสู่อารมณ์สุนทรีย์
    จริยศาสตร์ Ethics เป็นสาขาหนึ่งของวิชาปรัชญา ศึกษาเรื่องความประพฤติที่เกี่ยวข้อง สิ่งใดถูกหรือผิด สิ่งใดควรทำหรือไม่ควรทำเน้นคุณค่าของพฤติกรรม คุณค่า


    ยกตัวอย่างค่ะ

    เรามองเห้นคนแก่หรือเด็กกำลังเดินข้ามถนน เราสามารถเข้าไปช่วยเด็กและคนแก่ได้โดยการพาคนแก่หรือเด็กจูงมือหรือเดินข้านถนนไปด้วย
    นี่คือความงามจากภายในและภายนอกและจิตใจค่ะ

    นางสาวตันติมาภรณ์ พิมพ์เภา
    รหัศ 51142210022
    นักศึกษาแพทย์แผนไทยประยุกต์

    ตอบลบ
  57. สวัสดีค่ะอาจารย์ มาเจอกันอีกแล้ว
    ทานข้าวเช้ารึยังค๊ะ หนูกำลังอิ่มใช้ได้เลย ^v^
    อย่างว่าแหละ เรามาเริ่มเข้าเนื้อหากันเลยดีกว่า

    คำถาม
    เกณฑ์ตัดสินความงามทางสุนทรียศาสตร์ คืออะไร ? จงอธิบาย พร้อมยกตัวอย่าง

    การตัดสินทางสุนทรียศาสตร์ คือ การที่เราใช้จิตแสดงปฏิกิริยาต่อสภาพการณ์ในสิ่งแวดล้อม หรือการที่จิตประเมินค่าวัตถุที่มีคุณค่า ที่เร้าให้เกิดความรู้สึกภายในจิตใจ แม้ว่าความงามจะขึ้นอยู่กับจิต แต่ก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเลือกตามใจชอบ หากแต่ต้องขึ้นอยู่กับคุณค่าที่มีอยู่ในวัตถุนั้น ๆ ด้วย
    มุมมองทางความคิดของแต่ละคนนั้นมีความแตกต่างกัน หลากหลายออกไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับบุคคลนั้น ๆ ว่าใช้อะไรเป็นหลักในการตัดสินสิ่งต่าง ๆ และการตัดสินทางสุนทรียศาสตร์ก็สามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มแนวคิด ดังนี้

    1. กลุ่มที่ใช้ตนเองเป็นตัวตัดสิน เรียกเกณฑ์ตัดสินนี้ว่า “ อัตนัยนิยม ” ( Subjectivism ) เป็นกลุ่มที่เชื่อว่า ความรู้ ความจริงและความดีงามทั้งหลายล้วนเป็นสิ่งที่ไม่มีความจริงในตัวเอง หากแต่เป็นเพียงสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นมาเท่านั้น ดังนั้น กฎเกณฑ์ในทางความรู้ ความจริงและความดีงามนี้จึงไม่มีอยู่จริง มนุษย์เท่านั้นที่มีอยู่จริงและจะเป็นตัวตัดสิน พร้อมทั้งเป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ขึ้นมา มนุษย์แต่ละคนต่างมีมาตรวัดความจริงต่างกันออกไปโดยไม่ขึ้นอยู่กับใครหรือสิ่งใด เกณฑ์การตัดสินแบบนี้สามารถทำให้เราเกิดความเชื่อมั่นในตัวเองได้

    ตัวอย่าง มุมมองแบบนี้ หนูคิดว่าพบเจอได้บ่อยเลยในทีวีที่มีพวกนักวิชาการต่างๆออกมาแสดงความคิดเห็นประชันทฤษฎีตัวเองกัน ในบางครั้งที่หนูได้ฟัง มันดูไม่เป็นรูปธรรมเอาเสียเลย มีแต่ทฤษฎีที่มาขัดแย้งหักลบกันเอง และเสนอแต่ความคิดเห็นของตนว่าถูกและแน่นอนกว่า แต่ก็ในบางคนนะค๊ะที่พูดถึง กลุ่มคนที่ดีดีก็มี หนูว่าเกณฑ์การณ์ตัดสินข้อนี้ น่าจะยกให้เป็นลักษณะของนักวิชาการทั้งหลายซะเลย

    2. กลุ่มที่เชื่อว่า มีหลักเกณฑ์ที่ตายตัวที่จะใช้ตัดสินได้ เรียกเกณฑ์ตัดสินนี้ว่า “ ปรนัยนิยม ” ( Objectivism ) เป็นกลุ่มที่เชื่อว่า มีเกณฑ์มาตรฐานตายตัวแน่นอนในทางศิลปะ ซึ่งสามารถนำไปตัดสินผลงานได้ในทุกสมัย เกณฑ์มาตรฐานนี้ไม่มีการเปลี่ยนแปลงและไม่ขึ้นอยู่กับความรู้สึกใครหรือศิลปินคนไหน กลุ่มนี้มีความเชื่ออีกว่า สุนทรียธาตุมีอยู่จริง แม้ว่าเราจะเข้าถึงมันไม่ได้ก็ตาม แต่มันก็มีอยู่จริง และด้วยเหตุผลนี้ การที่เราตัดสินศิลปะออกมาไม่เหมือนกันก็เพราะเราแต่ละคนไม่สามารถเข้าถึงสุนทรียธาติที่แท้จริงได้หรือตัวจริงมาตรฐานนั่นเอง

    ตัวอย่าง กลุ่มนี้ก็ยกตัวอย่างได้ง่ายมาก คือกลุ่มคนที่เป็นศิลปินนั่นเอง ผลงานของพวกเขาที่สรรสร้างออกมาให้ได้เชยชมกันนั้น บางสิ่งอย่างเราก็ไม่อาจเข้าใจถึงสิ่งที่พวกเค้าจะสื่อได้ อย่างที่เค้าว่าแหละ การตัดสินของคนอยู่ที่ความลึกซึ้งในใจที่จะทำใจให้คิดไปในแนวทางไหน ซึ่ง ศิลปินเหล่านั้น สามารถเข้าถึงและวิจารณ์ออกมาได้อย่างดีทีเดียว ก็พวกเค้าสามารถฝึกจิตให้เข้าถึง สุนทรียศาสตร์ได้แล้วนี่นา

    3. กลุ่มที่เชื่อว่า หลักเกณฑ์ในการตัดสินสุนทรียศาสตร์นั้นเปลี่ยนแปลงไปตามสภาวะแวดล้อม เรียกเกณฑ์ตัดสินนี้ว่า “ สัมพัทธนิยม ”
    (Relativism ) เป็นกลุ่มที่มีแนวคิดคล้ายกับกลุ่มอัตนัยนิยม แต่ต่างกันตรงที่กลุ่มสัมพัทธนิยมนั้นมีความเชื่อว่า กฎเกณฑ์ตัดสินทางสุนทรียศาสตร์นั้นขึ้นอยู่กับสภาวะแวดล้อม วัฒนธรรมของแต่ละท้องถิ่น หรือขึ้นอยู่กับสภาพภูมิประเทศ ตลอดจนดิน ฟ้า อากาศของแต่ละพื้นที่ โดยไม่ขึ้นอยู่กับตัวผู้วิจารณ์ เพราะผู้วิจารณ์จะต้องวางตัวเป็นกลางและต้องสำนึกอยู่ในใจเสมอว่า ตนเองเป็นเพียงส่วนหนึ่งของสังคม ดังนี้แล้ว เกณฑ์ตัดสินทางสุนทรียศาสตร์จึงเปลี่ยนแปลงไปตามสังคมบ้าง นั่นเอง

    ตัวอย่าง อยากจะบอกว่าเห็นด้วยกับข้อนี้จัง จริงอยู่ที่การตัดสินของเราอยู่ที่มุมมองของเราแต่ เราก็ต้องคำนึงถึงสภาวะแวดล้อมที่เรากำลังจะตัดสินนั้นด้วย ไม่ใฃ่มองแต่เพียงมุมมองของเราเองเท่านั้น สังคมเราไม่เหมือนกัน เหมือนอย่างการตัดสินมรดกโลก คนที่มาตัดสินจำเป็นจะต้องเข้าใจในสภาวะและสังคมของคนในชาติซึ่งเป็นเจ้าของมรดกนั้นด้วย การตัดสินต้องเป็นกลางและเห็นควรที่จะให้ขึ้นทะเบียนได้จริง

    อ้างอิง http://www.etcfoto.com/forum/index.php?topic=1483.0;wap2

    นางสาว กฤตาณัฐ แพงจันทร์ รหัส 51142210064
    สาขา การแพทย์แผนไทยประยุกต์ คณะ วิทยาศาสตร์และเทคโนฯ

    ตอบลบ
  58. สวัสดีจร้า อาจารย์

    จะเที่ยงเเล้ว อย่าลืม!ทานข้าวเที่ยงนะคร๊ะ

    คำถาม เกณฑ์ตัดสินความงามตามหลักสุนทรียศาสตร์เป็นอย่างไร
    (อ้างอิง) จงอธิบาย พร้อมยกตัวอย่าง

    เกณฑ์ตัดสินทางสุนทรียศาสตร์ คือการที่เราใช้จิตแสดงปฏิกิริยาต่อ
    สภาพการณ์ในสิ่งแวดล้อม หรือการที่จิตประเมินค่าวัตถุที่มีคุณค่า ที่เร้าให้เกิดความรู้สึกภายในจิตใจ แม้ว่าความงามจะขึ้นอยู่กับจิต แต่ก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเลือกตามใจชอบ หากแต่ต้องขึ้นอยู่กับคุณค่าที่มีอยู่ในวัตถุนั้น ๆ ด้วย มุมมองทางความคิดของแต่ละคนนั้นมีความแตกต่างกัน หลากหลายออกไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับบุคคลนั้น ๆ ว่าใช้อะไรเป็นหลักในการตัดสินสิ่งต่าง ๆ และการตัดสินทางสุนทรียศาสตร์ก็สามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มแนวคิด ดังนี้
    1. กลุ่มที่ใช้ตนเองเป็นตัวตัดสิน
    2. กลุ่มที่เชื่อว่า มีหลักเกณฑ์ที่ตายตัวที่จะใช้ตัดสินได้
    3. กลุ่มที่เชื่อว่า หลักเกณฑ์ในการตัดสินสุนทรียศาสตร์นั้นเปลี่ยนแปลงไปตามสภาวะแวดล้อม

    เช่น คนเราถ้ารู้จักเเต่งตัว ก็จะทำให้เราดูดีเเละสวยเเต่ถ้าเราไม่เเต่งตัวเลย ปล่อยตามธรรมชาติ เราก็อาจจะเป็นคนไม่มีสีสันได้
    เหมือนสุภาษิตที่ว่า ไก่งามเพราะขน คนงามเพราะเเต่ง

    ที่มา***http://photo.lannaphotoclub.com/index.php?topic=2075.0

    ตอบลบ
  59. เกณฑ์การตัดสินความงามตามหลักสุนทรียศาสตร์ เป็นอย่างไร จงอธิบาย พร้อมยกตัวอย่าง การตัดสินทางสุนทรียศาสตร์ คือ การที่เราใช้จิตแสดงปฏิกิริยาต่อสภาพการณ์ในสิ่งแวดล้อม หรือการที่จิตประเมินค่าวัตถุที่มีคุณค่า ที่เร้าให้เกิดความรู้สึกภายในจิตใจ แม้ว่าความงามจะขึ้นอยู่กับจิต แต่ก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเลือกตามใจชอบหากแต่ต้องขึ้นอยู่กับคุณค่าที่มีอยู่ในวัตถุนั้น ๆ ด้วย
    มุมมองทางความคิดของแต่ละคนนั้นมีความแตกต่างกัน หลากหลายออกไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับบุคคลนั้น ๆ ว่าใช้อะไรเป็นหลักในการตัดสินสิ่งต่าง ๆ และการตัดสินทางสุนทรียศาสตร์ก็สามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มแนวคิด ดังนี้
    1. กลุ่มที่ใช้ตนเองเป็นตัวตัดสิน เรียกเกณฑ์ตัดสินนี้ว่า “ อัตนัยนิยม ” ( Subjectivism ) เป็นกลุ่มที่เชื่อว่า ความรู้ ความจริงและความดีงามทั้งหลายล้วนเป็นสิ่งที่ไม่มีความจริงในตัวเอง หากแต่เป็นเพียงสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นมาเท่านั้น ดังนั้น กฎเกณฑ์ในทางความรู้ ความจริงและความดีงามนี้จึงไม่มีอยู่จริง มนุษย์เท่านั้นที่มีอยู่จริงและจะเป็นตัวตัดสิน พร้อมทั้งเป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ขึ้นมา มนุษย์แต่ละคนต่างมีมาตรวัดความจริงต่างกันออกไปโดยไม่ขึ้นอยู่กับใครหรือสิ่งใด เกณฑ์การตัดสินแบบนี้สามารถทำให้เราเกิดความเชื่อมั่นในตัวเองได้ แต่หากความรู้สึกเชื่อมั่นนี้มีมากจนเกินไปอาจจะส่งผลทำให้เราเป็นผู้ที่เห็นแก่ตัว เอาแต่ใจตัวเอง ไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น ซึ่งจะส่งผลต่อไปคือ ทำให้เรามีโลกทัศน์ที่แคบ และเดียวดายในโลกกว้างนี้
    2. กลุ่มที่เชื่อว่ามีหลักเกณฑ์ที่ตายตัวที่จะใช้ตัดสินได้ เรียกเกณฑ์ตัดสินนี้ว่า “ ปรนัยนิยม ” ( Objectivism ) เป็นกลุ่มที่เชื่อว่า มีเกณฑ์มาตรฐานตายตัวแน่นอนในทางศิลปะ ซึ่งสามารถนำไปตัดสินผลงานได้ในทุกสมัย เกณฑ์มาตรฐานนี้ไม่มีการเปลี่ยนแปลงและไม่ขึ้นอยู่กับความรู้สึกใครหรือศิลปินคนไหน กลุ่มนี้มีความเชื่ออีกว่า สุนทรียธาตุมีอยู่จริง แม้ว่าเราจะเข้าถึงมันไม่ได้ก็ตาม แต่มันก็มีอยู่จริง และด้วยเหตุผลนี้ การที่เราตัดสินศิลปะออกมาไม่เหมือนกันก็เพราะเราแต่ละคนไม่สามารถเข้าถึงสุนทรียธาติที่แท้จริงได้หรือตัวจริงมาตรฐานนั่นเอง การที่เราจะเข้าถึงเกณฑ์มาตรฐานนี้ได้นั้น เราจำเป็นต้องฝึกพัฒนาจิตให้สมบูรณ์จนสามารถเห็นความงามมาตรฐานได้ บางคนอาจทำสมาธิ บางคนอาจฝึกฝนทางศิลปะจนชำนาญ
    3. กลุ่มที่เชื่อว่าหลักเกณฑ์ในการตัดสินสุนทรียศาสตร์นั้นเปลี่ยนแปลงไปตามสภาวะแวดล้อม เรียกเกณฑ์ตัดสินนี้ว่า “ สัมพัทธนิยม ” ( Relativism ) เป็นกลุ่มที่มีแนวคิดคล้ายกับกลุ่มอัตนัยนิยม แต่ต่างกันตรงที่กลุ่มสัมพัทธนิยมนั้นมีความเชื่อว่า กฎเกณฑ์ตัดสินทางสุนทรียศาสตร์นั้นขึ้นอยู่กับสภาวะแวดล้อม วัฒนธรรมของแต่ละท้องถิ่น หรือขึ้นอยู่กับสภาพภูมิประเทศ ตลอดจนดิน ฟ้า อากาศของแต่ละพื้นที่ โดยไม่ขึ้นอยู่กับตัวผู้วิจารณ์ เพราะผู้วิจารณ์จะต้องวางตัวเป็นกลางและต้องสำนึกอยู่ในใจเสมอว่า ตนเองเป็นเพียงส่วนหนึ่งของสังคม ดังนี้แล้ว เกณฑ์ตัดสินทางสุนทรียศาสตร์จึงเปลี่ยนแปลงไปตามสังคมบ้าง ตามสภาพของภูมิอากาศ ภูมิประเทศนั้น ๆ บ้าง แล้วแต่สภาวะแวดล้อมจะพาไป นั่นเอง
    จะยกตัวอย่างเป็นข้อๆให้ดูกันนะครับ ข้อที่1. กลุ่มที่ใช้ตนเองเป็นตัวตัดสิน หรือเรียกกันว่า อัตนัยนิยม คือการที่เราเป็นตัวตัดสินเอง เช่น การทำความสะอาดสวนสาธารณะเวลาที่เราไปออกกำลังกาย บางคนอาจจะเห็นว่าเป็นเรื่องไร้สาระ แต่เราก็ทำด้วยความตั้งใจ รักในสิ่งที่ทำ ทำในสิ่งที่ชอบ สิ่งนั้นก็จะดีเอง
    ข้อที่2. กลุ่มที่เชื่อว่ามีหลักเกณฑ์ที่ตายตัวที่จะใช้ตัดสินได้ หรือเรียกกันว่า ปรนัยนิยม คือการใช้หลักเกณฑ์ในการตัดสิน เช่น การตัดสินนางงาม เป็นการตัดสินความงามด้วย ความสวย ความงาม ความฉลาด บุคลิกภาพที่ดูดี นี้คือกลุ่มที่เชื่อว่ามีเกณฑ์ที่ตายตัวในการตัดสิน
    ข้อที่3. กลุ่มที่เชื่อว่าหลักเกณฑ์ในการตัดสินสุนทรียศาสตร์นั้นเปลี่ยนแปลงไปตามสภาวะแวดล้อม หรือเรียกกันว่าสัมพัทธนิยม คือการตัดสินโดยการเปลี่ยนแปลงไปตามสภาวะแวดล้อม เช่น การแต่งกายของชาวเขา เป็นวัฒนธรรมท้องถิ่น และลักษณะภูมิประเทศ ตลอดจนดิน ฟ้า อากาศของแต่ละพื้นที่ เป็นการเปลี่ยนแปลงไปตามสภาวะแวดล้อม ซึ่ง ไม่ มีใครสามารถตัดสินได้ว่าจะใช้เกณฑ์ใดในการตัดสิน นอกจากเกณฑ์ทางสังคม
    แหล่งที่มา http://www.bloggang.com

    จัดทำโดย
    นายภาณุพงศ์ เพชรแสวง
    รหัสนักศึกษา 51142210054
    สาขาการแพทย์แผนไทยประยุกต์

    ตอบลบ
  60. สวัสดีค่ะอาจารย์
    จากคำถามที่ว่าเกณฑ์ตัดสินความงามทางสุนทรียศาสตร์ คืออะไร ? จงอธิบาย พร้อมยกตัวอย่าง
    ดิฉันมีความเห็นเช่นเดียวกับเพื่อนที่ได้ตอบไปข้างต้นคือ
    การตัดสินทางสุนทรียศาสตร์ คือ การที่เราใช้จิตแสดงปฏิกิริยาต่อสภาพการณ์ในสิ่งแวดล้อม หรือการใช้จิตประเมินค่าวัตถุที่มีคุณค่า ที่ทำให้เกิดความรู้สึกภายในจิตใจ ซึ่งมุมมองทางความคิดของแต่ละคนนั้นมีความแตกต่างกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับบุคคลนั้น ๆ ว่าใช้อะไรเป็นหลักในการตัดสินสิ่งต่าง ๆ

    การตัดสินทางสุนทรียศาสตร์ก็สามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มแนวคิด ดังนี้

    1.กลุ่มที่ใช้ตนเองเป็นตัวตัดสิน “ อัตนัยนิยม ” (Subjectivism )
    เป็นกลุ่มที่เชื่อว่า ความรู้ ความจริงและความดีงามทั้งหลายล้วนเป็นสิ่งที่ไม่มีความจริงในตัวเอง แต่เป็นเพียงสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นมาเท่านั้น มนุษย์เท่านั้นที่มีอยู่จริงและจะเป็นตัวตัดสิน เป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ขึ้นมา มนุษย์แต่ละคนต่างมีมาตรวัดความจริงต่างกันออกไป โดยไม่ขึ้นอยู่กับใครหรือสิ่งใด เกณฑ์การตัดสินแบบนี้ สามารถทำให้เราเกิดความเชื่อมั่นในตัวเองได้ แต่ถ้าความรู้สึกเชื่อมั่นนี้มีมากจนเกินไป อาจจะส่งผลทำให้เราเป็นผู้ที่เห็นแก่ตัว เอาแต่ใจตัวเอง ไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น ซึ่งจะส่งผลต่อไปคือ ทำให้เรามีโลกทัศน์ที่แคบ

    ตัวอย่าง เช่น เราเป็นหมอ สามารถช่วยเหลือผู้อื่นให้หายจากโรคและความเจ็บป่วยได้ได้ เรามองว่านั่นคือความดี ซึ่งความดีก็คือความงามตามความคิดของเรา ที่เราใช้ตัวเองเป็นคนตัดสิน

    2. กลุ่มที่เชื่อว่า มีหลักเกณฑ์ที่ตายตัวที่จะใช้ตัดสินได้ “ ปรนัยนิยม ” ( Objectivism )
    เป็นกลุ่มที่เชื่อว่า มีเกณฑ์มาตรฐานตายตัวแน่นอนในทางศิลปะ ซึ่งสามารถนำไปตัดสินผลงานได้ในทุกสมัย เกณฑ์มาตรฐานนี้ไม่มีการเปลี่ยนแปลงและไม่ขึ้นอยู่กับความรู้สึกใครหรือศิลปินคนไหน กลุ่มนี้มีความเชื่ออีกว่า สุนทรียธาตุมีอยู่จริง แม้ว่าเราจะเข้าถึงมันไม่ได้ก็ตาม แต่มันก็มีอยู่จริง และด้วยเหตุผลนี้ การที่เราตัดสินศิลปะออกมาไม่เหมือนกันก็เพราะเราแต่ละคนไม่สามารถเข้าถึงสุนทรียธาติที่แท้จริงได้หรือตัวจริงมาตรฐานนั่นเอง การที่เราจะเข้าถึงเกณฑ์มาตรฐานนี้ได้นั้น เราจำเป็นต้องฝึกพัฒนาจิตให้สมบูรณ์จนสามารถเห็นความงามมาตรฐานได้ บางคนอาจทำสมาธิ บางคนอาจฝึกฝนทางศิลปะจนชำนาญ เป็นต้น
    ตัวอย่างเช่น
    ในกลุ่มที่ใช้ตัวเองเป้นตัวตัดสิน คือการที่เราคิดว่าสิ่งที่เราทำออกไปเป็นสิ่งที่เรามั่นใจเเละคิดว่าดีและเราก็สามารถทำสิ่งนั้นได้ไม่ต้องคำนึงถึงบุคคลอื่น
    ในกลุ่มที่มีหลักเกณฑ์ตายตัวนั้น เช่นการที่เราเป็นคนจิตใจงามนั้นแน่นอนว่าเราจะต้องเป็นคนที่คิดดี ทำดีตามมา
    ในกลุ่มที่เชื่อว่าเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพแวดล้อม เช่น การมองความงามของชิ้นหนึ่งเมื่อครั้งยังใหม่อยู่อาจมองว่าสิ่งนั้นงามแต่เมื่อเวลาผ่านไปด้วยสภาพแวดล้อมสิ่งของนั้นดุเก่าทำให้มองไม่เป็นสิ่งสวยงาม
    จัดทำโดย
    น.ส.จิราวรรณ จ่ายกระโทก
    รหัส51142210067
    สาขาการแพทย์แผนไทยประยุกตื

    ตอบลบ
  61. สวัสดีครับอาจารย์

    ก่อนบ่ายคลายเครียดครับอาจารย์......อิอิอิอิ

    เกณฑ์ตัดสินความงามทางสุนทรียศาสตร์ เป็นอย่างไร จงอะบายพร้อมยกตัวอย่าง?

    การตัดสินทางสุนทรียศาสตร์ คือ การที่เราใช้จิตแสดงปฏิกิริยาต่อสภาพการณ์ในสิ่งแวดล้อม หรือการที่จิตประเมินค่าวัตถุที่มีคุณค่า ที่เร้าให้เกิดความรู้สึกภายในจิตใจ แม้ว่าความงามจะขึ้นอยู่กับจิต แต่ก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเลือกตามใจชอบ หากแต่ต้องขึ้นอยู่กับคุณค่าที่มีอยู่ในวัตถุนั้น ๆ ด้วย

    มุมมองทางความคิดของแต่ละคนนั้นมีความแตกต่างกัน หลากหลายออกไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับบุคคลนั้น ๆ ว่าใช้อะไรเป็นหลักในการตัดสินสิ่งต่าง ๆ และการตัดสินทางสุนทรียศาสตร์ก็สามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มแนวคิด ดังนี้

    1.กลุ่มที่ใช้ตนเองเป็นตัวตัดสิน เรียกเกณฑ์ตัดสินนี้ว่า “ อัตนัยนิยม ” ( Subjectivism ) เป็นกลุ่มที่เชื่อว่า ความรู้ ความจริงและความดีงามทั้งหลายล้วนเป็นสิ่งที่ไม่มีความจริงในตัวเอง หากแต่เป็นเพียงสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นมาเท่านั้น ดังนั้น กฎเกณฑ์ในทางความรู้ ความจริงและความดีงามนี้จึงไม่มีอยู่จริง มนุษย์เท่านั้นที่มีอยู่จริงและจะเป็นตัวตัดสิน พร้อมทั้งเป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ขึ้นมา มนุษย์แต่ละคนต่างมีมาตรวัดความจริงต่างกันออกไปโดยไม่ขึ้นอยู่กับใครหรือสิ่งใด เกณฑ์การตัดสินแบบนี้สามารถทำให้เราเกิดความเชื่อมั่นในตัวเองได้ แต่หากความรู้สึกเชื่อมั่นนี้มีมากจนเกินไปอาจจะส่งผลทำให้เราเป็นผู้ที่เห็นแก่ตัว เอาแต่ใจตัวเอง ไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น ซึ่งจะส่งผลต่อไปคือ ทำให้เรามีโลกทัศน์ที่แคบ และเดียวดายในโลกกว้างนี้
    นักสุนทรียศาสตร์ในกลุ่มนี้ที่สำคัญ ได้แก่ กลุ่มโซฟิสต์ ( Sophist ) ฮอบส์ ( Hobbes ) และออร์เตกา ( Ortega ) เป็นต้น
    2. กลุ่มที่เชื่อว่า มีหลักเกณฑ์ที่ตายตัวที่จะใช้ตัดสินได้ เรียกเกณฑ์ตัดสินนี้ว่า “ ปรนัยนิยม ” ( Objectivism ) เป็นกลุ่มที่เชื่อว่า มีเกณฑ์มาตรฐานตายตัวแน่นอนในทางศิลปะ ซึ่งสามารถนำไปตัดสินผลงานได้ในทุกสมัย เกณฑ์มาตรฐานนี้ไม่มีการเปลี่ยนแปลงและไม่ขึ้นอยู่กับความรู้สึกใครหรือศิลปินคนไหน กลุ่มนี้มีความเชื่ออีกว่า สุนทรียธาตุมีอยู่จริง แม้ว่าเราจะเข้าถึงมันไม่ได้ก็ตาม แต่มันก็มีอยู่จริง และด้วยเหตุผลนี้ การที่เราตัดสินศิลปะออกมาไม่เหมือนกันก็เพราะเราแต่ละคนไม่สามารถเข้าถึงสุนทรียธาติที่แท้จริงได้หรือตัวจริงมาตรฐานนั่นเอง การที่เราจะเข้าถึงเกณฑ์มาตรฐานนี้ได้นั้น เราจำเป็นต้องฝึกพัฒนาจิตให้สมบูรณ์จนสามารถเห็นความงามมาตรฐานได้ บางคนอาจทำสมาธิ บางคนอาจฝึกฝนทางศิลปะจนชำนาญ เป็นต้น
    นักสุนทรียศาสตร์ในกลุ่มนี้ที่สำคัญ ได้แก่ พลาโต ( Plato ) อริสโตเติล ( Aristotle ) และเฮเกล ( Hegel ) เป็นต้น
    3. กลุ่มที่เชื่อว่า หลักเกณฑ์ในการตัดสินสุนทรียศาสตร์นั้นเปลี่ยนแปลงไปตามสภาวะแวดล้อม
    เรียกเกณฑ์ตัดสินนี้ว่า “ สัมพัทธนิยม ” ( Relativism ) เป็นกลุ่มที่มีแนวคิดคล้ายกับกลุ่มอัตนัยนิยม แต่ต่างกันตรงที่กลุ่มสัมพัทธนิยมนั้นมีความเชื่อว่า กฎเกณฑ์ตัดสินทางสุนทรียศาสตร์นั้นขึ้นอยู่กับสภาวะแวดล้อม วัฒนธรรมของแต่ละท้องถิ่น หรือขึ้นอยู่กับสภาพภูมิประเทศ ตลอดจนดิน ฟ้า อากาศของแต่ละพื้นที่ โดยไม่ขึ้นอยู่กับตัวผู้วิจารณ์ เพราะผู้วิจารณ์จะต้องวางตัวเป็นกลางและต้องสำนึกอยู่ในใจเสมอว่า ตนเองเป็นเพียงส่วนหนึ่งของสังคม ดังนี้แล้ว เกณฑ์ตัดสินทางสุนทรียศาสตร์จึงเปลี่ยนแปลงไปตามสังคมบ้าง ตามสภาพของภูมิอากาศ ภูมิประเทศนั้น ๆ บ้าง แล้วแต่สภาวะแวดล้อมจะพาไป นั่นเอง
    นักสุนทรียศาสตร์ในกลุ่มนี้ที่สำคัญ ได้แก่ ซานตายานา ( Santayana ) และแซมมวล อาเล็กซันเดอร์ ( Samuel Alexander ) เป็นต้น

    ตัวอย่างเช่น
    คุณค่าทางร่างกายจิตใจและความรุ้สึก เช่น การมีสุขภาพดี แข็งแรง มีความสุขทางจิตใจ เป็นสิ่งที่มีคุณค่าในตัวเอง ในเรื่องการบำบัด เช่นการบำบัดโรคจิต โดยการอยู่ในรูปของเสียงดนตรี เสียงเพลง คนที่มีอาชีพแพทย์แผนไทยประยุกต์ต้องมีความงดงามในจิตใจ เพื่อที่จะถ่ายทอดทางอารมณ์ พฤติกรรมที่ดีขณะที่ปฏิบัติหน้าที่ดูแลคนไข้
    วัตถุและสิ่งของ เช่น สถานที่สถาปัตยกรรม วัดวาอาราม โบสถ์ วิหาร แม้กระทั่งสรรพสินเงินทองของมีค่าต่างๆ ก็จัดเป็นความงาม
    ในที่นี้ความงามอาจตัดสินได้จากทัศนะคติส่วนบุคคลและสิ่งของความรู้สึกทั้งด้านจิตใจและร่างกายนะครับ


    อ้างอิง
    ที่มา : วนิดา ขำเขียว. สุนทรียศาสตร์. กรุงเทพฯ : พรานนกการพิมพ์, 2543.
    http://www.etcfoto.com/forum/index.php?topic=1483.0;wap2


    นายทัศนัย กุลสุวรรณ์
    รหัส51142210033
    แพทย์แผนไทยประยุกต์

    ตอบลบ
  62. อ่านให้หมดนะอาจารย์


    ทานข้าวเยอะๆๆๆๆจะได้สวยๆๆๆๆ


    รักและเคารพ

    ตอบลบ
  63. สวัสดีอีกรอบค่ะอาจารย์
    คราวคงจะถามว่าทานข้าวยังค่ะ

    จากคำถามที่ว่าเกณฑ์การตัดสินความงามตามหลักสุนทรียศาสตร์ เป็นอย่างไร จงอธิบาย พร้อมยกตัวอย่าง

    สามารถรับรู้ได้ด้วยสัมผัสทั้ง 5 และทำให้รู้สึกพึงพอใจ เพลิดเพลิน มีความสุข ส่งผลต่อจิตใจในทางบวก เช่น สิ่งที่เป็นธรรมชาติ สายน้ำ เสียงเพลง บทกวี ถือเป็นความงามทั้งสิ้น มิอาจตัดสินได้ แต่ถ้าจะหาวิธีตัดสินความงาม ก็คงจะกล่าวได้ว่า สิ่งใดก็ตามที่ตนเองรับรู้ได้

    โดยใช้หลักปรัชญา
    1. ปรนัยนิยม คือการตัดสินโดยยึดหลักมาตรฐานที่อยู่ในสภาวะของกาละและเทศะเป็นสำคัญ
    2. อัตนัยนิยม คือมนุษย์เป็นผู้ตัดสินทุกอย่าง

    ตัวอย่าง
    -St.thomas Aquinas ถือว่า สิ่งที่งามคือสิ่งให้ความเพลิดเพลิน เพราะเรารู้ความงามได้ด้วยสติปัญญา ความงามมีเงื่อนไข 3 ประการคือ ความสมบูรณ์ ความได้สัดส่วน และความชัดแจ้ง สิ่งที่บกพร่องไม่ได้สัดส่วนและคลุมเครือ ขาดความชัดแจ้งเป็นสิ่งไม่งาม ความงามกับความดีโดยเนื้อแท้เป็นอันเดียวกันเพราะขึ้นอยู่กับรูปแบบ สัดส่วน ระเบียบและความกลมกลืนกัน
    - วัฒนธรรมของคนไทยสืบทอดกันมาตั้งแต่สมัยโบราณเป้นวัฒนธรรมที่ดีงามควรอนุรักษ์และสืบทอดกันมา


    ที่มา reg.ksu.ac.th/bai_laan/E_bookสุนทรีย์/.../main_unit1.swf


    นางสาวตันติมาภรณ์ พิมพ์เภา
    รหัส 51142210022
    นักศึกษาแพทย์แผนไทยประยุกต์

    ตอบลบ
  64. สวัสดีค่ะ

    หนู อังคณา นะคะ

    วันนี้หนูมาตอบ คำถามข้อที่2 แล้วนะคะ
    สำหรับ คำถามที่ว่า
    เกณฑ์ตัดสินความงามตามหลักสุนทรียศาสตร์เป็นอย่างไร

    สุนทรียศาสตร์เชิงความคิดแนวตะวันตก
    ปรนัยนิยม(Objiectivism) เป็นทัศนะที่อธิบายว่า ความงามเป็นคุณสมบัติของวัตถุ ความงามอาจเกิดจากรูปร่าง ทรวดทรง สีสันของวัตถุ แบบแผนลีลาการเคลื่อนไหว หรือเกิดจากความประสานไพเราะของเสียงวัตถุที่มีความงามการเคลื่อนไหวที่งดงาม หรือเสียงที่ไพเราะย่อมเกิดจากปัจจัยคุณสมบัติภายนอก คือตัววัตถุ ซึ่งตรงกับคุณสมบัติของความงามอยู่ในตัว

    และ

    อัตนัยนิยม(Subjectivism) เป็นทัศนะที่คิดว่า ความงามเป็นเรื่องความรู้สึกอยู่ในใจของคน ไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัววัตถุสิ่งของที่เรามองเห็นหรือสิ่งที่เราได้ยิน ใจของเราเป็นตัวกำหนดว่า สิ่งที่เรามองเห็นงามหรือไม่งาม เสียงที่เราได้ยินไพเราะหรือไม่ ทุกอย่างล้วนเกิดความคิดในใจ จากความรู้ภายในทั้งสิน

    สุนทรียศาสตร์เชิงความคิดแนวตะวันออก
    คือ คุณค่าที่แฝงอยู่ในตัววัตถุสามารถสัมผัสได้จากวัตถุที่มีความงาม เสียงที่ไพเราะ หรือที่ไพเราะหรือกริยาท่าทางการเคลื่อนไหวที่มีลีลาน่าดูน่าชม

    ตัวอย่างเช่น

    การมองภาพวาดของแต่ละบุคคล
    บางคนก็มองว่าสวย แต่ลำหรับความคิดของบางคนก็มองว่า
    ไม่สวยดูไม่ออก ค่ะ

    อ้างอิงๆ
    http://library.uru.ac.th/bookonline/books%5Cesthetics/html/main_unit2.swf

    นางสาวอังคณา ทองบุญ
    รหัส 51142210048
    แพทย์แผนไทยประยุกต์

    ตอบลบ
  65. กราบสวัสดีอาจารย์ศิริมาลย์ที่เคารพ
    คำถาม เกณฑ์ตัดสินทางสุนทรียศาสตร์ คืออะไร ? พร้อมยกตัวอย่างประกอบ

    ขอบคุณสำหรับคำถามรอบที่ 2
    เกณฑ์ตัดสินทางสุนทรียศาสตร์ คือ การที่เราใช้จิตใจแสดงปฏิกิริยาต่อสภาพการณ์ในสิ่งแวดล้อม หรือการที่จิตประเมินค่าวัตถุที่มีคุณค่าทางความงาม ที่เร้าให้เกิดความรู้สึกภายในจิตใจ แม้ว่าความงามจะขึ้นอยู่กับจิต แต่ก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเลือกตามใจชอบ หากแต่ต้องขึ้นอยู่กับคุณค่าที่มีอยู่ในวัตถุนั้น ๆ ด้วย ฉะนั้นในการศึกษาเพื่อเป็นแนวทางสู่ความซาบซึ้งควรมีความรู้ในการตัดสินคุณค่าความงาม

    สามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มแนวคิด ดังนี้

    1.กลุ่มที่ใช้ตนเองเป็นตัวตัดสิน
    เราเรียกเกณฑ์ตัดสินนี้ว่า อัตนัยนิยม ( Subjectivism ) เป็นกลุ่มที่เชื่อว่า ความรู้ ความจริงและความดีงามทั้งหลายล้วนเป็นสิ่งที่ไม่มีความจริงในตัวเอง หากแต่เป็นเพียงสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นมาเท่านั้น ดังนั้น กฎเกณฑ์ในทางความรู้ ความจริงและความดีงามนี้จึงไม่มีอยู่จริง มนุษย์เท่านั้นที่มีอยู่จริงและจะเป็นตัวตัดสิน พร้อมทั้งเป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ขึ้นมา มนุษย์แต่ละคนต่างมีมาตรวัดความจริงต่างกันออกไปโดยไม่ขึ้นอยู่กับใครหรือสิ่งใด เกณฑ์การตัดสินแบบนี้สามารถทำให้เราเกิดความเชื่อมั่นในตัวเองได้ แต่หากความรู้สึกเชื่อมั่นนี้มีมากจนเกินไปอาจจะส่งผลทำให้เราเป็นผู้ที่เห็นแก่ตัว เอาแต่ใจตัวเอง ไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น ซึ่งจะส่งผลต่อไปคือ ทำให้เรามีโลกทัศน์ที่แคบ และเดียวดายในโลกกว้างนี้

    ยกตัวอย่างเช่น กลุ่มพวกที่หลงตนว่าตัวเองมีรูปร่างหน้าตาที่สวยงาม ไม่สนเสียงวิจารณ์จากใครๆ มีอิสระที่จะกระทำตัวตามสบาย ภูมิใจกับชีวิตตนเอง ยึดแนวคิดของตนเองเป็นสำคัญ


    2. กลุ่มที่เชื่อว่า มีหลักเกณฑ์ที่ตายตัวที่จะใช้ตัดสินได้
    เรา เรียกเกณฑ์ตัดสินนี้ว่า ปรนัยนิยม ( Objectivism ) เป็นกลุ่มที่เชื่อว่า มีเกณฑ์มาตรฐานตายตัวแน่นอนในทางศิลปะ ซึ่งสามารถนำไปตัดสินผลงานได้ในทุกสมัย เกณฑ์มาตรฐานนี้ไม่มีการเปลี่ยนแปลงและไม่ขึ้นอยู่กับความรู้สึกใครหรือศิลปินคนไหน กลุ่มนี้มีความเชื่ออีกว่า สุนทรียธาตุมีอยู่จริง แม้ว่าเราจะเข้าถึงมันไม่ได้ก็ตาม แต่มันก็มีอยู่จริง และด้วยเหตุผลนี้ การที่เราตัดสินศิลปะออกมาไม่เหมือนกันก็เพราะเราแต่ละคนไม่สามารถเข้าถึงสุนทรียธาติที่แท้จริงได้หรือตัวจริงมาตรฐานนั่นเอง การที่เราจะเข้าถึงเกณฑ์มาตรฐานนี้ได้นั้น เราจำเป็นต้องฝึกพัฒนาจิตให้สมบูรณ์จนสามารถเห็นความงามมาตรฐานได้ บางคนอาจทำสมาธิ บางคนอาจฝึกฝนทางศิลปะจนชำนาญ เป็นต้น

    ยกตัวอย่างเช่น ดร.ณ หทัย มองเห็นความงามของภาพความสวยงามของสายธรรม โดยใช้สติสัมปัชชัญญะและความชำนาญทางศิลปะประยุกต์มองภาพดังกล่าว และมองเห็นความสวยงามเป็นหลายมิติ

    3. กลุ่มที่เชื่อว่า หลักเกณฑ์ในการตัดสินสุนทรียศาสตร์นั้นเปลี่ยนแปลงไปตามสภาวะแวดล้อม
    เราเรียกเกณฑ์ตัดสินนี้ว่า สัมพัทธนิยม ( Relativism ) เป็นกลุ่มที่มีแนวคิดคล้ายกับกลุ่มอัตนัยนิยม แต่ต่างกันตรงที่กลุ่มสัมพัทธนิยมนั้นมีความเชื่อว่า กฎเกณฑ์ตัดสินทางสุนทรียศาสตร์นั้นขึ้นอยู่กับสภาวะแวดล้อม วัฒนธรรมของแต่ละท้องถิ่น อาจจะขึ้นอยู่กับสภาพภูมิประเทศ ตลอดจนดิน ฟ้า อากาศโดยไม่ขึ้นอยู่กับตัวผู้วิจารณ์ เพราะผู้วิจารณ์จะต้องวางตัวเป็นกลางและต้องสำนึกอยู่ในใจเสมอว่า ตนเองเป็นเพียงส่วนหนึ่งของสังคม ดังนี้แล้ว เกณฑ์ตัดสินทางสุนทรียศาสตร์จึงเปลี่ยนแปลงไปตามสังคมบ้าง ตามสภาพของภูมิอากาศ ภูมิประเทศนั้น ๆ บ้าง แล้วแต่สภาวะแวดล้อมจะพาไป นั่นเอง


    ยกตัวอย่างเช่น น.ส.กาแนะต้า ร้องเพลงบรรเลงเสียงในสถานที่ที่กำลังจัดกิจกรรมสันทนาการอยู่ในบรรยากาศที่สนุกสนาน น.ส.กาแนะต้าก็จะมองเห็นความงามด้านเสียงเพลง มีความสุขสนุกสนาน แต่ทว่าน.ส.กาแนะต้าร้องเพลงบรรเลงเสียงในวัด พระภิกษุสงฆ์กำลังทำวัตรอยู่ ก็จัดว่าไม่มีความงามและความเหมาะสมเลย เพราะสภาวะแวดล้อมไม่เหมาะสมกระทำการเยี่ยงนั้น

    แหล่งข้อมูลอ้างอิง
    http://autonomybeans.exteen.com/20070611/entry
    http://www.courseware.ssru.ac.th/151/subject/2000102/unit%204/home4.1.html
    http://www.etcfoto.com/forum/index.php?topic=1483.0;wap2
    http://ecurriculum.mv.ac.th/library2/religion/philosophy/philosophy_aesthetics.htm
    http://photo.lannaphotoclub.com/index.php?action=printpage;topic=2075.0

    ขอบพระคุณและสวัสดีค่ะ

    นศ.พป.จรัสเดช ไชยทอง
    51142210077
    แพทย์แผนไทยประยุกต์

    ตอบลบ
  66. สวัสดีค่ะอาจารย์ที่เคารพ กินข้าวเที่ยงรึยังค่ะ
    มาตอบคำถามของอาจารย์ที่ว่า "
    เกณฑ์ตัดสินความงามทางสุนทรียศาสตร์ คืออะไร ? จงอธิบาย พร้อมยกตัวอย่าง "

    คำตอบ

    การตัดสินทางสุนทรียศาสตร์ คือ การที่เราใช้จิตแสดงปฏิกิริยาต่อสภาพการณ์ในสิ่งแวดล้อม หรือการที่จิตประเมินค่าวัตถุที่มีคุณค่า ที่เร้าให้เกิดความรู้สึกภายในจิตใจ แม้ว่าความงามจะขึ้นอยู่กับจิต แต่ก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเลือกตามใจชอบ หากแต่ต้องขึ้นอยู่กับคุณค่าที่มีอยู่ในวัตถุนั้น ๆ ด้วย

    มุมมองทางความคิดของแต่ละคนนั้นมีความแตกต่างกัน หลากหลายออกไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับบุคคลนั้น ๆ ว่าใช้อะไรเป็นหลักในการตัดสินสิ่งต่าง ๆ และการตัดสินทางสุนทรียศาสตร์ก็สามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มแนวคิด ดังนี้

    1. กลุ่มที่ใช้ตนเองเป็นตัวตัดสิน
    เรียกเกณฑ์ตัดสินนี้ว่า “ อัตนัยนิยม ” ( Subjectivism ) เป็นกลุ่มที่เชื่อว่า ความรู้ ความจริงและความดีงามทั้งหลายล้วนเป็นสิ่งที่ไม่มีความจริงในตัวเอง หากแต่เป็นเพียงสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นมาเท่านั้น ดังนั้น กฎเกณฑ์ในทางความรู้ ความจริงและความดีงามนี้จึงไม่มีอยู่จริง มนุษย์เท่านั้นที่มีอยู่จริงและจะเป็นตัวตัดสิน พร้อมทั้งเป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ขึ้นมา มนุษย์แต่ละคนต่างมีมาตรวัดความจริงต่างกันออกไปโดยไม่ขึ้นอยู่กับใครหรือสิ่งใด เกณฑ์การตัดสินแบบนี้สามารถทำให้เราเกิดความเชื่อมั่นในตัวเองได้ แต่หากความรู้สึกเชื่อมั่นนี้มีมากจนเกินไปอาจจะส่งผลทำให้เราเป็นผู้ที่เห็นแก่ตัว เอาแต่ใจตัวเอง ไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น ซึ่งจะส่งผลต่อไปคือ ทำให้เรามีโลกทัศน์ที่แคบ และเดียวดายในโลกกว้างนี้

    นักสุนทรียศาสตร์ในกลุ่มนี้ที่สำคัญ ได้แก่ กลุ่มโซฟิสต์ ( Sophist ) ฮอบส์ ( Hobbes ) และออร์เตกา ( Ortega ) เป็นต้น
    ยกตัวอย่างเช่น เรามองคนที่เดินผ่านไปมาแล้วมองไปยังคนคนนั้น แล้วพูดในใจว่า คนโน้นสวย คนนี้ขี้เหร่ คนนั้นแต่งตัว ใส่สั้น ไม่เห้นจะสวยเลย เป็นต้น เราก็มองตัดสินรอบๆตัวของเราเอง โดยไม่ได้มองเห็นตัวเองว่าเป็นอย่างไร
    2. กลุ่มที่เชื่อว่า มีหลักเกณฑ์ที่ตายตัวที่จะใช้ตัดสินได้

    เรียกเกณฑ์ตัดสินนี้ว่า “ ปรนัยนิยม ” ( Objectivism ) เป็นกลุ่มที่เชื่อว่า มีเกณฑ์มาตรฐานตายตัวแน่นอนในทางศิลปะ ซึ่งสามารถนำไปตัดสินผลงานได้ในทุกสมัย เกณฑ์มาตรฐานนี้ไม่มีการเปลี่ยนแปลงและไม่ขึ้นอยู่กับความรู้สึกใครหรือศิลปินคนไหน กลุ่มนี้มีความเชื่ออีกว่า สุนทรียธาตุมีอยู่จริง แม้ว่าเราจะเข้าถึงมันไม่ได้ก็ตาม แต่มันก็มีอยู่จริง และด้วยเหตุผลนี้ การที่เราตัดสินศิลปะออกมาไม่เหมือนกันก็เพราะเราแต่ละคนไม่สามารถเข้าถึงสุนทรียธาติที่แท้จริงได้หรือตัวจริงมาตรฐานนั่นเอง การที่เราจะเข้าถึงเกณฑ์มาตรฐานนี้ได้นั้น เราจำเป็นต้องฝึกพัฒนาจิตให้สมบูรณ์จนสามารถเห็นความงามมาตรฐานได้ บางคนอาจทำสมาธิ บางคนอาจฝึกฝนทางศิลปะจนชำนาญ เป็นต้น

    นักสุนทรียศาสตร์ในกลุ่มนี้ที่สำคัญ ได้แก่ พลาโต ( Plato ) อริสโตเติล ( Aristotle ) และเฮเกล ( Hegel ) เป็นต้น
    ยกตัวอย่างเช่น นางสาว ก.ไปชมภาพนิทรรศการภาพถ่าย นางสาว ก. ชอบภาพถ่ายที่นำมาโชว์ทุกรูป เพราะแต่ละรูปมีองค์ประกอบที่แตกต่างกันออกไป เช่น รูปพระอาทิตย์กำลังตกดิน ได้มองเห็นถึงความอบอุ่นจากภาพนั้น ซึ่งแต่ละรูปได้แสดงถึงความงามและสะท้อนความรู้สึกออกมาด้วยเช่นกัน
    3. กลุ่มที่เชื่อว่า หลักเกณฑ์ในการตัดสินสุนทรียศาสตร์นั้นเปลี่ยนแปลงไปตามสภาวะแวดล้อม
    เรียกเกณฑ์ตัดสินนี้ว่า “ สัมพัทธนิยม ” ( Relativism ) เป็นกลุ่มที่มีแนวคิดคล้ายกับกลุ่มอัตนัยนิยม แต่ต่างกันตรงที่กลุ่มสัมพัทธนิยมนั้นมีความเชื่อว่า กฎเกณฑ์ตัดสินทางสุนทรียศาสตร์นั้นขึ้นอยู่กับสภาวะแวดล้อม วัฒนธรรมของแต่ละท้องถิ่น หรือขึ้นอยู่กับสภาพภูมิประเทศ ตลอดจนดิน ฟ้า อากาศของแต่ละพื้นที่ โดยไม่ขึ้นอยู่กับตัวผู้วิจารณ์ เพราะผู้วิจารณ์จะต้องวางตัวเป็นกลางและต้องสำนึกอยู่ในใจเสมอว่า ตนเองเป็นเพียงส่วนหนึ่งของสังคม ดังนี้แล้ว เกณฑ์ตัดสินทางสุนทรียศาสตร์จึงเปลี่ยนแปลงไปตามสังคมบ้าง ตามสภาพของภูมิอากาศ ภูมิประเทศนั้น ๆ บ้าง แล้วแต่สภาวะแวดล้อมจะพาไป นั่นเอง

    นักสุนทรียศาสตร์ในกลุ่มนี้ที่สำคัญ ได้แก่ ซานตายานา ( Santayana ) และแซมมวล อาเล็กซันเดอร์ ( Samuel Alexander ) เป็นต้น
    ยกตัวอย่างเช่น อาหารของแต่ละประเทศมีความแตกต่างกันออกไปเช่นประเทศแถบอเมริกา หรือยุโรป รับประทานอาหารรสชาติที่จืด เลียน หวาน ไม่ได้รสจัดจ้านเหมือนเอเชียที่มีรสชาติทุกรสชาติ ซึ่งถ้าคนเอเชียไปอาศัยอเมริกา ก็ต้องกินอาหารแบบคนอเมริกา
    แหล่งข้อมูล
    ที่มา : วนิดา ขำเขียว. สุนทรียศาสตร์. กรุงเทพฯ : พรานนกการพิมพ์, 2543.

    http://www.etcfoto.com/forum/index.php?topic=1483.0;wap2

    นางสาว อิงอร อังศุภานิช
    รหัส 51142210050
    สาขาการแพทย์แผนไทยประยุกต์

    ตอบลบ
  67. สวัสดีตอนเที่ยงค่ะอาจารย์

    ก่อนอื่นมารู้จักความหมายก่อนนะค่ะ

    สุนทรียศาสตร์เป็นเรื่องเกี่ยวกับคุณค่าความงามตรงกับคำว่า (Aesthetic)
    หมายถึงการรับรู้อันเป็นกระบวนการ ประสาทสัมผัส ระหว่างสิ่งเร้าภายนอกกับอวัยวะสัมผัสภายในทำให้เกิดความรู้สึก นำไปสู่อารมณ์สุนทรียะ
    จริยศาสตร์ (Ethics) เป็นสาขาหนึ่งของวิชาปรัชญา ศึกษาเรื่องความประพฤติที่เกี่ยวข้อง สิ่งใดถูกหรือผิด สิ่งใดควรทำหรือไม่ควรทำเน้นคุณค่าของพฤติกรรม คุณค่าของชีวิต
    ตอบ เป็นไปในทิศทางเดียวกัน
    เนื่องจาก มนุษย์ได้รับแรงกระตุ้นจากสิ่งเร้าภายนอก เช่น การแต่งกาย ความสวยความงาม รวมไปถึงการดำเนินชีวิตในรูปแบบที่หรูหราหรือรูปแบบอื่นๆ ทำให้เกิด ความรู้สึกและอารมณ์ ส่งผลไปถึงพฤติกรรมของมนุษย์ ทั้งที่ทำให้เกิดผลดีและไม่ดีต่อตนเองและสังคม เพื่อให้ตนเองสามารถอยู่ร่วมกับสภาพแวดล้อมเหล่านั้นได้ โดยอาจคำนึงไตร่ตรองหรือไม่คำนึงอย่างถี่ถ้วน ว่าสิ่งใดควรทำหรือไม่ควรทำ ยกตัวอย่างเช่น
    การได้รับค่านิยมในในรูปแบบการแต่งกาย บางคนอาจได้แรงกระตุ้นจากสื่อ ดารา นักร้อง เป็นต้นแบบ ในเรื่องการแต่งกายหรือแฟชั่นต่างๆ ซึ่งในรูปแบบการแต่งกานนั้นอาจมีทั้งที่แต่งกายที่เหมาะสมและไม่เหมาะสม ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของคนๆนั้น การแต่งกายถือเป็นหัวใจหลักอย่างหนึ่ง ในการดำเนินชีวิต ถ้าแต่งกายดูดีและเหมาะสมไม่โป๊จนเกินไป ก็ถือว่าการแต่งกายรูปแบบนั้นสวยงาม ดูดี น่ามองน่าทะนุถนอม อีกกรณีหนึ่ง คือ แต่งตัวโป๊ โชว์โน้นโชว์นี่ หรือแต่งไม่มิดชิด บางคนอาจคิดว่าเป็นแฟชั่น มันอาจจะใช่ในมองบางคน แต่อีกแง่มุมหนึ่ง คือ ความไม่เหมาะสม ซึ่งสิ่งเหล่านี้อาจส่งผลร้ายต่อตนเองได้ เพราะการแต่งกายถือเป็นปัจจัยต้นๆ ในการก่อให้เกิดอาชญากรรมต่างๆ เช่นการข่มขืน เป็นต้น
    ฉะนั้นในการแต่งกายในแต่บุคคลย่อมมาจากความคิด ความรู้สึก หรือสิ่งเร้าภายนอกต่างๆเป็นแรงกระตุ้นให้เกิดความรู้สึก ส่งผลถึงคุณค่าของพฤติกรรม และคุณค่าของชีวิต ต่อบุคคลนั้นๆ

    ดิฉันเห็นด้วยกับนางสาวชุลีกรและเพื่อนอีกหลายคนค่ะสุนทรียศาสตร์กับจริยศาสตร์ ถ้ามองโดยภาพรวมเป็นสิ่งที่ดำเนินการไปในทิศทางเดียวกัน เพราะเป็นปรัชญาที่ว่าด้วยความงามและสิ่งที่ดีงามตามความเหมาะสม
    แต่ถ้ามองโดยนัย จะพบว่าจริยศาสตร์เป็นปรัชญาที่ละเอียดอ่อนกว่าสุนทรียศาสตร์ เพราะจริยศาสตร์เป็นการมองความดี และความงามตามหลักจริยธรรม ศีลธรรม และคุณธรรม ส่วนสุนทรียศาสตร์เป็นการมองความงามโดยทั่วไป ไม่ยึดอึงหลักคุณธรรม และศีลธรรมมากเท่าไร เป็นการมองความงามอย่างอิสระเสรี

    เช่น การที่เราได้ให้สิ่งของที่เรารักให้แก่บุคคลที่ด้อยโอกาสกว่าซึ่งจะสามารถทำให้เราและบุคคลที่ได้รัมีความสุขด้วยซึ่งโยงไปถึงจริยศาสตร์และสุนทรียศาสตร์ด้วย

    ดิฉันนางสาวลินดา คำลอย

    รหัส 51142210035

    นักศึกษาแพทย์แผนไทยประยุกต์

    ตอบลบ
  68. สวัสดีค่ะอาจารย์

    หนูเข้ามาส่งงาน "เกณฑ์ตัดสินความงามตามหลักสุนทรียศาสตร์เป็นอย่างไร จงิธิบายพร้อมยกตัวอย่าง"

    เกณฑ์ตัดสินทางสุนทรียศาสตร์ คืออะไร ?

    การตัดสินทางสุนทรียศาสตร์ คือ การที่เราใช้จิตแสดงปฏิกิริยาต่อสภาพการณ์ในสิ่งแวดล้อม หรือการที่จิตประเมินค่าวัตถุที่มีคุณค่า ที่เร้าให้เกิดความรู้สึกภายในจิตใจ แม้ว่าความงามจะขึ้นอยู่กับจิต แต่ก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเลือกตามใจชอบ หากแต่ต้องขึ้นอยู่กับคุณค่าที่มีอยู่ในวัตถุนั้น ๆ ด้วย

    มุมมองทางความคิดของแต่ละคนนั้นมีความแตกต่างกัน หลากหลายออกไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับบุคคลนั้น ๆ ว่าใช้อะไรเป็นหลักในการตัดสินสิ่งต่าง ๆ และการตัดสินทางสุนทรียศาสตร์ก็สามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มแนวคิด ดังนี้

    1. กลุ่มที่ใช้ตนเองเป็นตัวตัดสิน

    เรียกเกณฑ์ตัดสินนี้ว่า “ อัตนัยนิยม ” ( Subjectivism ) เป็นกลุ่มที่เชื่อว่า ความรู้ ความจริงและความดีงามทั้งหลายล้วนเป็นสิ่งที่ไม่มีความจริงในตัวเอง หากแต่เป็นเพียงสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นมาเท่านั้น ดังนั้น กฎเกณฑ์ในทางความรู้ ความจริงและความดีงามนี้จึงไม่มีอยู่จริง มนุษย์เท่านั้นที่มีอยู่จริงและจะเป็นตัวตัดสิน พร้อมทั้งเป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ขึ้นมา มนุษย์แต่ละคนต่างมีมาตรวัดความจริงต่างกันออกไปโดยไม่ขึ้นอยู่กับใครหรือสิ่งใด เกณฑ์การตัดสินแบบนี้สามารถทำให้เราเกิดความเชื่อมั่นในตัวเองได้ แต่หากความรู้สึกเชื่อมั่นนี้มีมากจนเกินไปอาจจะส่งผลทำให้เราเป็นผู้ที่เห็นแก่ตัว เอาแต่ใจตัวเอง ไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น ซึ่งจะส่งผลต่อไปคือ ทำให้เรามีโลกทัศน์ที่แคบ และเดียวดายในโลกกว้างนี้

    นักสุนทรียศาสตร์ในกลุ่มนี้ที่สำคัญ ได้แก่ กลุ่มโซฟิสต์ ( Sophist ) ฮอบส์ ( Hobbes ) และออร์เตกา ( Ortega ) เป็นต้น

    2. กลุ่มที่เชื่อว่า มีหลักเกณฑ์ที่ตายตัวที่จะใช้ตัดสินได้
    เรียกเกณฑ์ตัดสินนี้ว่า “ ปรนัยนิยม ” ( Objectivism ) เป็นกลุ่มที่เชื่อว่า มีเกณฑ์มาตรฐานตายตัวแน่นอนในทางศิลปะ ซึ่งสามารถนำไปตัดสินผลงานได้ในทุกสมัย เกณฑ์มาตรฐานนี้ไม่มีการเปลี่ยนแปลงและไม่ขึ้นอยู่กับความรู้สึกใครหรือศิลปินคนไหน กลุ่มนี้มีความเชื่ออีกว่า สุนทรียธาตุมีอยู่จริง แม้ว่าเราจะเข้าถึงมันไม่ได้ก็ตาม แต่มันก็มีอยู่จริง และด้วยเหตุผลนี้ การที่เราตัดสินศิลปะออกมาไม่เหมือนกันก็เพราะเราแต่ละคนไม่สามารถเข้าถึงสุนทรียธาติที่แท้จริงได้หรือตัวจริงมาตรฐานนั่นเอง การที่เราจะเข้าถึงเกณฑ์มาตรฐานนี้ได้นั้น เราจำเป็นต้องฝึกพัฒนาจิตให้สมบูรณ์จนสามารถเห็นความงามมาตรฐานได้ บางคนอาจทำสมาธิ บางคนอาจฝึกฝนทางศิลปะจนชำนาญ เป็นต้น

    นักสุนทรียศาสตร์ในกลุ่มนี้ที่สำคัญ ได้แก่ พลาโต ( Plato ) อริสโตเติล ( Aristotle ) และเฮเกล ( Hegel ) เป็นต้น

    3. กลุ่มที่เชื่อว่า หลักเกณฑ์ในการตัดสินสุนทรียศาสตร์นั้นเปลี่ยนแปลงไปตามสภาวะแวดล้อม
    เรียกเกณฑ์ตัดสินนี้ว่า “ สัมพัทธนิยม ” ( Relativism ) เป็นกลุ่มที่มีแนวคิดคล้ายกับกลุ่มอัตนัยนิยม แต่ต่างกันตรงที่กลุ่มสัมพัทธนิยมนั้นมีความเชื่อว่า กฎเกณฑ์ตัดสินทางสุนทรียศาสตร์นั้นขึ้นอยู่กับสภาวะแวดล้อม วัฒนธรรมของแต่ละท้องถิ่น หรือขึ้นอยู่กับสภาพภูมิประเทศ ตลอดจนดิน ฟ้า อากาศของแต่ละพื้นที่ โดยไม่ขึ้นอยู่กับตัวผู้วิจารณ์ เพราะผู้วิจารณ์จะต้องวางตัวเป็นกลางและต้องสำนึกอยู่ในใจเสมอว่า ตนเองเป็นเพียงส่วนหนึ่งของสังคม ดังนี้แล้ว เกณฑ์ตัดสินทางสุนทรียศาสตร์จึงเปลี่ยนแปลงไปตามสังคมบ้าง ตามสภาพของภูมิอากาศ ภูมิประเทศนั้น ๆ บ้าง แล้วแต่สภาวะแวดล้อมจะพาไป นั่นเอง

    นักสุนทรียศาสตร์ในกลุ่มนี้ที่สำคัญ ได้แก่ ซานตายานา ( Santayana ) และแซมมวล อาเล็กซันเดอร์ ( Samuel Alexander ) เป็นต้น

    จากข้อความข้างต้นอธิบายได้ว่า

    เกณฑ์ตัดสินทางสุนทรียศาสตร์ แบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่
    1.กลุ่มที่ใช้ตัวเองเป็นตัวตัดสินสุนทรียศาสตร์ (อัตนัยนิยม)
    ตัวอย่าง คนที่แต่งกายไม่สุภาพ คือใส่กระโปรงสั้น กางเกงขาสั้น เค้าอาจคิดว่าตัวเองสวย ดูดี แต่คนอื่นมองว่าไม่เหมาะสม

    2.กลุ่มที่เชื่อว่าสุนทรียศาสตร์มีหลักเกณฑ์ที่ตายตัว (ปรนัยนิยม)
    ตัวอย่าง การประกวดร้องเพลง ผู้ชนะต้องมีเสียงที่ไพเราะ ออกเสียงชัดเจน บุคลิกภาพดีสง่า

    3.กลุ่มที่คิดว่าสุนทรียสาสตร์สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามสภาพแวดล้อม(สัมพัทธนิยม)
    ตัวอย่าง ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีภูมิอากาศร้อน ฉะนั้นการแต่งตัวก็ต้องใส่ผ้ที่ไม่หนาไม่บางจนเกินไป ใส่แล้วเรารู้สึกสะบาย
    แต่ถ้าเราไปต่างประเทศ ซึ่งภูมิประเทศนั้นมีอากาศหนาวจัด เราก็ต้องใส่เสื้อผ้าที่หนามาก เพื่อทำให้ร่างกายของเรานั้นอบอุ่น

    ตอบคำถามโดย
    นางสาวโสรญา นามไพโรจน์
    รหัส 5142210009
    นักศึกษาสาขาแพทย์แผนไทยประยุกต์

    ตอบลบ
  69. อาจารย์ค่ะหนูลืมส่งอ้างอิงค่ะ

    http://photo.lannaphotoclub.com/index.php?topic=2075.0

    นางสาวโสรญา นามไพโรจน์
    รหัส 5142210009
    นักศึกษาสาขาแพทย์แผนไทยประยุกต์

    ตอบลบ
  70. ไม่ระบุชื่อ24 สิงหาคม 2552 เวลา 21:50

    เกณฑ์ตัดสินทางสุนทรียศาสตร์ คืออะไร ?







    การตัดสินทางสุนทรียศาสตร์ คือ การที่เราใช้จิตแสดงปฏิกิริยาต่อสภาพการณ์ในสิ่งแวดล้อม หรือการที่จิตประเมินค่าวัตถุที่มีคุณค่า ที่เร้าให้เกิดความรู้สึกภายในจิตใจ แม้ว่าความงามจะขึ้นอยู่กับจิต แต่ก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเลือกตามใจชอบ หากแต่ต้องขึ้นอยู่กับคุณค่าที่มีอยู่ในวัตถุนั้น ๆ ด้วย

    มุมมองทางความคิดของแต่ละคนนั้นมีความแตกต่างกัน หลากหลายออกไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับบุคคลนั้น ๆ ว่าใช้อะไรเป็นหลักในการตัดสินสิ่งต่าง ๆ และการตัดสินทางสุนทรียศาสตร์ก็สามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มแนวคิด ดังนี้



    1. กลุ่มที่ใช้ตนเองเป็นตัวตัดสิน



    เรียกเกณฑ์ตัดสินนี้ว่า “ อัตนัยนิยม ” ( Subjectivism ) เป็นกลุ่มที่เชื่อว่า ความรู้ ความจริงและความดีงามทั้งหลายล้วนเป็นสิ่งที่ไม่มีความจริงในตัวเอง หากแต่เป็นเพียงสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นมาเท่านั้น ดังนั้น กฎเกณฑ์ในทางความรู้ ความจริงและความดีงามนี้จึงไม่มีอยู่จริง มนุษย์เท่านั้นที่มีอยู่จริงและจะเป็นตัวตัดสิน พร้อมทั้งเป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ขึ้นมา มนุษย์แต่ละคนต่างมีมาตรวัดความจริงต่างกันออกไปโดยไม่ขึ้นอยู่กับใครหรือสิ่งใด เกณฑ์การตัดสินแบบนี้สามารถทำให้เราเกิดความเชื่อมั่นในตัวเองได้ แต่หากความรู้สึกเชื่อมั่นนี้มีมากจนเกินไปอาจจะส่งผลทำให้เราเป็นผู้ที่เห็นแก่ตัว เอาแต่ใจตัวเอง ไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น ซึ่งจะส่งผลต่อไปคือ ทำให้เรามีโลกทัศน์ที่แคบ และเดียวดายในโลกกว้างนี้

    นักสุนทรียศาสตร์ในกลุ่มนี้ที่สำคัญ ได้แก่ กลุ่มโซฟิสต์ ( Sophist ) ฮอบส์ ( Hobbes ) และออร์เตกา ( Ortega ) เป็นต้น



    2. กลุ่มที่เชื่อว่า มีหลักเกณฑ์ที่ตายตัวที่จะใช้ตัดสินได้

    เรียกเกณฑ์ตัดสินนี้ว่า “ ปรนัยนิยม ” ( Objectivism ) เป็นกลุ่มที่เชื่อว่า มีเกณฑ์มาตรฐานตายตัวแน่นอนในทางศิลปะ ซึ่งสามารถนำไปตัดสินผลงานได้ในทุกสมัย เกณฑ์มาตรฐานนี้ไม่มีการเปลี่ยนแปลงและไม่ขึ้นอยู่กับความรู้สึกใครหรือศิลปินคนไหน กลุ่มนี้มีความเชื่ออีกว่า สุนทรียธาตุมีอยู่จริง แม้ว่าเราจะเข้าถึงมันไม่ได้ก็ตาม แต่มันก็มีอยู่จริง และด้วยเหตุผลนี้ การที่เราตัดสินศิลปะออกมาไม่เหมือนกันก็เพราะเราแต่ละคนไม่สามารถเข้าถึงสุนทรียธาติที่แท้จริงได้หรือตัวจริงมาตรฐานนั่นเอง การที่เราจะเข้าถึงเกณฑ์มาตรฐานนี้ได้นั้น เราจำเป็นต้องฝึกพัฒนาจิตให้สมบูรณ์จนสามารถเห็นความงามมาตรฐานได้ บางคนอาจทำสมาธิ บางคนอาจฝึกฝนทางศิลปะจนชำนาญ เป็นต้น

    นักสุนทรียศาสตร์ในกลุ่มนี้ที่สำคัญ ได้แก่ พลาโต ( Plato ) อริสโตเติล ( Aristotle ) และเฮเกล ( Hegel ) เป็นต้น



    3. กลุ่มที่เชื่อว่า หลักเกณฑ์ในการตัดสินสุนทรียศาสตร์นั้นเปลี่ยนแปลงไปตามสภาวะแวดล้อม

    เรียกเกณฑ์ตัดสินนี้ว่า “ สัมพัทธนิยม ” ( Relativism ) เป็นกลุ่มที่มีแนวคิดคล้ายกับกลุ่มอัตนัยนิยม แต่ต่างกันตรงที่กลุ่มสัมพัทธนิยมนั้นมีความเชื่อว่า กฎเกณฑ์ตัดสินทางสุนทรียศาสตร์นั้นขึ้นอยู่กับสภาวะแวดล้อม วัฒนธรรมของแต่ละท้องถิ่น หรือขึ้นอยู่กับสภาพภูมิประเทศ ตลอดจนดิน ฟ้า อากาศของแต่ละพื้นที่ โดยไม่ขึ้นอยู่กับตัวผู้วิจารณ์ เพราะผู้วิจารณ์จะต้องวางตัวเป็นกลางและต้องสำนึกอยู่ในใจเสมอว่า ตนเองเป็นเพียงส่วนหนึ่งของสังคม ดังนี้แล้ว เกณฑ์ตัดสินทางสุนทรียศาสตร์จึงเปลี่ยนแปลงไปตามสังคมบ้าง ตามสภาพของภูมิอากาศ ภูมิประเทศนั้น ๆ บ้าง แล้วแต่สภาวะแวดล้อมจะพาไป นั่นเอง

    นักสุนทรียศาสตร์ในกลุ่มนี้ที่สำคัญ ได้แก่ ซานตายานา ( Santayana ) และแซมมวล อาเล็กซันเดอร์ ( Samuel Alexander ) เป็นต้น



    :h07:



    ที่มา : วนิดา ขำเขียว. สุนทรียศาสตร์. กรุงเทพฯ : พรานนกการพิมพ์, 2543.

    ยกตัวอย่าง
    ผมคิดว่าการช่วยคนแก่ที่นั่งขอทานนั้นเป็นสิ่ที่สวยงาม
    มันงามภายนอกและภายใน

    นายภัทรพล พัฒนาเมธากุล

    รหัส511422102

    สาขาแพทย์แผนไทยประยุกต์

    ตอบลบ
  71. กราบสวัสดีอาจารย์ศิริมาลย์ ที่เคารพ

    คำถาม***สุนทรียศาสตร์กับจริยศาสตร์ เป็นสิ่งที่ดำเนินการไปในทิศทางเดียวกันหรือไม่ จงใช้เหตุผล และยกตัวอย่างประกอบ ?
    สุนทรียศาสตร์ (Aesthetics) หมายถึงปรัชญาว่าด้วยการศึกษาเรื่องมาตรฐานของความงามในเชิงทฤษฎีอันเกี่ยวกับประสบการณ์ทางสุนทรียภาพ กฎเกณฑ์ทางศิลปะ สุนทรียศาสตร์นับว่าเป็นแขนงหนึ่งของปรัชญาในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ การแสวงหาคุณค่า (Axiology) ในสมัยก่อนวิชานี้เป็นที่รู้จักกันในรูปของวิชา "ทฤษฎีแห่งความงาม(Theory of Beauty) หรือปรัชญาแห่งรสนิยม (Philosophy of taste)(ตามความหมายของอาจารย์กานต์)

    ส่วน จริยศาสตร์ หมายถึง ปรัชญาสาขาหนึ่งว่าด้วยการแสวงหาความดีสูงสุดของชีวิตมนุษย์ แสวงหาเกณฑ์ในการตัดสินความประพฤติของมนุษย์ว่าอย่างไหนถูกไม่ถูก ดีไม่ดีควรไม่ควร และพิจารณาปัญหาเรื่องสถานภาพของค่าทางศีลธรรม. (ตามความหมายของพจนานุกรมราชบัณฑิตยสถาน)
    เห็นด้วยกับกลุ่มเพื่อนหลายๆ คน
    ตัวอย่าง การทำความดีต่างๆเป้นความงามทางจิตใจและยังถือเป็นจิรยศาสตรืของบุคคลนั้นด้วย ดัวนั้นจริยศาสตร์กํบสุนทรียศาสตร์เป็นสิ่งที่ดำเนินไปด้วยกันได้เป็นอย่างดี
    โดย
    น.ส.ธารทิพย์ ติเยาว์
    รหัส 51142210057
    สาขาเเพทย์เเผนไทยประยุกต์

    ตอบลบ
  72. เกณฑ์ตัดสินทางสุนทรียศาสตร์ คืออะไร ?

    สุนทรียศาสตร์ เป็นส่วนหนึ่งของเกณฑ์มาตรฐานของการประเมินผลการพัฒนาที่เรียกว่า อารยธรรม โดยมีเกณ์ฑ์มาตรฐานสำคัญ 3 ประการ คือ
    การศึกษา ภาษา กิริยามารยาท (Word)
    ศาสนธรรมและระเบียบวินัยของสังคม (Deed)
    การสร้างสรรค์ศิลปะสาขาต่าง ๆ (Art)

    สุนทรียศาสตร์ ในทางวิชาการ ถือเป็นวิชาเกี่ยวกับการศึกษาความงามของ ศิลปะแขนงต่าง ๆ หลักการ และกระบวนการสร้างสรรค์ศิลปะ องค์ประกอบ เทคนิค ผลงานและแนวคิดทางศิลปะของมนุษย์ ในยุคสมัยต่าง ๆ การวิจารณ์ศิลปะ เป็นต้น


    การตัดสินทางสุนทรียศาสตร์ คือ การที่เราใช้จิตแสดงปฏิกิริยาต่อสภาพการณ์ในสิ่งแวดล้อม หรือการที่จิตประเมินค่าวัตถุที่มีคุณค่า ที่เร้าให้เกิดความรู้สึกภายในจิตใจ แม้ว่าความงามจะขึ้นอยู่กับจิต แต่ก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเลือกตามใจชอบ หากแต่ต้องขึ้นอยู่กับคุณค่าที่มีอยู่ในวัตถุนั้น ๆ ด้วย

    มุมมองทางความคิดของแต่ละคนนั้นมีความแตกต่างกัน หลากหลายออกไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับบุคคลนั้น ๆ ว่าใช้อะไรเป็นหลักในการตัดสินสิ่งต่าง ๆ และการตัดสินทางสุนทรียศาสตร์ก็สามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มแนวคิด ดังนี้

    1. กลุ่มที่ใช้ตนเองเป็นตัวตัดสิน
    เรียกเกณฑ์ตัดสินนี้ว่า “ อัตนัยนิยม ” ( Subjectivism ) เป็นกลุ่มที่เชื่อว่า ความรู้ ความจริงและความดีงามทั้งหลายล้วนเป็นสิ่งที่ไม่มีความจริงในตัวเอง หากแต่เป็นเพียงสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นมาเท่านั้น ดังนั้น กฎเกณฑ์ในทางความรู้ ความจริงและความดีงามนี้จึงไม่มีอยู่จริง มนุษย์เท่านั้นที่มีอยู่จริงและจะเป็นตัวตัดสิน พร้อมทั้งเป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ขึ้นมา มนุษย์แต่ละคนต่างมีมาตรวัดความจริงต่างกันออกไปโดยไม่ขึ้นอยู่กับใครหรือสิ่งใด เกณฑ์การตัดสินแบบนี้สามารถทำให้เราเกิดความเชื่อมั่นในตัวเองได้ แต่หากความรู้สึกเชื่อมั่นนี้มีมากจนเกินไปอาจจะส่งผลทำให้เราเป็นผู้ที่เห็นแก่ตัว เอาแต่ใจตัวเอง ไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น ซึ่งจะส่งผลต่อไปคือ ทำให้เรามีโลกทัศน์ที่แคบ และเดียวดายในโลกกว้างนี้

    นักสุนทรียศาสตร์ในกลุ่มนี้ที่สำคัญ ได้แก่ กลุ่มโซฟิสต์ ( Sophist ) ฮอบส์ ( Hobbes ) และออร์เตกา ( Ortega ) เป็นต้น

    2. กลุ่มที่เชื่อว่า มีหลักเกณฑ์ที่ตายตัวที่จะใช้ตัดสินได้
    เรียกเกณฑ์ตัดสินนี้ว่า “ ปรนัยนิยม ” ( Objectivism ) เป็นกลุ่มที่เชื่อว่า มีเกณฑ์มาตรฐานตายตัวแน่นอนในทางศิลปะ ซึ่งสามารถนำไปตัดสินผลงานได้ในทุกสมัย เกณฑ์มาตรฐานนี้ไม่มีการเปลี่ยนแปลงและไม่ขึ้นอยู่กับความรู้สึกใครหรือศิลปินคนไหน กลุ่มนี้มีความเชื่ออีกว่า สุนทรียธาตุมีอยู่จริง แม้ว่าเราจะเข้าถึงมันไม่ได้ก็ตาม แต่มันก็มีอยู่จริง และด้วยเหตุผลนี้ การที่เราตัดสินศิลปะออกมาไม่เหมือนกันก็เพราะเราแต่ละคนไม่สามารถเข้าถึงสุนทรียธาติที่แท้จริงได้หรือตัวจริงมาตรฐานนั่นเอง การที่เราจะเข้าถึงเกณฑ์มาตรฐานนี้ได้นั้น เราจำเป็นต้องฝึกพัฒนาจิตให้สมบูรณ์จนสามารถเห็นความงามมาตรฐานได้ บางคนอาจทำสมาธิ บางคนอาจฝึกฝนทางศิลปะจนชำนาญ เป็นต้น

    นักสุนทรียศาสตร์ในกลุ่มนี้ที่สำคัญ ได้แก่ พลาโต ( Plato ) อริสโตเติล ( Aristotle ) และเฮเกล ( Hegel ) เป็นต้น

    3. กลุ่มที่เชื่อว่า หลักเกณฑ์ในการตัดสินสุนทรียศาสตร์นั้นเปลี่ยนแปลงไปตามสภาวะแวดล้อม
    เรียกเกณฑ์ตัดสินนี้ว่า “ สัมพัทธนิยม ” ( Relativism ) เป็นกลุ่มที่มีแนวคิดคล้ายกับกลุ่มอัตนัยนิยม แต่ต่างกันตรงที่กลุ่มสัมพัทธนิยมนั้นมีความเชื่อว่า กฎเกณฑ์ตัดสินทางสุนทรียศาสตร์นั้นขึ้นอยู่กับสภาวะแวดล้อม วัฒนธรรมของแต่ละท้องถิ่น หรือขึ้นอยู่กับสภาพภูมิประเทศ ตลอดจนดิน ฟ้า อากาศของแต่ละพื้นที่ โดยไม่ขึ้นอยู่กับตัวผู้วิจารณ์ เพราะผู้วิจารณ์จะต้องวางตัวเป็นกลางและต้องสำนึกอยู่ในใจเสมอว่า ตนเองเป็นเพียงส่วนหนึ่งของสังคม ดังนี้แล้ว เกณฑ์ตัดสินทางสุนทรียศาสตร์จึงเปลี่ยนแปลงไปตามสังคมบ้าง ตามสภาพของภูมิอากาศ ภูมิประเทศนั้น ๆ บ้าง แล้วแต่สภาวะแวดล้อมจะพาไป นั่นเอง
    คนอื่นไม่เดื่อนร้อน

    เช่นเราเล่นฟุตบอลในห้องเรียนทำไห้คนอื่นไม่ปลอดภัน
    นั้นมันก็ไม่ใช้ความงานมันคือความประมาทต่างหาก


    นางสาวจันจิรา วิวาสุข
    51142210040
    แพทย์แผนไทยประยุกต์
    การที่เราทำอะไรแล้ว

    อ้างอิง
    http://203.158.253.5/wbi/Education/%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B9%8C%20(Aesthetics)/unt1/hom%20unt1.htm

    http://photo.lannaphotoclub.com/index.php?action=printpage;topic=2075.0

    ตอบลบ
  73. สวัสดีค่ะอาจารย์ (สุดสวย)

    คำถาม : เกณฑ์การตัดสินความงามในสุนทรียศาสตร์ คืออะไร
    จงอธิบาย พร้อมยกตัวอย่าง

    คำถาม :
    ความงามอาจเป็นสิ่งลึกซึ้งที่มีอยู่ในทุกสิ่ง อาจจะเป็นสิ่งบริสุทธิ์ที่ปราศจากการปรุงแต่ง หรืออาจจะเป็นคุณสมบัติในทางศีลธรรม หรือสิ่งที่โน้มน้าวใจให้เกิดความรู้สึกซาบซึ้ง ปลาบปลื้ม ความงามอาจมีอยู่รอบๆ ตัวเรา ทั้งสิ่งที่มนุษย์เราสร้างขึ้นมาเอง ทั้งสิ่งที่เกิดโดยธรรมชาติ
    เกณฑ์ตัดสินทางสุนทรียศาสตร์ คืออะไร ?






    การตัดสินทางสุนทรียศาสตร์ คือ การที่เราใช้จิตแสดงปฏิกิริยาต่อสภาพการณ์ในสิ่งแวดล้อม หรือการที่จิตประเมินค่าวัตถุที่มีคุณค่า ที่เร้าให้เกิดความรู้สึกภายในจิตใจ แม้ว่าความงามจะขึ้นอยู่กับจิต แต่ก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเลือกตามใจชอบ หากแต่ต้องขึ้นอยู่กับคุณค่าที่มีอยู่ในวัตถุนั้น ๆ ด้วย

    มุมมองทางความคิดของแต่ละคนนั้นมีความแตกต่างกัน หลากหลายออกไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับบุคคลนั้น ๆ ว่าใช้อะไรเป็นหลักในการตัดสินสิ่งต่าง ๆ และการตัดสินทางสุนทรียศาสตร์ก็สามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มแนวคิด ดังนี้



    1. กลุ่มที่ใช้ตนเองเป็นตัวตัดสิน



    เรียกเกณฑ์ตัดสินนี้ว่า “ อัตนัยนิยม ” ( Subjectivism ) เป็นกลุ่มที่เชื่อว่า ความรู้ ความจริงและความดีงามทั้งหลายล้วนเป็นสิ่งที่ไม่มีความจริงในตัวเอง หากแต่เป็นเพียงสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นมาเท่านั้น ดังนั้น กฎเกณฑ์ในทางความรู้ ความจริงและความดีงามนี้จึงไม่มีอยู่จริง มนุษย์เท่านั้นที่มีอยู่จริงและจะเป็นตัวตัดสิน พร้อมทั้งเป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ขึ้นมา มนุษย์แต่ละคนต่างมีมาตรวัดความจริงต่างกันออกไปโดยไม่ขึ้นอยู่กับใครหรือสิ่งใด เกณฑ์การตัดสินแบบนี้สามารถทำให้เราเกิดความเชื่อมั่นในตัวเองได้ แต่หากความรู้สึกเชื่อมั่นนี้มีมากจนเกินไปอาจจะส่งผลทำให้เราเป็นผู้ที่เห็นแก่ตัว เอาแต่ใจตัวเอง ไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น ซึ่งจะส่งผลต่อไปคือ ทำให้เรามีโลกทัศน์ที่แคบ และเดียวดายในโลกกว้างนี้

    นักสุนทรียศาสตร์ในกลุ่มนี้ที่สำคัญ ได้แก่ กลุ่มโซฟิสต์ ( Sophist ) ฮอบส์ ( Hobbes ) และออร์เตกา ( Ortega ) เป็นต้น



    2. กลุ่มที่เชื่อว่า มีหลักเกณฑ์ที่ตายตัวที่จะใช้ตัดสินได้

    เรียกเกณฑ์ตัดสินนี้ว่า “ ปรนัยนิยม ” ( Objectivism ) เป็นกลุ่มที่เชื่อว่า มีเกณฑ์มาตรฐานตายตัวแน่นอนในทางศิลปะ ซึ่งสามารถนำไปตัดสินผลงานได้ในทุกสมัย เกณฑ์มาตรฐานนี้ไม่มีการเปลี่ยนแปลงและไม่ขึ้นอยู่กับความรู้สึกใครหรือศิลปินคนไหน กลุ่มนี้มีความเชื่ออีกว่า สุนทรียธาตุมีอยู่จริง แม้ว่าเราจะเข้าถึงมันไม่ได้ก็ตาม แต่มันก็มีอยู่จริง และด้วยเหตุผลนี้ การที่เราตัดสินศิลปะออกมาไม่เหมือนกันก็เพราะเราแต่ละคนไม่สามารถเข้าถึงสุนทรียธาติที่แท้จริงได้หรือตัวจริงมาตรฐานนั่นเอง การที่เราจะเข้าถึงเกณฑ์มาตรฐานนี้ได้นั้น เราจำเป็นต้องฝึกพัฒนาจิตให้สมบูรณ์จนสามารถเห็นความงามมาตรฐานได้ บางคนอาจทำสมาธิ บางคนอาจฝึกฝนทางศิลปะจนชำนาญ เป็นต้น

    นักสุนทรียศาสตร์ในกลุ่มนี้ที่สำคัญ ได้แก่ พลาโต ( Plato ) อริสโตเติล ( Aristotle ) และเฮเกล ( Hegel ) เป็นต้น



    3. กลุ่มที่เชื่อว่า หลักเกณฑ์ในการตัดสินสุนทรียศาสตร์นั้นเปลี่ยนแปลงไปตามสภาวะแวดล้อม

    เรียกเกณฑ์ตัดสินนี้ว่า “ สัมพัทธนิยม ” ( Relativism ) เป็นกลุ่มที่มีแนวคิดคล้ายกับกลุ่มอัตนัยนิยม แต่ต่างกันตรงที่กลุ่มสัมพัทธนิยมนั้นมีความเชื่อว่า กฎเกณฑ์ตัดสินทางสุนทรียศาสตร์นั้นขึ้นอยู่กับสภาวะแวดล้อม วัฒนธรรมของแต่ละท้องถิ่น หรือขึ้นอยู่กับสภาพภูมิประเทศ ตลอดจนดิน ฟ้า อากาศของแต่ละพื้นที่ โดยไม่ขึ้นอยู่กับตัวผู้วิจารณ์ เพราะผู้วิจารณ์จะต้องวางตัวเป็นกลางและต้องสำนึกอยู่ในใจเสมอว่า ตนเองเป็นเพียงส่วนหนึ่งของสังคม ดังนี้แล้ว เกณฑ์ตัดสินทางสุนทรียศาสตร์จึงเปลี่ยนแปลงไปตามสังคมบ้าง ตามสภาพของภูมิอากาศ ภูมิประเทศนั้น ๆ บ้าง แล้วแต่สภาวะแวดล้อมจะพาไป นั่นเอง

    นักสุนทรียศาสตร์ในกลุ่มนี้ที่สำคัญ ได้แก่ ซานตายานา ( Santayana ) และแซมมวล อาเล็กซันเดอร์ ( Samuel Alexander ) เป็นต้น

    ที่มา : วนิดา ขำเขียว. สุนทรียศาสตร์. กรุงเทพฯ : พรานนกการพิมพ์, 2543.

    http://ecurriculum.mv.ac.th/library2/religion/philosophy/philosophy_aesthetics.htm


    ชื่อ นางสาวพัชรี ภูมิประหมัน
    รหัส 51142210049
    นักศึกษาแพทย์แผนไทยประยุกต์

    ตอบลบ
  74. เกณฑ์ตัดสินทางสุนทรียศาสตร์ คืออะไร ?
    การตัดสินทางสุนทรียศาสตร์ คือ การที่เราใช้จิตแสดงปฏิกิริยาต่อสภาพการณ์ในสิ่งแวดล้อม หรือการที่จิตประเมินค่าวัตถุที่มีคุณค่า ที่เร้าให้เกิดความรู้สึกภายในจิตใจ แม้ว่าความงามจะขึ้นอยู่กับจิต แต่ก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเลือกตามใจชอบ หากแต่ต้องขึ้นอยู่กับคุณค่าที่มีอยู่ในวัตถุนั้น ๆ ด้วย
    มุมมองทางความคิดของแต่ละคนนั้นมีความแตกต่างกัน หลากหลายออกไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับบุคคลนั้น ๆ ว่าใช้อะไรเป็นหลักในการตัดสินสิ่งต่าง ๆ และการตัดสินทางสุนทรียศาสตร์ก็สามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มแนวคิด ดังนี้
    1. กลุ่มที่ใช้ตนเองเป็นตัวตัดสิน
    เรียกเกณฑ์ตัดสินนี้ว่า “ อัตนัยนิยม ” ( Subjectivism ) เป็นกลุ่มที่เชื่อว่า ความรู้ ความจริงและความดีงามทั้งหลายล้วนเป็นสิ่งที่ไม่มีความจริงในตัวเอง หากแต่เป็นเพียงสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นมาเท่านั้น ดังนั้น กฎเกณฑ์ในทางความรู้ ความจริงและความดีงามนี้จึงไม่มีอยู่จริง มนุษย์เท่านั้นที่มีอยู่จริงและจะเป็นตัวตัดสิน พร้อมทั้งเป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ขึ้นมา มนุษย์แต่ละคนต่างมีมาตรวัดความจริงต่างกันออกไปโดยไม่ขึ้นอยู่กับใครหรือสิ่งใด เกณฑ์การตัดสินแบบนี้สามารถทำให้เราเกิดความเชื่อมั่นในตัวเองได้ แต่หากความรู้สึกเชื่อมั่นนี้มีมากจนเกินไปอาจจะส่งผลทำให้เราเป็นผู้ที่เห็นแก่ตัว เอาแต่ใจตัวเอง ไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น ซึ่งจะส่งผลต่อไปคือ ทำให้เรามีโลกทัศน์ที่แคบ และเดียวดายในโลกกว้างนี้
    นักสุนทรียศาสตร์ในกลุ่มนี้ที่สำคัญ ได้แก่ กลุ่มโซฟิสต์ ( Sophist ) ฮอบส์ ( Hobbes ) และออร์เตกา ( Ortega ) เป็นต้น
    2. กลุ่มที่เชื่อว่า มีหลักเกณฑ์ที่ตายตัวที่จะใช้ตัดสินได้
    เรียกเกณฑ์ตัดสินนี้ว่า “ ปรนัยนิยม ” ( Objectivism ) เป็นกลุ่มที่เชื่อว่า มีเกณฑ์มาตรฐานตายตัวแน่นอนในทางศิลปะ ซึ่งสามารถนำไปตัดสินผลงานได้ในทุกสมัย เกณฑ์มาตรฐานนี้ไม่มีการเปลี่ยนแปลงและไม่ขึ้นอยู่กับความรู้สึกใครหรือศิลปินคนไหน กลุ่มนี้มีความเชื่ออีกว่า สุนทรียธาตุมีอยู่จริง แม้ว่าเราจะเข้าถึงมันไม่ได้ก็ตาม แต่มันก็มีอยู่จริง และด้วยเหตุผลนี้ การที่เราตัดสินศิลปะออกมาไม่เหมือนกันก็เพราะเราแต่ละคนไม่สามารถเข้าถึงสุนทรียธาติที่แท้จริงได้หรือตัวจริงมาตรฐานนั่นเอง การที่เราจะเข้าถึงเกณฑ์มาตรฐานนี้ได้นั้น เราจำเป็นต้องฝึกพัฒนาจิตให้สมบูรณ์จนสามารถเห็นความงามมาตรฐานได้ บางคนอาจทำสมาธิ บางคนอาจฝึกฝนทางศิลปะจนชำนาญ เป็นต้น
    นักสุนทรียศาสตร์ในกลุ่มนี้ที่สำคัญ ได้แก่ พลาโต ( Plato ) อริสโตเติล ( Aristotle ) และเฮเกล ( Hegel ) เป็นต้น
    3. กลุ่มที่เชื่อว่า หลักเกณฑ์ในการตัดสินสุนทรียศาสตร์นั้นเปลี่ยนแปลงไปตามสภาวะแวดล้อม
    เรียกเกณฑ์ตัดสินนี้ว่า “ สัมพัทธนิยม ” ( Relativism ) เป็นกลุ่มที่มีแนวคิดคล้ายกับกลุ่มอัตนัยนิยม แต่ต่างกันตรงที่กลุ่มสัมพัทธนิยมนั้นมีความเชื่อว่า กฎเกณฑ์ตัดสินทางสุนทรียศาสตร์นั้นขึ้นอยู่กับสภาวะแวดล้อม วัฒนธรรมของแต่ละท้องถิ่น หรือขึ้นอยู่กับสภาพภูมิประเทศ ตลอดจนดิน ฟ้า อากาศของแต่ละพื้นที่ โดยไม่ขึ้นอยู่กับตัวผู้วิจารณ์ เพราะผู้วิจารณ์จะต้องวางตัวเป็นกลางและต้องสำนึกอยู่ในใจเสมอว่า ตนเองเป็นเพียงส่วนหนึ่งของสังคม ดังนี้แล้ว เกณฑ์ตัดสินทางสุนทรียศาสตร์จึงเปลี่ยนแปลงไปตามสังคมบ้าง ตามสภาพของภูมิอากาศ ภูมิประเทศนั้น ๆ บ้าง แล้วแต่สภาวะแวดล้อมจะพาไป นั่นเอง
    นักสุนทรียศาสตร์ในกลุ่มนี้ที่สำคัญ ได้แก่ ซานตายานา ( Santayana ) และแซมมวล อาเล็กซันเดอร์ ( Samuel Alexander ) เป็นต้น
    :h07:
    ที่มา : วนิดา ขำเขียว. สุนทรียศาสตร์. กรุงเทพฯ : พรานนกการพิมพ์, 2543.

    ยกตัวอย่าง

    ดิฉันคิดว่าการที่ได้ช่วยเหลือเพื่อนเมื่อเพื่อนมีปัญหานั้นเป็นสิ่งที่สวยงาม
    เพราะเราช่วยไปนั้นโดยที่เราไม่ได้หวังผลอะไรทั้งนั้นอาจมีบ้างที่เมื่อเรามีปัญหาแล้วเพื่อนก็จะยื่นมือมาช่วยเรามันเป็นความงานที่ดิฉันคิดว่างามทั้งภายนอกและจิตใจ

    นางสาวปรารถนา แซ่เลียก

    รหัสนักศึกษา51142210003

    สาขาแพทย์แผนไทยประยุกต์

    คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

    ตอบลบ
  75. สวัสดีคับอาจารย์
    ผมเข้ามาส่งงาน
    "เกณฑ์ตัดสินความงามตามหลักสุนทรียศาสตร์เป็นอย่างไร จงิธิบายพร้อมยกตัวอย่าง"

    เกณฑ์ตัดสินทางสุนทรียศาสตร์ คืออะไร ?

    การตัดสินทางสุนทรียศาสตร์ คือ การที่เราใช้จิตแสดงปฏิกิริยาต่อสภาพการณ์ในสิ่งแวดล้อม หรือการที่จิตประเมินค่าวัตถุที่มีคุณค่า ที่เร้าให้เกิดความรู้สึกภายในจิตใจ แม้ว่าความงามจะขึ้นอยู่กับจิต แต่ก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเลือกตามใจชอบ หากแต่ต้องขึ้นอยู่กับคุณค่าที่มีอยู่ในวัตถุนั้น ๆ ด้วย

    มุมมองทางความคิดของแต่ละคนนั้นมีความแตกต่างกัน หลากหลายออกไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับบุคคลนั้น ๆ ว่าใช้อะไรเป็นหลักในการตัดสินสิ่งต่าง ๆ และการตัดสินทางสุนทรียศาสตร์ก็สามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มแนวคิด ดังนี้

    1. กลุ่มที่ใช้ตนเองเป็นตัวตัดสิน

    เรียกเกณฑ์ตัดสินนี้ว่า “ อัตนัยนิยม ” ( Subjectivism ) เป็นกลุ่มที่เชื่อว่า ความรู้ ความจริงและความดีงามทั้งหลายล้วนเป็นสิ่งที่ไม่มีความจริงในตัวเอง หากแต่เป็นเพียงสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นมาเท่านั้น ดังนั้น กฎเกณฑ์ในทางความรู้ ความจริงและความดีงามนี้จึงไม่มีอยู่จริง มนุษย์เท่านั้นที่มีอยู่จริงและจะเป็นตัวตัดสิน พร้อมทั้งเป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ขึ้นมา มนุษย์แต่ละคนต่างมีมาตรวัดความจริงต่างกันออกไปโดยไม่ขึ้นอยู่กับใครหรือสิ่งใด เกณฑ์การตัดสินแบบนี้สามารถทำให้เราเกิดความเชื่อมั่นในตัวเองได้ แต่หากความรู้สึกเชื่อมั่นนี้มีมากจนเกินไปอาจจะส่งผลทำให้เราเป็นผู้ที่เห็นแก่ตัว เอาแต่ใจตัวเอง ไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น ซึ่งจะส่งผลต่อไปคือ ทำให้เรามีโลกทัศน์ที่แคบ และเดียวดายในโลกกว้างนี้

    นักสุนทรียศาสตร์ในกลุ่มนี้ที่สำคัญ ได้แก่ กลุ่มโซฟิสต์ ( Sophist ) ฮอบส์ ( Hobbes ) และออร์เตกา ( Ortega ) เป็นต้น

    2. กลุ่มที่เชื่อว่า มีหลักเกณฑ์ที่ตายตัวที่จะใช้ตัดสินได้

    เรียกเกณฑ์ตัดสินนี้ว่า “ ปรนัยนิยม ” ( Objectivism ) เป็นกลุ่มที่เชื่อว่า มีเกณฑ์มาตรฐานตายตัวแน่นอนในทางศิลปะ ซึ่งสามารถนำไปตัดสินผลงานได้ในทุกสมัย เกณฑ์มาตรฐานนี้ไม่มีการเปลี่ยนแปลงและไม่ขึ้นอยู่กับความรู้สึกใครหรือศิลปินคนไหน กลุ่มนี้มีความเชื่ออีกว่า สุนทรียธาตุมีอยู่จริง แม้ว่าเราจะเข้าถึงมันไม่ได้ก็ตาม แต่มันก็มีอยู่จริง และด้วยเหตุผลนี้ การที่เราตัดสินศิลปะออกมาไม่เหมือนกันก็เพราะเราแต่ละคนไม่สามารถเข้าถึงสุนทรียธาติที่แท้จริงได้หรือตัวจริงมาตรฐานนั่นเอง การที่เราจะเข้าถึงเกณฑ์มาตรฐานนี้ได้นั้น เราจำเป็นต้องฝึกพัฒนาจิตให้สมบูรณ์จนสามารถเห็นความงามมาตรฐานได้ บางคนอาจทำสมาธิ บางคนอาจฝึกฝนทางศิลปะจนชำนาญ เป็นต้น

    นักสุนทรียศาสตร์ในกลุ่มนี้ที่สำคัญ ได้แก่ พลาโต ( Plato ) อริสโตเติล ( Aristotle ) และเฮเกล ( Hegel ) เป็นต้น

    3. กลุ่มที่เชื่อว่า หลักเกณฑ์ในการตัดสินสุนทรียศาสตร์นั้นเปลี่ยนแปลงไปตามสภาวะแวดล้อม

    เรียกเกณฑ์ตัดสินนี้ว่า “ สัมพัทธนิยม ” ( Relativism ) เป็นกลุ่มที่มีแนวคิดคล้ายกับกลุ่มอัตนัยนิยม แต่ต่างกันตรงที่กลุ่มสัมพัทธนิยมนั้นมีความเชื่อว่า กฎเกณฑ์ตัดสินทางสุนทรียศาสตร์นั้นขึ้นอยู่กับสภาวะแวดล้อม วัฒนธรรมของแต่ละท้องถิ่น หรือขึ้นอยู่กับสภาพภูมิประเทศ ตลอดจนดิน ฟ้า อากาศของแต่ละพื้นที่ โดยไม่ขึ้นอยู่กับตัวผู้วิจารณ์ เพราะผู้วิจารณ์จะต้องวางตัวเป็นกลางและต้องสำนึกอยู่ในใจเสมอว่า ตนเองเป็นเพียงส่วนหนึ่งของสังคม ดังนี้แล้ว เกณฑ์ตัดสินทางสุนทรียศาสตร์จึงเปลี่ยนแปลงไปตามสังคมบ้าง ตามสภาพของภูมิอากาศ ภูมิประเทศนั้น ๆ บ้าง แล้วแต่สภาวะแวดล้อมจะพาไป นั่นเอง

    นักสุนทรียศาสตร์ในกลุ่มนี้ที่สำคัญ ได้แก่ ซานตายานา ( Santayana ) และแซมมวล อาเล็กซันเดอร์ ( Samuel Alexander ) เป็นต้น

    ที่มา http://photo.lannaphotoclub.com/index.php?topic=2075.0

    จากข้อความข้างต้นอธิบายได้ว่า
    1. กลุ่มที่ใช้ตัวเองเป็นตัวตัดสิน คือ สุนทรียศาสตร์เป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น มนุษย์เป็นผู้กำหนดเกณฑ์ของสุนทรียศาสตร์
    ตัวอย่างเช่น การแต่งการที่ตนเองคิดว่าสวยแต่ไม่เหมาะกับสถานที่ เช่น การแต่งกายในสถานศึกษา ไม่ควรใส่กระโปรงที่สั้นจนเกนไป และไม่ควรใส่เสื้อรัดรูป
    2.กลุ่มที่เชื่อว่าสุนทรียศาสตร์มีหลักเกณฑ์ที่ตายตัว และไม่เปลี่ยนแปลง
    ตัวอย่างเช่น การประกวดดาวเดือน ผู้ชนะจะต้องหน้าตาดีมีความสามารถ
    3.กลุ่มที่คิดว่าสุนทรียศาสตร์เปลียนแปลงตามสภาพแวดล้อม วัฒนธรรมแต่ละท้องถิ่น
    ตัวอย่างเช่น เรื่องของการแต่งกาย ผู้ที่อยู่ในประเทศร้อนจะใส่เสื้อผ้าที่ระบายความร้อน แต่ผู้ที่อยู่ในประเทศที่มีอากาศเย็น จะใส่เสื้อผ้าที่หนาเพื่อให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย

    นายณัฐพงศ์ พิมพ์ไสย์
    รหัส 51142210047
    นักศึกษาสาขาการแพทย์แผนไทยประยุกต์

    ตอบลบ
  76. กราบสวัสดีอาจารย์ศิริมาลย์ ที่เคารพ
    การตัดสินทางสุนทรียศาสตร์ คือ การที่เราใช้จิตแสดงปฏิกิริยาต่อสภาพการณ์ในสิ่งแวดล้อม หรือการที่จิตประเมินค่าวัตถุที่มีคุณค่า ที่เร้าให้เกิดความรู้สึกภายในจิตใจ แม้ว่าความงามจะขึ้นอยู่กับจิต แต่ก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเลือกตามใจชอบ หากแต่ต้องขึ้นอยู่กับคุณค่าที่มีอยู่ในวัตถุนั้น ๆ ด้วย

    มุมมองทางความคิดของแต่ละคนนั้นมีความแตกต่างกัน หลากหลายออกไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับบุคคลนั้น ๆ ว่าใช้อะไรเป็นหลักในการตัดสินสิ่งต่าง ๆ และการตัดสินทางสุนทรียศาสตร์ก็สามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มแนวคิด ดังนี้

    1. กลุ่มที่ใช้ตนเองเป็นตัวตัดสิน
    เรียกเกณฑ์ตัดสินนี้ว่า “ อัตนัยนิยม ” ( Subjectivism ) เป็นกลุ่มที่เชื่อว่า ความรู้ ความจริงและความดีงามทั้งหลายล้วนเป็นสิ่งที่ไม่มีความจริงในตัวเอง หากแต่เป็นเพียงสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นมาเท่านั้น ดังนั้น กฎเกณฑ์ในทางความรู้ ความจริงและความดีงามนี้จึงไม่มีอยู่จริง มนุษย์เท่านั้นที่มีอยู่จริงและจะเป็นตัวตัดสิน พร้อมทั้งเป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ขึ้นมา มนุษย์แต่ละคนต่างมีมาตรวัดความจริงต่างกันออกไปโดยไม่ขึ้นอยู่กับใครหรือสิ่งใด เกณฑ์การตัดสินแบบนี้สามารถทำให้เราเกิดความเชื่อมั่นในตัวเองได้ แต่หากความรู้สึกเชื่อมั่นนี้มีมากจนเกินไปอาจจะส่งผลทำให้เราเป็นผู้ที่เห็นแก่ตัว เอาแต่ใจตัวเอง ไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น ซึ่งจะส่งผลต่อไปคือ ทำให้เรามีโลกทัศน์ที่แคบ และเดียวดายในโลกกว้างนี้

    2. กลุ่มที่เชื่อว่า มีหลักเกณฑ์ที่ตายตัวที่จะใช้ตัดสินได้

    เรียกเกณฑ์ตัดสินนี้ว่า “ ปรนัยนิยม ” ( Objectivism ) เป็นกลุ่มที่เชื่อว่า มีเกณฑ์มาตรฐานตายตัวแน่นอนในทางศิลปะ ซึ่งสามารถนำไปตัดสินผลงานได้ในทุกสมัย เกณฑ์มาตรฐานนี้ไม่มีการเปลี่ยนแปลงและไม่ขึ้นอยู่กับความรู้สึกใครหรือศิลปินคนไหน กลุ่มนี้มีความเชื่ออีกว่า สุนทรียธาตุมีอยู่จริง แม้ว่าเราจะเข้าถึงมันไม่ได้ก็ตาม แต่มันก็มีอยู่จริง และด้วยเหตุผลนี้ การที่เราตัดสินศิลปะออกมาไม่เหมือนกันก็เพราะเราแต่ละคนไม่สามารถเข้าถึงสุนทรียธาติที่แท้จริงได้หรือตัวจริงมาตรฐานนั่นเอง การที่เราจะเข้าถึงเกณฑ์มาตรฐานนี้ได้นั้น เราจำเป็นต้องฝึกพัฒนาจิตให้สมบูรณ์จนสามารถเห็นความงามมาตรฐานได้ บางคนอาจทำสมาธิ บางคนอาจฝึกฝนทางศิลปะจนชำนาญ เป็นต้น

    3. กลุ่มที่เชื่อว่า หลักเกณฑ์ในการตัดสินสุนทรียศาสตร์นั้นเปลี่ยนแปลงไปตามสภาวะแวดล้อม
    เรียกเกณฑ์ตัดสินนี้ว่า “ สัมพัทธนิยม ” ( Relativism ) เป็นกลุ่มที่มีแนวคิดคล้ายกับกลุ่มอัตนัยนิยม แต่ต่างกันตรงที่กลุ่มสัมพัทธนิยมนั้นมีความเชื่อว่า กฎเกณฑ์ตัดสินทางสุนทรียศาสตร์นั้นขึ้นอยู่กับสภาวะแวดล้อม วัฒนธรรมของแต่ละท้องถิ่น หรือขึ้นอยู่กับสภาพภูมิประเทศ ตลอดจนดิน ฟ้า อากาศของแต่ละพื้นที่ โดยไม่ขึ้นอยู่กับตัวผู้วิจารณ์ เพราะผู้วิจารณ์จะต้องวางตัวเป็นกลางและต้องสำนึกอยู่ในใจเสมอว่า ตนเองเป็นเพียงส่วนหนึ่งของสังคม ดังนี้แล้ว เกณฑ์ตัดสินทางสุนทรียศาสตร์จึงเปลี่ยนแปลงไปตามสังคมบ้าง ตามสภาพของภูมิอากาศ ภูมิประเทศนั้น ๆ บ้าง แล้วแต่สภาวะแวดล้อมจะพาไป นั่นเอง

    ยกตัวอย่างเช่น
    -การที่เราใส่กระโปรงสั้นมาเรียนถือเป็นสิ่งที่เรามองว่าสวยถึงคนอื่นจะมองว่าไม่สวยแต่เป็นความพอใจของเรา
    -การตัดสินผลงานศิลปะแน่นอนผู้ที่มีลายเส้นวาดที่สวยงามก็ต้องคือผุ้ชนะ
    -ด้วยสภาวะแวดล้อมของแต่ละประเทศมีความแตกต่างกันดังนั้นความคิดในการเลือกเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายก็เเตกต่างกันไปด้วย
    โดย
    น.ส.ธารทิพย์ ติเยาว์
    รหัส51142210057
    สาขาการแพทย์แผนไทยประยุกต์

    ตอบลบ
  77. สวัสดีคร้าอาจารย์

    ทานข้าวยังคร้า

    รักษาสุขภาพด้วย

    คำถามที่ 2
    เกณฑ์ตัดสินความงามทางสุนทรียศาสตร์ คืออะไร ? จงอธิบาย พร้อมยกตัวอย่าง

    จากการศึกษาวิเคราะห์ทำให้พบว่า ทฤษฎีสุนทรียศาสตร์ในตะวันตกกับพุทธปรัชญาเถรวาทมีความแตกต่างกันใน ๒ ประเด็นหลัก คือ ประเด็นแรก เรื่องความมีอยู่ของความงามในประเด็นนี้ ทฤษฎีสุนทรียศาสตร์ตะวันตกอธิบายไปใน ๓ แนวทางตามพื้นฐานอภิปรัชญาได้แก่
    (๑) แนวคิดแบบวัตถุนิยมหรือสสารนิยม ซึ่งมีทรรศนะว่า สิ่งที่มีอยู่จริง คือ วัตถุเท่านั้น
    (๒) แนวคิดแบบจิตนิยม มีทรรศนะว่า สิ่งที่มีอยู่จริงคือเท่านั้น
    (๓) แนวคิดแบบทวินิยม มีทรรศนะว่า ทั้งวัตถุหรือสสารและจิตรเป็นสิ่งที่มีอยู่จริง ขณะที่พุทธปรัชยาเถรวาท มีพื้นฐานแนวคิดทางอภิปรัชญา ที่แตกต่างกับแนวคิดแบบวัตถุนิยมและจิตนิยม เพราะพุทธปรัชญาเถรวาทมิได้มีแนวคิดแบบสุดโต่งไปด้านใดด้านหนึ่ง และมีลักษณะบางอย่างคล้ายกับทวินิยม แต่ก็แตกต่างกับทวินิยมแบบตะวันตก เพราะว่าพุทธปรัชญาเถรวาท มีทรรศนะเกี่ยวกับการมีอยู่ของจิตและสสารวัตถุบนพื้นฐานของหลักไตรลักษณ์ และหลักอิทิปปัจจยตา หรือปฏิจจสมุปบาท
    ประเด็นที่สอง เรื่องเกณฑ์การตัดสินคุณค่าของความงามในประเด็นนี้ สุนทรียศาสตร์ตะวันตกได้เสนอทฤษฎีในการตัดสินคุณค่าของความงาม ๓ ทฤษฎี ได้แก่
    (๑) ทฤษฎีอัตวิสัยหรือจิตวิสัย มีทรรศนะว่า ความงามขึ้นอยู่กับจิต (๒) ทฤษฎีปรวิสัยหรือวัตถุวิสัย มีทรรศนะว่าความงามมีอยู่ที่วัตถุ โดยเป็นอิสระจากจิต
    (๓) ทฤษฎีสัมพัทธวิสัย มีทรรศนะว่า ความงามเกิดจากความสัมพันธ์ระหว่างจิตกับวัตถุ ในขณะที่พุทธสุนทรียศาสตร์ มีเกณฑ์การตัดสินคุณค่าของความงามสามารถกระทำได้ในสองระดับ ก็คือในระดับสมมติสัจจะ และปรมัตถสัจจะหรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ พุทธสุนทรียศาสตร์พิจารณาความงามมี ๒ ระดับ ประกอบไปด้วย
    (๑) ความงามภายนอกคือ เป็นความงามของรูปธรรม อาทิ ความงามของรูป ความงามของวัตถุต่างๆ
    (๒) ความงามภายในคือ เป็นความงามที่เกี่ยวกับเรื่องนามธรรม อาทิ ความงามของจิตใจที่ประกอบด้วยกุศลธรรมต่างๆ อีกประการหนึ่ง พุทธปรัชญาเถรวาท ให้พิจารณาคุรค่าของความงามเป็น ๒ ลักษณะ คือ คุณค่าเทียม หมายถึงคุณค่าของความงามอันเกี่ยวข้องกับตัณหาหรือสนองตัณหา ส่วนคุณค่าแท้หมายถึงคุณค่าของความงามที่เกี่ยวข้องกับปัญญา หรือการสนองปัญญา

    ผลการวิเคราะห์ ทำให้เห็นว่า การใช้ทฤษฎีสุนทรียศาสตร์ทางตะวันตกพิจารณาความงามของพระพุทธรูปนั้น สามารถกระทำได้ในระดับสมมติสัจจะ หรือ ความงามในเชิงรูปธรรมเท่านั้น เนื่องจากการที่จะสามารถเข้าใจพุทธศิลป์ กรณีพระพุทธรูปได้อย่างถ่องแท้นั้น จะต้องผ่านการอธิบาย ภายในกรอบของพุทธสุนทรียศาสตร์ที่พิจารณาความงาม โดยเน้นมิติทางจริยธรรมแบบพุทธเป็นหลักสำคัญด้วย และการใช้กรอบทางพุทธสุนทรียศาสตร์วิเคราะห์ความงามของพระพุทธรูป ๒ องค์ ในสมัยอยุธยา ก็คือ พระพุทธโลกนาถฯ และพระพุทธนิมิตวิชิตมารโมลีศรีสรรเพชญ์ฯ ทำให้ได้ข้อสรุปว่า ถ้าใช้เกณฑ์การตัดสินความงามแบบสมมติสัจจะตัดสินความงาม ระหว่างพระพุทธรูปสมัยสุโขทัยและสมัยอยุธยา เราก็มิอาจตัดสินได้ว่า สมัยใดงามกว่ากัน เนื่องจากแต่ละสมัยมีเกณฑ์การสร้างพระพุทธรูปที่ต่างกัน ดังนั้น เราจึงไม่ควรที่จะใช้เกณฑ์ของสมัยหนึ่งมาตัดสินอีกสมัยหนึ่ง แต่ถ้าใช้เกณฑ์การตัดสินความแบบปรมัตถสัจจะ เป็นเกณฑ์ตัดสินความงามของทั้งสองสมัยนั้น ก็จะทำให้เป็นที่เข้าใจได้ว่า พระพุทธรูปทั้งสองสมัยนั้น มีความงามเท่าเทียมกัน เนื่องจากมีความงามในเชิงศีลธรรมอันประกอบด้วย พระวิสุทธิคุณ พระปัญญาคุณ และ พระมหากรุณาธิคุณ


    ที่มา webmaster@mcu.ac.th

    ดิฉันนางสาวลินดา คำลอย

    รหัส 51142210035

    นักศึกษาแพทย์แผนไทยประยุกต์

    ตอบลบ
  78. สวัสดีครับตอบคำถามครับเกณฑ์การตัดสินความงามตามหลักสุนทรียศาสตร์เป็นอย่างไร?
    การตัดสินทางสุนทรียศาสตร์ คือ การที่เราใช้จิตแสดงปฏิกิริยาต่อสภาพการณ์ในสิ่งแวดล้อม หรือการที่จิตประเมินค่าวัตถุที่มีคุณค่า ที่เร้าให้เกิดความรู้สึกภายในจิตใจ แม้ว่าความงามจะขึ้นอยู่กับจิต แต่ก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเลือกตามใจชอบ หากแต่ต้องขึ้นอยู่กับคุณค่าที่มีอยู่ในวัตถุนั้น ๆ ด้วย
    1.กลุ่มที่ใช้ตนเองเป็นตัวตัดสินเรียกเกณฑ์ตัดสินนี้ว่า “ อัตนัยนิยม ” ( Subjectivism )มนุษย์เท่านั้นที่มีอยู่จริงและจะเป็นตัวตัดสิน พร้อมทั้งเป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ขึ้นมาแต่ละคนต่างมีมาตรวัดความจริงต่างกันออกไปโดยไม่ขึ้นอยู่กับใครหรือสิ่งใดทำให้เราเกิดความเชื่อมั่นในตัวเองได้มีมากจนเกินไปอาจจะส่งผลทำให้เราเป็นผู้ที่เห็นแก่ตัว เอาแต่ใจตัวเอง ไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น ซึ่งจะส่งผลต่อไปคือ ทำให้เรามีโลกทัศน์ที่แคบ และเดียวดายในโลกกว้างนี้
    ตัวอย่าง เช่น สุชาวดีแต่งตัวไปวัด แต่งแบบนุ่งน้อยห่มน้อย เธอคิดว่าเธอสวยในแบบของเธอเองแล้วก็มั่นใจอีกด้วย เพื่อนๆบอกว่าการแต่งกายแบบนี้ไม่เหมาะสม แต่เธอก็ไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นของเพื่อน เธอก็เข้าวัดด้วยชุดนั้น พอเธอเดินเข้าไปในวัด คนที่อยู่ในวัดมองเธอโดยสายตาที่ไม่ค่อยจะเป็นมิตรด้วยเท่าไร่ เพราะทุกคนรู้ว่าเธอแต่งกายและวางตัวไม่เหมาะสม เธอจึงอยู่ร่วมกับสังคมในตอนนั้นด้วยความที่เดียวดายนั่นเอง

    2. กลุ่มที่เชื่อว่า มีหลักเกณฑ์ที่ตายตัวที่จะใช้ตัดสินได้เรียกเกณฑ์ตัดสินนี้ว่า “ ปรนัยนิยม ” ( Objectivism )มีเกณฑ์มาตรฐานตายตัวแน่นอนในทางศิลปะ ซึ่งสามารถนำไปตัดสินผลงานได้ในทุกสมัย เกณฑ์มาตรฐานนี้ไม่มีการเปลี่ยนแปลงและไม่ขึ้นอยู่กับความรู้สึกใครหรือศิลปินคนไหนการที่เราจะเข้าถึงเกณฑ์มาตรฐานนี้ได้นั้น เราจำเป็นต้องฝึกพัฒนาจิตให้สมบูรณ์จนสามารถเห็นความงามมาตรฐานได้ บางคนอาจทำสมาธิ บางคนอาจฝึกฝนทางศิลปะจนชำนาญ
    ตัวอย่าง เช่น นายมานิตย์ เข้าประกวดการวาดภาพ ธรรมชาติ เกณฑ์ที่ใช้ในการตัดสิน คือเกณฑ์มาตรฐานเดียวกัน ก่อนการประกวดมานิตย์ก็ทำการฝึกฝนบ่อยๆ เพื่อให้เกิดความชำนาญ และฝึกประสบการณ์และก็ก่อนที่จะทำการประกวดซัก 5-10 นาที เขาก็นั่งทำสมาธิ เพื่อให้ตนมีสติในการวาดภาพแสดงผลงานให้ออกมาใกล้เคียงกับมาตรฐานที่วางไว้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ และคนที่จะชนะนั้ต้องสวยงามตามเกณฑ์


    3. กลุ่มที่เชื่อว่า หลักเกณฑ์ในการตัดสินสุนทรียศาสตร์นั้นเปลี่ยนแปลงไปตามสภาวะแวดล้อมเรียกเกณฑ์ตัดสินนี้ว่า “ สัมพัทธนิยม ” ( Relativism )กฎเกณฑ์ตัดสินทางสุนทรียศาสตร์นั้นขึ้นอยู่กับสภาวะแวดล้อม วัฒนธรรมของแต่ละท้องถิ่น หรือขึ้นอยู่กับสภาพภูมิประเทศ ตลอดจนดิน ฟ้า อากาศของแต่ละพื้นที่ โดยไม่ขึ้นอยู่กับตัวผู้วิจารณ์ เพราะผู้วิจารณ์จะต้องวางตัวเป็นกลางและต้องสำนึกอยู่ในใจเสมอว่า ตนเองเป็นเพียงส่วนหนึ่งของสังคม
    ตัวอย่าง เช่น อาจารย์ วรรนา เป้นผู้ตัดสิน การจัดสวนกระเช้าแห้งชื้น มีคนเข้าร่วมแข่งขัน 10 คน อาจารย์ใชการตัดสินโดยวางตัวเป็นกลางไม่ลำเอียงด้วยความชอบส่วนตัวแต่จะดูตามเกณฑ์ที่วางไว้ว่าตัวไหผนเหมือนสภาพแวดล้อมภูมิอากาศจริง และวางพืชได้ลงตัวสวยงามมากที่สุด

    อ้างอิง http://www.etcfoto.com/forum/index.php?topic=1483.0;wap2
    นายพงศกร อินทร์เอี่ยม รหัส 51142210004 แพทย์แผนไทยประยุกต์ครับ

    ตอบลบ
  79. สวัสดีอีกครั้งค่ะ /ชิ้นใหม่จัดระเบียบใหม่
    คำถาม :เกณฑ์การตัดสินความงามในสุนทรียศาสตร์ คืออะไร จงอธิบาย พร้อมยกตัอย่าง
    คำตอบ: ความงามอาจเป็นสิ่งลึกซึ้งที่มีอยู่ในทุกสิ่ง อาจจะเป็นสิ่งบริสุทธิ์ที่ปราศจากการปรุงแต่ง หรืออาจจะเป็นคุณสมบัติในทางศีลธรรม หรือสิ่งที่โน้มน้าวใจให้เกิดความรู้สึกซาบซึ้ง ปลาบปลื้ม ความงามอาจมีอยู่รอบๆ ตัวเรา ทั้งสิ่งที่มนุษย์เราสร้างขึ้นมาเอง ทั้งสิ่งที่เกิดโดยธรรมชาติ
    การตัดสินทางสุนทรียศาสตร์ คือ การที่เราใช้จิตแสดงปฏิกิริยาต่อสภาพการณ์ในสิ่งแวดล้อม หรือการที่จิตประเมินค่าวัตถุที่มีคุณค่า ที่เร้าให้เกิดความรู้สึกภายในจิตใจ แม้ว่าความงามจะขึ้นอยู่กับจิต แต่ก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเลือกตามใจชอบ หากแต่ต้องขึ้นอยู่กับคุณค่าที่มีอยู่ในวัตถุนั้น ๆ ด้วย

    มุมมองทางความคิดของแต่ละคนนั้นมีความแตกต่างกัน หลากหลายออกไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับบุคคลนั้น ๆ ว่าใช้อะไรเป็นหลักในการตัดสินสิ่งต่าง ๆ และการตัดสินทางสุนทรียศาสตร์ก็สามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มแนวคิด ดังนี้

    1. กลุ่มที่ใช้ตนเองเป็นตัวตัดสิน

    เรียกเกณฑ์ตัดสินนี้ว่า “ อัตนัยนิยม ” ( Subjectivism ) เป็นกลุ่มที่เชื่อว่า ความรู้ ความจริงและความดีงามทั้งหลายล้วนเป็นสิ่งที่ไม่มีความจริงในตัวเอง หากแต่เป็นเพียงสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นมาเท่านั้น ดังนั้น กฎเกณฑ์ในทางความรู้ ความจริงและความดีงามนี้จึงไม่มีอยู่จริง มนุษย์เท่านั้นที่มีอยู่จริงและจะเป็นตัวตัดสิน พร้อมทั้งเป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ขึ้นมา มนุษย์แต่ละคนต่างมีมาตรวัดความจริงต่างกันออกไปโดยไม่ขึ้นอยู่กับใครหรือสิ่งใด เกณฑ์การตัดสินแบบนี้สามารถทำให้เราเกิดความเชื่อมั่นในตัวเองได้ แต่หากความรู้สึกเชื่อมั่นนี้มีมากจนเกินไปอาจจะส่งผลทำให้เราเป็นผู้ที่เห็นแก่ตัว เอาแต่ใจตัวเอง ไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น ซึ่งจะส่งผลต่อไปคือ ทำให้เรามีโลกทัศน์ที่แคบ และเดียวดายในโลกกว้างนี้

    นักสุนทรียศาสตร์ในกลุ่มนี้ที่สำคัญ ได้แก่ กลุ่มโซฟิสต์ ( Sophist ) ฮอบส์ ( Hobbes ) และออร์เตกา ( Ortega ) เป็นต้น

    2. กลุ่มที่เชื่อว่า มีหลักเกณฑ์ที่ตายตัวที่จะใช้ตัดสินได้

    เรียกเกณฑ์ตัดสินนี้ว่า “ ปรนัยนิยม ” ( Objectivism ) เป็นกลุ่มที่เชื่อว่า มีเกณฑ์มาตรฐานตายตัวแน่นอนในทางศิลปะ ซึ่งสามารถนำไปตัดสินผลงานได้ในทุกสมัย เกณฑ์มาตรฐานนี้ไม่มีการเปลี่ยนแปลงและไม่ขึ้นอยู่กับความรู้สึกใครหรือศิลปินคนไหน กลุ่มนี้มีความเชื่ออีกว่า สุนทรียธาตุมีอยู่จริง แม้ว่าเราจะเข้าถึงมันไม่ได้ก็ตาม แต่มันก็มีอยู่จริง และด้วยเหตุผลนี้ การที่เราตัดสินศิลปะออกมาไม่เหมือนกันก็เพราะเราแต่ละคนไม่สามารถเข้าถึงสุนทรียธาติที่แท้จริงได้หรือตัวจริงมาตรฐานนั่นเอง การที่เราจะเข้าถึงเกณฑ์มาตรฐานนี้ได้นั้น เราจำเป็นต้องฝึกพัฒนาจิตให้สมบูรณ์จนสามารถเห็นความงามมาตรฐานได้ บางคนอาจทำสมาธิ บางคนอาจฝึกฝนทางศิลปะจนชำนาญ เป็นต้น

    นักสุนทรียศาสตร์ในกลุ่มนี้ที่สำคัญ ได้แก่ พลาโต ( Plato ) อริสโตเติล ( Aristotle ) และเฮเกล ( Hegel ) เป็นต้น

    3. กลุ่มที่เชื่อว่า หลักเกณฑ์ในการตัดสินสุนทรียศาสตร์นั้นเปลี่ยนแปลงไปตามสภาวะแวดล้อม

    เรียกเกณฑ์ตัดสินนี้ว่า “ สัมพัทธนิยม ” ( Relativism ) เป็นกลุ่มที่มีแนวคิดคล้ายกับกลุ่มอัตนัยนิยม แต่ต่างกันตรงที่กลุ่มสัมพัทธนิยมนั้นมีความเชื่อว่า กฎเกณฑ์ตัดสินทางสุนทรียศาสตร์นั้นขึ้นอยู่กับสภาวะแวดล้อม วัฒนธรรมของแต่ละท้องถิ่น หรือขึ้นอยู่กับสภาพภูมิประเทศ ตลอดจนดิน ฟ้า อากาศของแต่ละพื้นที่ โดยไม่ขึ้นอยู่กับตัวผู้วิจารณ์ เพราะผู้วิจารณ์จะต้องวางตัวเป็นกลางและต้องสำนึกอยู่ในใจเสมอว่า ตนเองเป็นเพียงส่วนหนึ่งของสังคม ดังนี้แล้ว เกณฑ์ตัดสินทางสุนทรียศาสตร์จึงเปลี่ยนแปลงไปตามสังคมบ้าง ตามสภาพของภูมิอากาศ ภูมิประเทศนั้น ๆ บ้าง แล้วแต่สภาวะแวดล้อมจะพาไป นั่นเอง

    นักสุนทรียศาสตร์ในกลุ่มนี้ที่สำคัญ ได้แก่ ซานตายานา ( Santayana ) และแซมมวล อาเล็กซันเดอร์ ( Samuel Alexander ) เป็นต้น

    ตัวอย่าง : กางเกงมีแถบสีแดงสวยมากเลย เป็นแฟชั่นมาใหม่ล่าสุด พอฉันถามเพื่อนอีกคนบอกว่าไม่สวยเลย แถมยังเชยต่างหาก นี้เป็นการตัดสินใจส่วนตัว
    ส่วนอีกตัวอย่าง คือ จะไปงานศพเราก็ต้องแต่งชุดดำสุภาพ ไปร่วมงาน
    แต่ถ้าจะไปทำบุญควรแต่งชุดขาวสุภาพ หรือเสื้อผ้าสีไมฉูดฉาดมากเกินไป เป็นการตัดสินไปตามสภาวะแวดล้อม เป็นต้น

    ที่มา : วนิดา ขำเขียว. สุนทรียศาสตร์. กรุงเทพฯ : พรานนกการพิมพ์, 2543.

    อ้างอิง :
    http://ecurriculum.mv.ac.th/library2/religion/philosophy/philosophy_aesthetics.htm

    ชื่อนางสาวพัชรี ภูมิประหมัน
    รหัส 51142210049
    นักศึกษาสาขา การแพทย์แผนไทยประยุกต์

    ตอบลบ
  80. เกณฑ์การตัดสินความงามทางสุนทรียศาสตร์ คืออะไร ?

    การตัดสินทางสุนทรียศาสตร์ คือ การที่เราใช้จิตแสดงปฏิกิริยาต่อสภาพการณ์ในสิ่งแวดล้อม หรือการที่จิตประเมินค่าวัตถุที่มีคุณค่า ที่เร้าให้เกิดความรู้สึกภายในจิตใจ แม้ว่าความงามจะขึ้นอยู่กับจิต แต่ก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเลือกตามใจชอบ หากแต่ต้องขึ้นอยู่กับคุณค่าที่มีอยู่ในวัตถุนั้น ๆ ด้วยมุมมองทางความคิดของแต่ละคนนั้นมีความแตกต่างกัน หลากหลายออกไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับบุคคลนั้น ๆ ว่าใช้อะไรเป็นหลักในการตัดสินสิ่งต่าง ๆ และการตัดสินทางสุนทรียศาสตร์ก็สามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มแนวคิด ดังนี้

    1. กลุ่มที่ใช้ตนเองเป็นตัวตัดสิน
    เรียกเกณฑ์ตัดสินนี้ว่า “ อัตนัยนิยม ” ( Subjectivism ) เป็นกลุ่มที่เชื่อว่า ความรู้ ความจริงและความดีงามทั้งหลายล้วนเป็นสิ่งที่ไม่มีความจริงในตัวเอง หากแต่เป็นเพียงสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นมาเท่านั้น ดังนั้น กฎเกณฑ์ในทางความรู้ ความจริงและความดีงามนี้จึงไม่มีอยู่จริง มนุษย์เท่านั้นที่มีอยู่จริงและจะเป็นตัวตัดสิน พร้อมทั้งเป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ขึ้นมา มนุษย์แต่ละคนต่างมีมาตรวัดความจริงต่างกันออกไปโดยไม่ขึ้นอยู่กับใครหรือสิ่งใด เกณฑ์การตัดสินแบบนี้สามารถทำให้เราเกิดความเชื่อมั่นในตัวเองได้ แต่หากความรู้สึกเชื่อมั่นนี้มีมากจนเกินไปอาจจะส่งผลทำให้เราเป็นผู้ที่เห็นแก่ตัว เอาแต่ใจตัวเอง ไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น ซึ่งจะส่งผลต่อไปคือ ทำให้เรามีโลกทัศน์ที่แคบ และเดียวดายในโลกกว้างนี้
    นักสุนทรียศาสตร์ในกลุ่มนี้ที่สำคัญ ได้แก่ กลุ่มโซฟิสต์ ( Sophist ) ฮอบส์ ( Hobbes ) และออร์เตกา ( Ortega ) เป็นต้น
    ตัวอย่าง
    หากให้คน 2 คนดูรูปภาพศิลปะและให้ลงความเห็นว่าภาพนี้เป็นอย่างไร สวยหรือไม่สวย เราอาจได้ความเห็นของคนทั้ง 2 ไม่ตรงกัน เป็นเพราะความงามในทัศนะของคนแต่ละคนนั้นไม่
    เหมือนกัน ทุกคนย่อมมีเกณฑ์การตัดสินความงามของภาพเป็นของตนเอง ภาพที่คนหนึ่งมองว่าสวย อีกคนอาจจะมองว่าไม่สวยเลยก็ได้

    2. กลุ่มที่เชื่อว่า มีหลักเกณฑ์ที่ตายตัวที่จะใช้ตัดสินได้
    เรียกเกณฑ์ตัดสินนี้ว่า “ ปรนัยนิยม ” ( Objectivism ) เป็นกลุ่มที่เชื่อว่า มีเกณฑ์มาตรฐานตายตัวแน่นอนในทางศิลปะ ซึ่งสามารถนำไปตัดสินผลงานได้ในทุกสมัย เกณฑ์มาตรฐานนี้ไม่มีการเปลี่ยนแปลงและไม่ขึ้นอยู่กับความรู้สึกใครหรือศิลปินคนไหน กลุ่มนี้มีความเชื่ออีกว่า สุนทรียธาตุมีอยู่จริง แม้ว่าเราจะเข้าถึงมันไม่ได้ก็ตาม แต่มันก็มีอยู่จริง และด้วยเหตุผลนี้ การที่เราตัดสินศิลปะออกมาไม่เหมือนกันก็เพราะเราแต่ละคนไม่สามารถเข้าถึงสุนทรียธาติที่แท้จริงได้หรือตัวจริงมาตรฐานนั่นเอง การที่เราจะเข้าถึงเกณฑ์มาตรฐานนี้ได้นั้น เราจำเป็นต้องฝึกพัฒนาจิตให้สมบูรณ์จนสามารถเห็นความงามมาตรฐานได้ บางคนอาจทำสมาธิ บางคนอาจฝึกฝนทางศิลปะจนชำนาญ เป็นต้น

    นักสุนทรียศาสตร์ในกลุ่มนี้ที่สำคัญ ได้แก่ พลาโต ( Plato ) อริสโตเติล ( Aristotle ) และเฮเกล ( Hegel ) เป็นต้น

    ตัวอย่าง
    การมองงานกราฟิกชิ้นสีดำทมึน หากมองตัดสินในทางปรนัยนิยม คุณสมบัติโดยทั่วไป คือ สัดส่วน รูปเรขาคณิต ความลงตัวทางรูปทรงในอุดมคติ จึงแสดงออกถึงการใช้สัดส่วนแบบ Golden Ratio (ค่าประมาณ 1.61) เรียกกันทั่วไปว่า สัดส่วนความงาม รูปปั้นคนก็แสดงออกถึงสัดส่วนกายวิภาค

    3.กลุ่มที่เชื่อว่า หลักเกณฑ์ในการตัดสินสุนทรียศาสตร์นั้นเปลี่ยนแปลงไปตามสภาวะแวดล้อม
    เรียกเกณฑ์ตัดสินนี้ว่า “ สัมพัทธนิยม ” ( Relativism ) เป็นกลุ่มที่มีแนวคิดคล้ายกับกลุ่มอัตนัยนิยม แต่ต่างกันตรงที่กลุ่มสัมพัทธนิยมนั้นมีความเชื่อว่า กฎเกณฑ์ตัดสินทางสุนทรียศาสตร์นั้นขึ้นอยู่กับสภาวะแวดล้อม วัฒนธรรมของแต่ละท้องถิ่น หรือขึ้นอยู่กับสภาพภูมิประเทศ ตลอดจนดิน ฟ้า อากาศของแต่ละพื้นที่ โดยไม่ขึ้นอยู่กับตัวผู้วิจารณ์ เพราะผู้วิจารณ์จะต้องวางตัวเป็นกลางและต้องสำนึกอยู่ในใจเสมอว่า ตนเองเป็นเพียงส่วนหนึ่งของสังคม ดังนี้แล้ว เกณฑ์ตัดสินทางสุนทรียศาสตร์จึงเปลี่ยนแปลงไปตามสังคมบ้าง ตามสภาพของภูมิอากาศ ภูมิประเทศนั้น ๆ บ้าง แล้วแต่สภาวะแวดล้อมจะพาไป นั่นเอง

    นักสุนทรียศาสตร์ในกลุ่มนี้ที่สำคัญ ได้แก่ ซานตายานา ( Santayana ) และแซมมวล อาเล็กซันเดอร์ ( Samuel Alexander ) เป็นต้น


    แหล่งอ้าง

    1.http://photo.lannaphotoclub.com/index.php?action=printpage;topic=2075.0

    2.http://www.a-random.net/wordpress/?p=52


    จัดทำโดย

    นางสาวเสาวลักษณ์ กิติยามาตย์
    รหัสนักศึกษา 51142210001

    ตอบลบ
  81. เกณฑ์การตัดสินความงามทางสุนทรียศาสตร์ คืออะไร ?
    สุนทรียศาสตร์ มาจากภาษาสันสฤตว่า สุนทรียะ แปลว่า งาม และ ศาสตร์ แปลว่า วิชา เมื่อรวมความแล้วจึงแปลได้ว่า วิชาที่ว่าด้วยสิ่งสวยงาม ในภาษาอังกฤษใช้คำว่า Aesthetics โดยศัพท์คำนี้เกิดจากนักปรัชญาเหตุผลนิยมชาวเยอรมันชื่อ โบมกาเต้น ซึ่งสร้างคำจากภาษากรีกคำว่า Aisthetikos แปลว่า รู้ได้ด้วยผัสสะ

    ความงามอาจเป็นสิ่งลึกซึ้งที่มีอยู่ในทุกสิ่ง อาจจะเป็นสิ่งบริสุทธิ์ที่ปราศจากการปรุงแต่ง หรืออาจจะเป็นคุณสมบัติในทางศีลธรรม หรือสิ่งที่โน้มน้าวใจให้เกิดความรู้สึกซาบซึ้ง ความงามอาจมีอยู่รอบๆ ตัวเรา ทั้งสิ่งที่มนุษย์เราสร้างขึ้นมาเอง ทั้งสิ่งที่เกิดโดยธรรมชาติแล้วเราจะบอกได้ยังไงว่าสิ่งทั้งหลายในโลกที่เราพบเจออยู่ทุกวี่ทุกวั้นสิ่งไหนงามสิ่งไหนไม่งาม อะไรจะมาเป็นสิ่งที่แบ่งว่าคนคนนั้นสวยคนคนนั้นหล่อ แค่เครื่องหน้าของเราวางผิดตำแหน่งไปครึ่งมิล เราจะถึอว่าเป็นคนขี้เหร่ไหม เราลองมาดูกัน...

    1. กลุ่มที่ใช้ตนเองเป็นตัวตัดสิน

    เราเรียกเกณฑ์ตัดสินนี้ว่า อัตนัยนิยม ( Subjectivism ) เป็นกลุ่มที่เชื่อว่า ความรู้ ความจริงและความดีงามทั้งหลายล้วนเป็นสิ่งที่ไม่มีความจริงในตัวเอง หากแต่เป็นเพียงสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นมาเท่านั้น ดังนั้น กฎเกณฑ์ในทางความรู้ ความจริงและความดีงามนี้จึงไม่มีอยู่จริง มนุษย์เท่านั้นที่มีอยู่จริงและจะเป็นตัวตัดสิน พร้อมทั้งเป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ขึ้นมา มนุษย์แต่ละคนต่างมีมาตรวัดความจริงต่างกันออกไปโดยไม่ขึ้นอยู่กับใครหรือสิ่งใด เกณฑ์การตัดสินแบบนี้สามารถทำให้เราเกิดความเชื่อมั่นในตัวเองได้ แต่หากความรู้สึกเชื่อมั่นนี้มีมากจนเกินไปอาจจะส่งผลทำให้เราเป็นผู้ที่เห็นแก่ตัว เอาแต่ใจตัวเอง ไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น ซึ่งจะส่งผลต่อไปคือ ทำให้เรามีโลกทัศน์ที่แคบ และเดียวดายในโลกกว้างนี้

    2. กลุ่มที่เชื่อว่า มีหลักเกณฑ์ที่ตายตัวที่จะใช้ตัดสินได้

    เรา เรียกเกณฑ์ตัดสินนี้ว่า ปรนัยนิยม ( Objectivism ) เป็นกลุ่มที่เชื่อว่า มีเกณฑ์มาตรฐานตายตัวแน่นอนในทางศิลปะ ซึ่งสามารถนำไปตัดสินผลงานได้ในทุกสมัย เกณฑ์มาตรฐานนี้ไม่มีการเปลี่ยนแปลงและไม่ขึ้นอยู่กับความรู้สึกใครหรือศิลปินคนไหน กลุ่มนี้มีความเชื่ออีกว่า สุนทรียธาตุมีอยู่จริง แม้ว่าเราจะเข้าถึงมันไม่ได้ก็ตาม แต่มันก็มีอยู่จริง และด้วยเหตุผลนี้ การที่เราตัดสินศิลปะออกมาไม่เหมือนกันก็เพราะเราแต่ละคนไม่สามารถเข้าถึงสุนทรียธาติที่แท้จริงได้หรือตัวจริงมาตรฐานนั่นเอง การที่เราจะเข้าถึงเกณฑ์มาตรฐานนี้ได้นั้น เราจำเป็นต้องฝึกพัฒนาจิตให้สมบูรณ์จนสามารถเห็นความงามมาตรฐานได้ บางคนอาจทำสมาธิ บางคนอาจฝึกฝนทางศิลปะจนชำนาญ เป็นต้น

    3. กลุ่มที่เชื่อว่า หลักเกณฑ์ในการตัดสินสุนทรียศาสตร์นั้นเปลี่ยนแปลงไปตามสภาวะแวดล้อม

    เราเรียกเกณฑ์ตัดสินนี้ว่า สัมพัทธนิยม ( Relativism ) เป็นกลุ่มที่มีแนวคิดคล้ายกับกลุ่มอัตนัยนิยม แต่ต่างกันตรงที่กลุ่มสัมพัทธนิยมนั้นมีความเชื่อว่า กฎเกณฑ์ตัดสินทางสุนทรียศาสตร์นั้นขึ้นอยู่กับสภาวะแวดล้อม วัฒนธรรมของแต่ละท้องถิ่น อาจจะขึ้นอยู่กับสภาพภูมิประเทศ ตลอดจนดิน ฟ้า อากาศโดยไม่ขึ้นอยู่กับตัวผู้วิจารณ์ เพราะผู้วิจารณ์จะต้องวางตัวเป็นกลางและต้องสำนึกอยู่ในใจเสมอว่า ตนเองเป็นเพียงส่วนหนึ่งของสังคม ดังนี้แล้ว เกณฑ์ตัดสินทางสุนทรียศาสตร์จึงเปลี่ยนแปลงไปตามสังคมบ้าง ตามสภาพของภูมิอากาศ ภูมิประเทศนั้น ๆ บ้าง แล้วแต่สภาวะแวดล้อมจะพาไป นั่นเอง

    สำหรับตัวผมเอง คิดว่าสิ่งใดจะสวยหรอไม่นั่นขึ้นอยู่กับการให้ค่าของมนุษย์ และมนุษย์นี่เองได้ให้ค่ากับทุกสิงทุกอย่าง มนุษย์เป็นตัวกำหนดว่าทองเป็นของมีค่า ขี้เป็นของไร้ค่า คนคนนี้เป็นคนดีมีค่าควรคบหา คนคนนี้ไร้ค่าหมาเมิน

    นายปัญญ์ ทองมี (ผู้ชายคนนั้น)
    รหัสนักศึกษา 51142210032
    สาขาการแพทย์แผนไทยประยุกต์

    ตอบลบ
  82. การตัดสินทางสุนทรียศาสตร์ คือ การที่เราใช้จิตแสดงปฏิกิริยาต่อสภาพการณ์ในสิ่งแวดล้อม หรือการที่จิตประเมินค่าวัตถุที่มีคุณค่า ที่เร้าให้เกิดความรู้สึกภายในจิตใจ แม้ว่าความงามจะขึ้นอยู่กับจิต แต่ก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเลือกตามใจชอบ หากแต่ต้องขึ้นอยู่กับคุณค่าที่มีอยู่ในวัตถุนั้น ๆ ด้วย
    มุมมองทางความคิดของแต่ละคนนั้นมีความแตกต่างกัน หลากหลายออกไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับบุคคลนั้น ๆ ว่าใช้อะไรเป็นหลักในการตัดสินสิ่งต่าง ๆ และการตัดสินทางสุนทรียศาสตร์ก็สามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มแนวคิด ดังนี้

    1. กลุ่มที่ใช้ตนเองเป็นตัวตัดสิน
    เรียกเกณฑ์ตัดสินนี้ว่า “ อัตนัยนิยม ” ( Subjectivism ) เป็นกลุ่มที่เชื่อว่า ความรู้ ความจริงและความดีงามทั้งหลายล้วนเป็นสิ่งที่ไม่มีความจริงในตัวเอง หากแต่เป็นเพียงสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นมาเท่านั้น ดังนั้น กฎเกณฑ์ในทางความรู้ ความจริงและความดีงามนี้จึงไม่มีอยู่จริง มนุษย์เท่านั้นที่มีอยู่จริงและจะเป็นตัวตัดสิน พร้อมทั้งเป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ขึ้นมา มนุษย์แต่ละคนต่างมีมาตรวัดความจริงต่างกันออกไปโดยไม่ขึ้นอยู่กับใครหรือสิ่งใด เกณฑ์การตัดสินแบบนี้สามารถทำให้เราเกิดความเชื่อมั่นในตัวเองได้ แต่หากความรู้สึกเชื่อมั่นนี้มีมากจนเกินไปอาจจะส่งผลทำให้เราเป็นผู้ที่เห็นแก่ตัว เอาแต่ใจตัวเอง ไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น ซึ่งจะส่งผลต่อไปคือ ทำให้เรามีโลกทัศน์ที่แคบ และเดียวดายในโลกกว้างนี้
    นักสุนทรียศาสตร์ในกลุ่มนี้ที่สำคัญ ได้แก่ กลุ่มโซฟิสต์ ( Sophist ) ฮอบส์ ( Hobbes ) และออร์เตกา ( Ortega ) เป็นต้น

    2. กลุ่มที่เชื่อว่า มีหลักเกณฑ์ที่ตายตัวที่จะใช้ตัดสินได้
    เรียกเกณฑ์ตัดสินนี้ว่า “ ปรนัยนิยม ” ( Objectivism ) เป็นกลุ่มที่เชื่อว่า มีเกณฑ์มาตรฐานตายตัวแน่นอนในทางศิลปะ ซึ่งสามารถนำไปตัดสินผลงานได้ในทุกสมัย เกณฑ์มาตรฐานนี้ไม่มีการเปลี่ยนแปลงและไม่ขึ้นอยู่กับความรู้สึกใครหรือศิลปินคนไหน กลุ่มนี้มีความเชื่ออีกว่า สุนทรียธาตุมีอยู่จริง แม้ว่าเราจะเข้าถึงมันไม่ได้ก็ตาม แต่มันก็มีอยู่จริง และด้วยเหตุผลนี้ การที่เราตัดสินศิลปะออกมาไม่เหมือนกันก็เพราะเราแต่ละคนไม่สามารถเข้าถึงสุนทรียธาติที่แท้จริงได้หรือตัวจริงมาตรฐานนั่นเอง การที่เราจะเข้าถึงเกณฑ์มาตรฐานนี้ได้นั้น เราจำเป็นต้องฝึกพัฒนาจิตให้สมบูรณ์จนสามารถเห็นความงามมาตรฐานได้ บางคนอาจทำสมาธิ บางคนอาจฝึกฝนทางศิลปะจนชำนาญ เป็นต้น
    นักสุนทรียศาสตร์ในกลุ่มนี้ที่สำคัญ ได้แก่ พลาโต ( Plato ) อริสโตเติล ( Aristotle ) และเฮเกล ( Hegel ) เป็นต้น

    3. กลุ่มที่เชื่อว่า หลักเกณฑ์ในการตัดสินสุนทรียศาสตร์นั้นเปลี่ยนแปลงไปตามสภาวะแวดล้อม
    เรียกเกณฑ์ตัดสินนี้ว่า “ สัมพัทธนิยม ” ( Relativism ) เป็นกลุ่มที่มีแนวคิดคล้ายกับกลุ่มอัตนัยนิยม แต่ต่างกันตรงที่กลุ่มสัมพัทธนิยมนั้นมีความเชื่อว่า กฎเกณฑ์ตัดสินทางสุนทรียศาสตร์นั้นขึ้นอยู่กับสภาวะแวดล้อม วัฒนธรรมของแต่ละท้องถิ่น หรือขึ้นอยู่กับสภาพภูมิประเทศ ตลอดจนดิน ฟ้า อากาศของแต่ละพื้นที่ โดยไม่ขึ้นอยู่กับตัวผู้วิจารณ์ เพราะผู้วิจารณ์จะต้องวางตัวเป็นกลางและต้องสำนึกอยู่ในใจเสมอว่า ตนเองเป็นเพียงส่วนหนึ่งของสังคม ดังนี้แล้ว เกณฑ์ตัดสินทางสุนทรียศาสตร์จึงเปลี่ยนแปลงไปตามสังคมบ้าง ตามสภาพของภูมิอากาศ ภูมิประเทศนั้น ๆ บ้าง แล้วแต่สภาวะแวดล้อมจะพาไป นั่นเอง
    นักสุนทรียศาสตร์ในกลุ่มนี้ที่สำคัญ ได้แก่ ซานตายานา ( Santayana ) และแซมมวล อาเล็กซันเดอร์ ( Samuel Alexander ) เป็นต้น

    ยกตัวอย่าง
    1.กลุ่มที่ใช้ตนเองเป็นตัวตัดสิน
    เช่น การที่เราแต่งตัวแปลกๆตามสีสันที่เราชอบแต่มันขัดหูหัดตาผู้อื่น แต่เราก็ไม่เปลี่ยนการแต่งตัว เพราะเป็นความชอบส่วนตัว
    2.กลุ่มที่เชื่อว่า มีหลักเกณฑ์ที่ตายตัวที่จะใช้ตัดสินได้
    เช่น การประกวดนางงามที่ผ่านมา โดยทางคณะกรรมการในกองประกวดจะมีเกณฑ์การให้คะแนนที่ตายตัวไว้แล้ว ซึ่งใครที่ไม่ตรงตามเกณฑ์ที่วางไว้ก็ไม่สามารถเข้าร่วมประกวดได้ และการตัดสินก็จะถูกคัดเลือกสำหรับคนที่เหมาะสมตามคุณสมบัติที่วางไว้มากที่สุด ก็จะเป็นผู้ชนะไป
    3.กลุ่มที่เชื่อว่า หลักเกณฑ์ในการตัดสินสุนทรียศาสตร์นั้นเปลี่ยนแปลงไปตามสภาวะแวดล้อม
    เช่น เราเข้าไปอาศัยอยู่ในบ้านญาติที่เขากินอาหารมังสวิรัติซึ่งเราต้องอาศัย กิน นอนกับเขาที่นั่นเป็นเวลานาน เราก็ต้องกินอาหารประเภทเดียวกับเขา ซึ่งเป็นผลดีกับตัวเราและเป็นการไม่ขัดกับการกินอยู่ของญาติอีกด้วย

    ที่มา http://www.etcfoto.com/forum/index.php?action=printpage;topic=1483.0

    จัดทำโดย
    นายนพดล อาบสุวรรณ์ รหัสนักศึกษา 51142210052
    นักศึกษาสาขาแพทย์แผนไทยประยุกต์

    ตอบลบ
  83. เกณฑ์ตัดสินทางสุนทรียศาสตร์ คืออะไร ?







    การตัดสินทางสุนทรียศาสตร์ คือ การที่เราใช้จิตแสดงปฏิกิริยาต่อสภาพการณ์ในสิ่งแวดล้อม หรือการที่จิตประเมินค่าวัตถุที่มีคุณค่า ที่เร้าให้เกิดความรู้สึกภายในจิตใจ แม้ว่าความงามจะขึ้นอยู่กับจิต แต่ก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเลือกตามใจชอบ หากแต่ต้องขึ้นอยู่กับคุณค่าที่มีอยู่ในวัตถุนั้น ๆ ด้วย

    มุมมองทางความคิดของแต่ละคนนั้นมีความแตกต่างกัน หลากหลายออกไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับบุคคลนั้น ๆ ว่าใช้อะไรเป็นหลักในการตัดสินสิ่งต่าง ๆ และการตัดสินทางสุนทรียศาสตร์ก็สามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มแนวคิด ดังนี้



    1. กลุ่มที่ใช้ตนเองเป็นตัวตัดสิน



    เรียกเกณฑ์ตัดสินนี้ว่า “ อัตนัยนิยม ” ( Subjectivism ) เป็นกลุ่มที่เชื่อว่า ความรู้ ความจริงและความดีงามทั้งหลายล้วนเป็นสิ่งที่ไม่มีความจริงในตัวเอง หากแต่เป็นเพียงสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นมาเท่านั้น ดังนั้น กฎเกณฑ์ในทางความรู้ ความจริงและความดีงามนี้จึงไม่มีอยู่จริง มนุษย์เท่านั้นที่มีอยู่จริงและจะเป็นตัวตัดสิน พร้อมทั้งเป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ขึ้นมา มนุษย์แต่ละคนต่างมีมาตรวัดความจริงต่างกันออกไปโดยไม่ขึ้นอยู่กับใครหรือสิ่งใด เกณฑ์การตัดสินแบบนี้สามารถทำให้เราเกิดความเชื่อมั่นในตัวเองได้ แต่หากความรู้สึกเชื่อมั่นนี้มีมากจนเกินไปอาจจะส่งผลทำให้เราเป็นผู้ที่เห็นแก่ตัว เอาแต่ใจตัวเอง ไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น ซึ่งจะส่งผลต่อไปคือ ทำให้เรามีโลกทัศน์ที่แคบ และเดียวดายในโลกกว้างนี้

    นักสุนทรียศาสตร์ในกลุ่มนี้ที่สำคัญ ได้แก่ กลุ่มโซฟิสต์ ( Sophist ) ฮอบส์ ( Hobbes ) และออร์เตกา ( Ortega ) เป็นต้น



    2. กลุ่มที่เชื่อว่า มีหลักเกณฑ์ที่ตายตัวที่จะใช้ตัดสินได้

    เรียกเกณฑ์ตัดสินนี้ว่า “ ปรนัยนิยม ” ( Objectivism ) เป็นกลุ่มที่เชื่อว่า มีเกณฑ์มาตรฐานตายตัวแน่นอนในทางศิลปะ ซึ่งสามารถนำไปตัดสินผลงานได้ในทุกสมัย เกณฑ์มาตรฐานนี้ไม่มีการเปลี่ยนแปลงและไม่ขึ้นอยู่กับความรู้สึกใครหรือศิลปินคนไหน กลุ่มนี้มีความเชื่ออีกว่า สุนทรียธาตุมีอยู่จริง แม้ว่าเราจะเข้าถึงมันไม่ได้ก็ตาม แต่มันก็มีอยู่จริง และด้วยเหตุผลนี้ การที่เราตัดสินศิลปะออกมาไม่เหมือนกันก็เพราะเราแต่ละคนไม่สามารถเข้าถึงสุนทรียธาติที่แท้จริงได้หรือตัวจริงมาตรฐานนั่นเอง การที่เราจะเข้าถึงเกณฑ์มาตรฐานนี้ได้นั้น เราจำเป็นต้องฝึกพัฒนาจิตให้สมบูรณ์จนสามารถเห็นความงามมาตรฐานได้ บางคนอาจทำสมาธิ บางคนอาจฝึกฝนทางศิลปะจนชำนาญ เป็นต้น

    นักสุนทรียศาสตร์ในกลุ่มนี้ที่สำคัญ ได้แก่ พลาโต ( Plato ) อริสโตเติล ( Aristotle ) และเฮเกล ( Hegel ) เป็นต้น



    3. กลุ่มที่เชื่อว่า หลักเกณฑ์ในการตัดสินสุนทรียศาสตร์นั้นเปลี่ยนแปลงไปตามสภาวะแวดล้อม

    เรียกเกณฑ์ตัดสินนี้ว่า “ สัมพัทธนิยม ” ( Relativism ) เป็นกลุ่มที่มีแนวคิดคล้ายกับกลุ่มอัตนัยนิยม แต่ต่างกันตรงที่กลุ่มสัมพัทธนิยมนั้นมีความเชื่อว่า กฎเกณฑ์ตัดสินทางสุนทรียศาสตร์นั้นขึ้นอยู่กับสภาวะแวดล้อม วัฒนธรรมของแต่ละท้องถิ่น หรือขึ้นอยู่กับสภาพภูมิประเทศ ตลอดจนดิน ฟ้า อากาศของแต่ละพื้นที่ โดยไม่ขึ้นอยู่กับตัวผู้วิจารณ์ เพราะผู้วิจารณ์จะต้องวางตัวเป็นกลางและต้องสำนึกอยู่ในใจเสมอว่า ตนเองเป็นเพียงส่วนหนึ่งของสังคม ดังนี้แล้ว เกณฑ์ตัดสินทางสุนทรียศาสตร์จึงเปลี่ยนแปลงไปตามสังคมบ้าง ตามสภาพของภูมิอากาศ ภูมิประเทศนั้น ๆ บ้าง แล้วแต่สภาวะแวดล้อมจะพาไป นั่นเอง

    นักสุนทรียศาสตร์ในกลุ่มนี้ที่สำคัญ ได้แก่ ซานตายานา ( Santayana ) และแซมมวล อาเล็กซันเดอร์ ( Samuel Alexander ) เป็นต้น


    เช่น

    1.เราต้องเอาใจเขามาใส่ใจเราบ้าง

    2.การที่เราจะตัดสินใจอะไรหรือกระทำการใดๆนั้น เราต้องคำนึงถึงผู้อื่นด้วย ไม่ใช่จะเราแต่เราเป็นใหญ่


    http://www.etcfoto.com/forum/index.php?topic=1483.0;wap2


    นางสาวศุภรานันท์ ศรีเจริญ
    รหัส51142210029

    ตอบลบ
  84. เกณฑ์การตัดสินความงามทางสุนทรียศาสตร์ คืออะไร ?

    การตัดสินทางสุนทรียศาสตร์ คือ การที่เราใช้จิตแสดงปฏิกิริยาต่อสภาพการณ์ในสิ่งแวดล้อม หรือการที่จิตประเมินค่าวัตถุที่มีคุณค่า ที่เร้าให้เกิดความรู้สึกภายในจิตใจ แม้ว่าความงามจะขึ้นอยู่กับจิต แต่ก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเลือกตามใจชอบ หากแต่ต้องขึ้นอยู่กับคุณค่าที่มีอยู่ในวัตถุนั้น ๆ ด้วย

    มุมมองทางความคิดของแต่ละคนนั้นมีความแตกต่างกัน หลากหลายออกไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับบุคคลนั้น ๆ ว่าใช้อะไรเป็นหลักในการตัดสินสิ่งต่าง ๆ และการตัดสินทางสุนทรียศาสตร์ก็สามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มแนวคิด ดังนี้



    1. กลุ่มที่ใช้ตนเองเป็นตัวตัดสิน



    เรียกเกณฑ์ตัดสินนี้ว่า “ อัตนัยนิยม ” ( Subjectivism ) เป็นกลุ่มที่เชื่อว่า ความรู้ ความจริงและความดีงามทั้งหลายล้วนเป็นสิ่งที่ไม่มีความจริงในตัวเอง หากแต่เป็นเพียงสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นมาเท่านั้น ดังนั้น กฎเกณฑ์ในทางความรู้ ความจริงและความดีงามนี้จึงไม่มีอยู่จริง มนุษย์เท่านั้นที่มีอยู่จริงและจะเป็นตัวตัดสิน พร้อมทั้งเป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ขึ้นมา มนุษย์แต่ละคนต่างมีมาตรวัดความจริงต่างกันออกไปโดยไม่ขึ้นอยู่กับใครหรือสิ่งใด เกณฑ์การตัดสินแบบนี้สามารถทำให้เราเกิดความเชื่อมั่นในตัวเองได้ แต่หากความรู้สึกเชื่อมั่นนี้มีมากจนเกินไปอาจจะส่งผลทำให้เราเป็นผู้ที่เห็นแก่ตัว เอาแต่ใจตัวเอง ไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น ซึ่งจะส่งผลต่อไปคือ ทำให้เรามีโลกทัศน์ที่แคบ และเดียวดายในโลกกว้างนี้

    นักสุนทรียศาสตร์ในกลุ่มนี้ที่สำคัญ ได้แก่ กลุ่มโซฟิสต์ ( Sophist ) ฮอบส์ ( Hobbes ) และออร์เตกา ( Ortega ) เป็นต้น



    2. กลุ่มที่เชื่อว่า มีหลักเกณฑ์ที่ตายตัวที่จะใช้ตัดสินได้

    เรียกเกณฑ์ตัดสินนี้ว่า “ ปรนัยนิยม ” ( Objectivism ) เป็นกลุ่มที่เชื่อว่า มีเกณฑ์มาตรฐานตายตัวแน่นอนในทางศิลปะ ซึ่งสามารถนำไปตัดสินผลงานได้ในทุกสมัย เกณฑ์มาตรฐานนี้ไม่มีการเปลี่ยนแปลงและไม่ขึ้นอยู่กับความรู้สึกใครหรือศิลปินคนไหน กลุ่มนี้มีความเชื่ออีกว่า สุนทรียธาตุมีอยู่จริง แม้ว่าเราจะเข้าถึงมันไม่ได้ก็ตาม แต่มันก็มีอยู่จริง และด้วยเหตุผลนี้ การที่เราตัดสินศิลปะออกมาไม่เหมือนกันก็เพราะเราแต่ละคนไม่สามารถเข้าถึงสุนทรียธาติที่แท้จริงได้หรือตัวจริงมาตรฐานนั่นเอง การที่เราจะเข้าถึงเกณฑ์มาตรฐานนี้ได้นั้น เราจำเป็นต้องฝึกพัฒนาจิตให้สมบูรณ์จนสามารถเห็นความงามมาตรฐานได้ บางคนอาจทำสมาธิ บางคนอาจฝึกฝนทางศิลปะจนชำนาญ เป็นต้น

    นักสุนทรียศาสตร์ในกลุ่มนี้ที่สำคัญ ได้แก่ พลาโต ( Plato ) อริสโตเติล ( Aristotle ) และเฮเกล ( Hegel ) เป็นต้น



    3. กลุ่มที่เชื่อว่า หลักเกณฑ์ในการตัดสินสุนทรียศาสตร์นั้นเปลี่ยนแปลงไปตามสภาวะแวดล้อม

    เรียกเกณฑ์ตัดสินนี้ว่า “ สัมพัทธนิยม ” ( Relativism ) เป็นกลุ่มที่มีแนวคิดคล้ายกับกลุ่มอัตนัยนิยม แต่ต่างกันตรงที่กลุ่มสัมพัทธนิยมนั้นมีความเชื่อว่า กฎเกณฑ์ตัดสินทางสุนทรียศาสตร์นั้นขึ้นอยู่กับสภาวะแวดล้อม วัฒนธรรมของแต่ละท้องถิ่น หรือขึ้นอยู่กับสภาพภูมิประเทศ ตลอดจนดิน ฟ้า อากาศของแต่ละพื้นที่ โดยไม่ขึ้นอยู่กับตัวผู้วิจารณ์ เพราะผู้วิจารณ์จะต้องวางตัวเป็นกลางและต้องสำนึกอยู่ในใจเสมอว่า ตนเองเป็นเพียงส่วนหนึ่งของสังคม ดังนี้แล้ว เกณฑ์ตัดสินทางสุนทรียศาสตร์จึงเปลี่ยนแปลงไปตามสังคมบ้าง ตามสภาพของภูมิอากาศ ภูมิประเทศนั้น ๆ บ้าง แล้วแต่สภาวะแวดล้อมจะพาไป นั่นเอง
    อ้างอิง
    http://www.etcfoto.com/forum/index.php?topic=1483.0;wap2
    นางสาววัลลี หนองบัวดี
    รหัสนักศึกษา 51142210059
    สาขาแพทย์แผนไทยประยุกต์

    ตอบลบ
  85. สวัสดีคับอาจารย์ ผมนายพระอาทิตย์ของห้องนะคับ
    ผมเข้ามาส่งงาน
    "เกณฑ์ตัดสินความงามตามหลักสุนทรียศาสตร์เป็นอย่างไร จงิธิบายพร้อมยกตัวอย่าง"

    เกณฑ์ตัดสินทางสุนทรียศาสตร์ คืออะไร ?

    การตัดสินทางสุนทรียศาสตร์ คือ การที่เราใช้จิตแสดงปฏิกิริยาต่อสภาพการณ์ในสิ่งแวดล้อม หรือการใช้จิตประเมินค่าวัตถุที่มีคุณค่า ที่ทำให้เกิดความรู้สึกภายในจิตใจ ซึ่งมุมมองทางความคิดของแต่ละคนนั้นมีความแตกต่างกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับบุคคลนั้น ๆ ว่าใช้อะไรเป็นหลักในการตัดสินสิ่งต่าง ๆ

    การตัดสินทางสุนทรียศาสตร์ก็สามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มแนวคิด ดังนี้

    1.กลุ่มที่ใช้ตนเองเป็นตัวตัดสิน “ อัตนัยนิยม ” (Subjectivism )
    เป็นกลุ่มที่เชื่อว่า ความรู้ ความจริงและความดีงามทั้งหลายล้วนเป็นสิ่งที่ไม่มีความจริงในตัวเอง แต่เป็นเพียงสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นมาเท่านั้น มนุษย์เท่านั้นที่มีอยู่จริงและจะเป็นตัวตัดสิน เป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ขึ้นมา มนุษย์แต่ละคนต่างมีมาตรวัดความจริงต่างกันออกไป โดยไม่ขึ้นอยู่กับใครหรือสิ่งใด เกณฑ์การตัดสินแบบนี้ สามารถทำให้เราเกิดความเชื่อมั่นในตัวเองได้ แต่ถ้าความรู้สึกเชื่อมั่นนี้มีมากจนเกินไป อาจจะส่งผลทำให้เราเป็นผู้ที่เห็นแก่ตัว เอาแต่ใจตัวเอง ไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น ซึ่งจะส่งผลต่อไปคือ ทำให้เรามีโลกทัศน์ที่แคบ

    ตัวอย่าง เช่น การตั้งใจเรียนซี้อถ้าเป็นการความดีอย่างหนึ่งที่ควรทำทั้งดีต่อตัวเองและต่อบุคคลอื่นและการตัดสินว่าเป็นความดีงามนั้นไม่ใช้บุคคลอื่นแต่อย่างใดที่เป็นคนตั้ดสินแต่มีเพียงเราที่เป็นคนตัดสินว่าควรทำในทางที่ถูกที่ควร


    2. กลุ่มที่เชื่อว่า มีหลักเกณฑ์ที่ตายตัวที่จะใช้ตัดสินได้ “ ปรนัยนิยม ” ( Objectivism )
    เป็นกลุ่มที่เชื่อว่า มีเกณฑ์มาตรฐานตายตัวแน่นอนในทางศิลปะ ซึ่งสามารถนำไปตัดสินผลงานได้ในทุกสมัย เกณฑ์มาตรฐานนี้ไม่มีการเปลี่ยนแปลงและไม่ขึ้นอยู่กับความรู้สึกใครหรือศิลปินคนไหน กลุ่มนี้มีความเชื่ออีกว่า สุนทรียธาตุมีอยู่จริง แม้ว่าเราจะเข้าถึงมันไม่ได้ก็ตาม แต่มันก็มีอยู่จริง และด้วยเหตุผลนี้ การที่เราตัดสินศิลปะออกมาไม่เหมือนกันก็เพราะเราแต่ละคนไม่สามารถเข้าถึงสุนทรียธาติที่แท้จริงได้หรือตัวจริงมาตรฐานนั่นเอง การที่เราจะเข้าถึงเกณฑ์มาตรฐานนี้ได้นั้น เราจำเป็นต้องฝึกพัฒนาจิตให้สมบูรณ์จนสามารถเห็นความงามมาตรฐานได้ บางคนอาจทำสมาธิ บางคนอาจฝึกฝนทางศิลปะจนชำนาญ เป็นต้น

    ตัวอย่าง เช่น การแต่งน่าเค้ก คนดูที่ผ่านไปผ่านมา มองว่าน่าเค้กนี้ทำจากแม่ค้าคนเดียวกันแต่บางคนบอกว่าสวยแต่บางคนบอกว่าไม่สวย คนที่บอกว่าสวย ก็ถือว่าเข้าถึงความงามตามหลักสุนทรียศาสตร์ ที่แท้จริงตามหลัก ปรนัยนิยม เพราะสามารถเห็นความงามตามมาตรฐานตายตัวที่แน่นอนในทางศิลปะได้

    3.กลุ่มที่เชื่อว่า หลักเกณฑ์ในการตัดสินสุนทรียศาสตร์นั้นเปลี่ยนแปลงไปตามสภาวะแวดล้อม “ สัมพัทธนิยม ” ( Relativism )
    เป็นกลุ่มที่มีแนวคิดคล้ายกับกลุ่มอัตนัยนิยม แต่ต่างกันตรงที่กลุ่มสัมพัทธนิยมนั้นมีความเชื่อว่า กฎเกณฑ์ตัดสินทางสุนทรียศาสตร์นั้นขึ้นอยู่กับสภาวะแวดล้อม วัฒนธรรมของแต่ละท้องถิ่น หรือขึ้นอยู่กับสภาพภูมิประเทศ ตลอดจนดิน ฟ้า อากาศของแต่ละพื้นที่ โดยไม่ขึ้นอยู่กับตัวผู้วิจารณ์ เพราะผู้วิจารณ์จะต้องวางตัวเป็นกลางและต้องสำนึกอยู่ในใจเสมอว่า ตนเองเป็นเพียงส่วนหนึ่งของสังคม ดังนี้แล้ว เกณฑ์ตัดสินทางสุนทรียศาสตร์จึงเปลี่ยนแปลงไปตามสังคมบ้าง ตามสภาพของภูมิอากาศ ภูมิประเทศนั้น ๆ บ้าง แล้วแต่สภาวะแวดล้อมจะพาไป นั่นเอง

    ตัวอย่าง เช่น การแต่งกายเหมือนดาราเกาหลี ทุกวันนี้วัยรุ่นส่วนใหญ่นิยมมากเช่นการสวมเสื้อคลุมทั้งๆที่อากาศร้อนจนเหงื่อไหล่แต่กลับยังใส่เสื้อคลุมอีก แทนที่จะหันกลับมาใส่หม้อฮ้อมหรือเสื้อคอกระเฉ้าที่ใส่แล้วสบายและเหมาะกันสภาพอากาศของบ้านเราอีกด้วย อีกทั้งเป็นการอนุรักษ์วัฒนธรรมไทย สังคมก็ยอมรับด้วยจึงเห็นได้ว่าการจะคิดจะทำอะไรต้องคิดให้ดีว่า ดีหรือเหมาะสมกับเราและต่อสภาพแวดล้อมรอบข้างหรือไม่อย่างไร ไม่เอาความคิดเป็นตัวตัดสินฝ่ายเดียว

    อ้างอิง : http://ecurriculum.mv.ac.th/library2/religion/philosophy/philosophy_aesthetics.htm



    นายจักรกฤษณ์ มาประจง
    รหัส51142210019
    สาขาการแพทย์แผนไทยประยุกต์

    ตอบลบ
  86. ผมคิดว่าสุนทรียศาสตร์กับจริยศาสตร์จะดำเนินไปในทิศทางเดียวกันหรือไม่นั้นขึ้นอยู่แต่ละบุคคล



    เพราะว่า
    สุนทรียศาสตร์ คือ “วิชาที่ว่าด้วยความสวย ความงาม และความไพเราะ สามารถรับรู้ได้ด้วยประสาทสัมผัส เกิดความรู้สึกปิติยินดี อิ่มเอมใจ พอใจ และชื่นชมในสิ่งต่าง ๆ ที่เข้ามาปะทะอาจจะเป็นในธรรมชาติเอง หรือที่มนุษย์ผลิตคิดค้นขึ้นโดยมีจุดประสงค์ให้มีความงาม”


    ในขณะเดียวกัน
    จริยศาสตร์ คือ วิชาปรัชญา ซึ่งศึกษาเกี่ยวกับความดีงามทางสังคมมนุษย์ จำแนกแยกแยะว่าสิ่งไหนถูกและสิ่งไหนผิด กฎเกณฑ์แห่งความประพฤติ หรือหลักความจริงที่เป็นแนวทางแห่งความประพฤติปฏิบัติ

    ในบ้างครั้งการกระทำของคนคนหนึ่งอาจจะถูกต้องในสายตาของตัวเองแต่การกระทำนั้นผิดต่อหลักจริยธรรม

    การใช้ชีวิตที่ใช้หลักการของศาสนาไม่ว่าจะเป็นศาสนาอิสลาม พุทธ หรือคริตส์ สอนให้เป็นคนดี
    การที่เป้นคนจะมีทั้งสุนทรียศาสตร์และจริยศาสตร์ไปในตัวของศาสนา

    นายคอลลา ฮะ
    รหัสนักศึกษา 51142210013
    แพทย์แผนไทยประยุกต์

    ตอบลบ
  87. ไม่ระบุชื่อ25 สิงหาคม 2552 เวลา 00:39

    สวัสดีครับ

    เกณฑ์ตัดสินทางสุนทรียศาสตร์

    การตัดสินทางสุนทรียศาสตร์ คือ การที่เราใช้จิตแสดงปฏิกิริยาต่อสภาพการณ์ในสิ่งแวดล้อม หรือการที่จิตประเมินค่าวัตถุที่มีคุณค่า ที่เร้าให้เกิดความรู้สึกภายในจิตใจ แม้ว่าความงามจะขึ้นอยู่กับจิต แต่ก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเลือกตามใจชอบ หากแต่ต้องขึ้นอยู่กับคุณค่าที่มีอยู่ในวัตถุนั้น ๆ ด้วย
    มุมมองทางความคิดของแต่ละคนนั้นมีความแตกต่างกัน หลากหลายออกไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับบุคคลนั้น ๆ ว่าใช้อะไรเป็นหลักในการตัดสินสิ่งต่าง ๆ และการตัดสินทางสุนทรียศาสตร์ก็สามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มแนวคิด ดังนี้
    1. กลุ่มที่ใช้ตนเองเป็นตัวตัดสิน
    เรียกเกณฑ์ตัดสินนี้ว่า “ อัตนัยนิยม ” ( Subjectivism ) เป็นกลุ่มที่เชื่อว่า ความรู้ ความจริงและความดีงามทั้งหลายล้วนเป็นสิ่งที่ไม่มีความจริงในตัวเอง หากแต่เป็นเพียงสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นมาเท่านั้น ดังนั้น กฎเกณฑ์ในทางความรู้ ความจริงและความดีงามนี้จึงไม่มีอยู่จริง มนุษย์เท่านั้นที่มีอยู่จริงและจะเป็นตัวตัดสิน พร้อมทั้งเป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ขึ้นมา มนุษย์แต่ละคนต่างมีมาตรวัดความจริงต่างกันออกไปโดยไม่ขึ้นอยู่กับใครหรือสิ่งใด เกณฑ์การตัดสินแบบนี้สามารถทำให้เราเกิดความเชื่อมั่นในตัวเองได้ แต่หากความรู้สึกเชื่อมั่นนี้มีมากจนเกินไปอาจจะส่งผลทำให้เราเป็นผู้ที่เห็นแก่ตัว เอาแต่ใจตัวเอง ไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น ซึ่งจะส่งผลต่อไปคือ ทำให้เรามีโลกทัศน์ที่แคบ และเดียวดายในโลกกว้างนี้
    2. กลุ่มที่เชื่อว่า มีหลักเกณฑ์ที่ตายตัวที่จะใช้ตัดสินได้
    เรียกเกณฑ์ตัดสินนี้ว่า “ ปรนัยนิยม ” ( Objectivism ) เป็นกลุ่มที่เชื่อว่า มีเกณฑ์มาตรฐานตายตัวแน่นอนในทางศิลปะ ซึ่งสามารถนำไปตัดสินผลงานได้ในทุกสมัย เกณฑ์มาตรฐานนี้ไม่มีการเปลี่ยนแปลงและไม่ขึ้นอยู่กับความรู้สึกใครหรือศิลปินคนไหน กลุ่มนี้มีความเชื่ออีกว่า สุนทรียธาตุมีอยู่จริง แม้ว่าเราจะเข้าถึงมันไม่ได้ก็ตาม แต่มันก็มีอยู่จริง และด้วยเหตุผลนี้ การที่เราตัดสินศิลปะออกมาไม่เหมือนกันก็เพราะเราแต่ละคนไม่สามารถเข้าถึงสุนทรียธาติที่แท้จริงได้หรือตัวจริงมาตรฐานนั่นเอง การที่เราจะเข้าถึงเกณฑ์มาตรฐานนี้ได้นั้น เราจำเป็นต้องฝึกพัฒนาจิตให้สมบูรณ์จนสามารถเห็นความงามมาตรฐานได้ บางคนอาจทำสมาธิ บางคนอาจฝึกฝนทางศิลปะจนชำนาญ เป็นต้น

    นักสุนทรียศาสตร์ในกลุ่มนี้ที่สำคัญ ได้แก่ พลาโต ( Plato ) อริสโตเติล ( Aristotle ) และเฮเกล ( Hegel ) เป็นต้น
    3. กลุ่มที่เชื่อว่า หลักเกณฑ์ในการตัดสินสุนทรียศาสตร์นั้นเปลี่ยนแปลงไปตามสภาวะแวดล้อม
    เรียกเกณฑ์ตัดสินนี้ว่า “ สัมพัทธนิยม ” ( Relativism ) เป็นกลุ่มที่มีแนวคิดคล้ายกับกลุ่มอัตนัยนิยม แต่ต่างกันตรงที่กลุ่มสัมพัทธนิยมนั้นมีความเชื่อว่า กฎเกณฑ์ตัดสินทางสุนทรียศาสตร์นั้นขึ้นอยู่กับสภาวะแวดล้อม วัฒนธรรมของแต่ละท้องถิ่น หรือขึ้นอยู่กับสภาพภูมิประเทศ ตลอดจนดิน ฟ้า อากาศของแต่ละพื้นที่ โดยไม่ขึ้นอยู่กับตัวผู้วิจารณ์ เพราะผู้วิจารณ์จะต้องวางตัวเป็นกลางและต้องสำนึกอยู่ในใจเสมอว่า ตนเองเป็นเพียงส่วนหนึ่งของสังคม ดังนี้แล้ว เกณฑ์ตัดสินทางสุนทรียศาสตร์จึงเปลี่ยนแปลงไปตามสังคมบ้าง ตามสภาพของภูมิอากาศ ภูมิประเทศนั้น ๆ บ้าง แล้วแต่สภาวะแวดล้อมจะพาไป นั่นเอง

    อ้างอิง
    http://www.etcfoto.com/forum/index.php?topic=1483.0;wap2

    นายณรงค์ศักดิ์ ผลินยศ
    51142210044
    แพทย์ไทยประยุกต์

    ตอบลบ
  88. สวัสดีค่ะอาจารย์

    เกณฑ์ตัดสินทางสุนทรียศาสตร์ คืออะไร ?
    การตัดสินทางสุนทรียศาสตร์ คือ การที่เราใช้จิตแสดงปฏิกิริยาต่อสภาพการณ์ในสิ่งแวดล้อม หรือการที่จิตประเมินค่าวัตถุที่มีคุณค่า ที่เร้าให้เกิดความรู้สึกภายในจิตใจ แม้ว่าความงามจะขึ้นอยู่กับจิต แต่ก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเลือกตามใจชอบ หากแต่ต้องขึ้นอยู่กับคุณค่าที่มีอยู่ในวัตถุนั้น ๆ ด้วย
    การตัดสินทางสุนทรียศาสตร์ก็สามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มแนวคิด ดังนี้
    1. กลุ่มที่ใช้ตนเองเป็นตัวตัดสิน
    เรียกเกณฑ์ตัดสินนี้ว่า “ อัตนัยนิยม ” ( Subjectivism )เป็นกลุ่มที่เชื่อว่า ความรู้ ความจริงและความดีงามทั้งหลายล้วนเป็นสิ่งที่ไม่มีความจริงในตัวเอง หากแต่เป็นเพียงสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นมาเท่านั้น ดังนั้น กฎเกณฑ์ในทางความรู้ ความจริงและความดีงามนี้จึงไม่มีอยู่จริง มนุษย์เท่านั้นที่มีอยู่จริงและจะเป็นตัวตัดสิน พร้อมทั้งเป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ขึ้นมา มนุษย์แต่ละคนต่างมีมาตรวัดความจริงต่างกันออกไปโดยไม่ขึ้นอยู่กับใครหรือสิ่งใด เกณฑ์การตัดสินแบบนี้สามารถทำให้เราเกิดความเชื่อมั่นในตัวเองได้ แต่หากความรู้สึกเชื่อมั่นนี้มีมากจนเกินไปอาจจะส่งผลทำให้เราเป็นผู้ที่เห็นแก่ตัว เอาแต่ใจตัวเอง ไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น ซึ่งจะส่งผลต่อไปคือ ทำให้เรามีโลกทัศน์ที่แคบ และเดียวดายในโลกกว้างนี้
    นักสุนทรียศาสตร์ในกลุ่มนี้ที่สำคัญ ได้แก่ กลุ่มโซฟิสต์ ,ฮอบส์และออร์เตกา
    เช่น
    กลุ่มโซฟิสต์(นำโดย Protagoras)ถือว่าความจริงเป็นอัตนัย ไม่ใช่ปรนัย ดังนั้น มนุษย์แต่ละคนจึงเป็นมาตรการวัดทุกอย่าง ความดี ความชั่วเป็นเรื่องสมมติ สิ่งใดดีก็ดีเฉพาะคนนั้น ไม่จำเป็นต้องดีแก่ทุกคน สิ่งที่ดี คือ สิ่งที่ฉันชอบ
    ตัวอย่างเช่น
    การแต่งตัวของบุคคลแต่ละคนจะแตกต่างกันออกไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความชอบของแต่ละบุคคลไม่เหมือนกัน บางครั้งเราแต่งตัวในแบบของเรา อาจจะไม่เข้าตาใครบางคน แต่เราก็ไม่แคร์ เพราะถือว่าเราแต่งตัวในแบบของเรา เป็นสิ่งที่เราชอบก็โอเคแล้ว ใครจะพูดอย่างไรก็ไม่ฟัง

    2. กลุ่มที่เชื่อว่า มีหลักเกณฑ์ที่ตายตัวที่จะใช้ตัดสินได้
    เรียกเกณฑ์ตัดสินนี้ว่า “ ปรนัยนิยม ” ( Objectivism )เป็นกลุ่มที่เชื่อว่า มีเกณฑ์มาตรฐานตายตัวแน่นอนในทางศิลปะ ซึ่งสามารถนำไปตัดสินผลงานได้ในทุกสมัย เกณฑ์มาตรฐานนี้ไม่มีการเปลี่ยนแปลงและไม่ขึ้นอยู่กับความรู้สึกใครหรือศิลปินคนไหน กลุ่มนี้มีความเชื่ออีกว่า สุนทรียธาตุมีอยู่จริง แม้ว่าเราจะเข้าถึงมันไม่ได้ก็ตาม แต่มันก็มีอยู่จริง และด้วยเหตุผลนี้ การที่เราตัดสินศิลปะออกมาไม่เหมือนกันก็เพราะเราแต่ละคนไม่สามารถเข้าถึงสุนทรียธาตุที่แท้จริงได้หรือตัวจริงมาตรฐานนั่นเอง การที่เราจะเข้าถึงเกณฑ์มาตรฐานนี้ได้นั้น จำเป็นต้องฝึกพัฒนาจิตให้สมบูรณ์จนสามารถเห็นความงามมาตรฐานได้ อาจทำสมาธิ อาจฝึกฝนทางศิลปะจนชำนาญ
    นักสุนทรียศาสตร์ในกลุ่มนี้ที่สำคัญ ได้แก่ อริสโตเติล ,อริสโตเติลและเฮเกล
    ตัวอย่างเช่น
    การประกวดมิสทีนไทยแลนด์ ในการตัดสินก็จะมีกฏเกณฑ์ตายตัวอยู่แล้วในการตัดสิน ซึ่งผู้ประกวดทุกคนต้องมีความพร้อม มีสมาธิ และความชำนาญในการแสดงความสามารถเฉพาะบุคคล ที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างดี

    3. กลุ่มที่เชื่อว่า หลักเกณฑ์ในการตัดสินสุนทรียศาสตร์นั้นเปลี่ยนแปลงไปตามสภาวะแวดล้อม
    เรียกเกณฑ์ตัดสินนี้ว่า “ สัมพัทธนิยม ” ( Relativism )เป็นกลุ่มที่มีแนวคิดคล้ายกับกลุ่มอัตนัยนิยม แต่ต่างกันตรงที่กลุ่มสัมพัทธนิยมนั้นมีความเชื่อว่า กฎเกณฑ์ตัดสินทางสุนทรียศาสตร์นั้นขึ้นอยู่กับสภาวะแวดล้อม วัฒนธรรมของแต่ละท้องถิ่น หรือขึ้นอยู่กับสภาพภูมิประเทศ ตลอดจนดิน ฟ้า อากาศของแต่ละพื้นที่ โดยไม่ขึ้นอยู่กับตัวผู้วิจารณ์ เพราะผู้วิจารณ์จะต้องวางตัวเป็นกลางและต้องสำนึกอยู่ในใจเสมอว่า ตนเองเป็นเพียงส่วนหนึ่งของสังคม ดังนี้แล้ว เกณฑ์ตัดสินทางสุนทรียศาสตร์จึงเปลี่ยนแปลงไปตามสังคมบ้าง ตามสภาพของภูมิอากาศ ภูมิประเทศนั้น ๆ บ้าง แล้วแต่สภาวะแวดล้อมจะพาไป นั่นเอง
    นักสุนทรียศาสตร์ในกลุ่มนี้ที่สำคัญ ได้แก่ ซานตายานา และแซมมวล อาเล็กซันเดอร์
    ตัวอย่าง
    เวลาอยู่กับเพื่อน เราจะทำตัวตามสบาย สนุกสนาน เฮอา
    เวลาอยู่กับญาติผู้ใหญ่ เราก็ทำตัวเรียบร้อย ไม่พูดเล่นจนเกินเลย
    เวลาเรียนหนังสือ ก็ต้องตั้งใจเรียน ไม่เล่น ไม่คุย
    หรืออย่างเช่น เราอยู่บ้านรับประทานอาหารรสชาติแบบนี้ แต่เวลาออกไปข้างนอกหรือไปค้างแรมที่อื่น มีอาหารแบบไหน รสชาติแบไหน ซึ่งบางครั้งไม่ถูกปาก เราก็ต้องรับประทานได้ เพื่อความอยู่รอด

    ที่มา
    http://ecurriculum.mv.ac.th/library2/religion/philosophy/philosophy_aesthetics.htm

    http://blog.spu.ac.th/print.php?id=9034

    นางสาว ธันยรัศมิ์ เดชรักษ์ภรณ์
    รหัสนักศึกษา 51142210034
    สาขา การแพทย์แผนไทยประยุกต์

    ตอบลบ
  89. การตัดสินทางสุนทรียศาสตร์ คือ การที่เราใช้จิตแสดงปฏิกิริยาต่อสภาพการณ์ในสิ่งแวดล้อม หรือการที่จิตประเมินค่าวัตถุที่มีคุณค่า ที่เร้าให้เกิดความรู้สึกภายในจิตใจ แม้ว่าความงามจะขึ้นอยู่กับจิต แต่ก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเลือกตามใจชอบ หากแต่ต้องขึ้นอยู่กับคุณค่าที่มีอยู่ในวัตถุนั้น ๆ ด้วย
    มุมมองทางความคิดของแต่ละคนนั้นมีความแตกต่างกัน หลากหลายออกไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับบุคคลนั้น ๆ ว่าใช้อะไรเป็นหลักในการตัดสินสิ่งต่าง ๆ และการตัดสินทางสุนทรียศาสตร์ก็สามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มแนวคิด ดังนี้

    1. กลุ่มที่ใช้ตนเองเป็นตัวตัดสิน
    เรียกเกณฑ์ตัดสินนี้ว่า “ อัตนัยนิยม ” ( Subjectivism ) เป็นกลุ่มที่เชื่อว่า ความรู้ ความจริงและความดีงามทั้งหลายล้วนเป็นสิ่งที่ไม่มีความจริงในตัวเอง หากแต่เป็นเพียงสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นมาเท่านั้น ดังนั้น กฎเกณฑ์ในทางความรู้ ความจริงและความดีงามนี้จึงไม่มีอยู่จริง มนุษย์เท่านั้นที่มีอยู่จริงและจะเป็นตัวตัดสิน พร้อมทั้งเป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ขึ้นมา มนุษย์แต่ละคนต่างมีมาตรวัดความจริงต่างกันออกไปโดยไม่ขึ้นอยู่กับใครหรือสิ่งใด เกณฑ์การตัดสินแบบนี้สามารถทำให้เราเกิดความเชื่อมั่นในตัวเองได้ แต่หากความรู้สึกเชื่อมั่นนี้มีมากจนเกินไปอาจจะส่งผลทำให้เราเป็นผู้ที่เห็นแก่ตัว เอาแต่ใจตัวเอง ไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น ซึ่งจะส่งผลต่อไปคือ ทำให้เรามีโลกทัศน์ที่แคบ และเดียวดายในโลกกว้างนี้
    นักสุนทรียศาสตร์ในกลุ่มนี้ที่สำคัญ ได้แก่ กลุ่มโซฟิสต์ ( Sophist ) ฮอบส์ ( Hobbes ) และออร์เตกา ( Ortega ) เป็นต้น

    2. กลุ่มที่เชื่อว่า มีหลักเกณฑ์ที่ตายตัวที่จะใช้ตัดสินได้
    เรียกเกณฑ์ตัดสินนี้ว่า “ ปรนัยนิยม ” ( Objectivism ) เป็นกลุ่มที่เชื่อว่า มีเกณฑ์มาตรฐานตายตัวแน่นอนในทางศิลปะ ซึ่งสามารถนำไปตัดสินผลงานได้ในทุกสมัย เกณฑ์มาตรฐานนี้ไม่มีการเปลี่ยนแปลงและไม่ขึ้นอยู่กับความรู้สึกใครหรือศิลปินคนไหน กลุ่มนี้มีความเชื่ออีกว่า สุนทรียธาตุมีอยู่จริง แม้ว่าเราจะเข้าถึงมันไม่ได้ก็ตาม แต่มันก็มีอยู่จริง และด้วยเหตุผลนี้ การที่เราตัดสินศิลปะออกมาไม่เหมือนกันก็เพราะเราแต่ละคนไม่สามารถเข้าถึงสุนทรียธาติที่แท้จริงได้หรือตัวจริงมาตรฐานนั่นเอง การที่เราจะเข้าถึงเกณฑ์มาตรฐานนี้ได้นั้น เราจำเป็นต้องฝึกพัฒนาจิตให้สมบูรณ์จนสามารถเห็นความงามมาตรฐานได้ บางคนอาจทำสมาธิ บางคนอาจฝึกฝนทางศิลปะจนชำนาญ เป็นต้น
    นักสุนทรียศาสตร์ในกลุ่มนี้ที่สำคัญ ได้แก่ พลาโต ( Plato ) อริสโตเติล ( Aristotle ) และเฮเกล ( Hegel ) เป็นต้น

    3. กลุ่มที่เชื่อว่า หลักเกณฑ์ในการตัดสินสุนทรียศาสตร์นั้นเปลี่ยนแปลงไปตามสภาวะแวดล้อม
    เรียกเกณฑ์ตัดสินนี้ว่า “ สัมพัทธนิยม ” ( Relativism ) เป็นกลุ่มที่มีแนวคิดคล้ายกับกลุ่มอัตนัยนิยม แต่ต่างกันตรงที่กลุ่มสัมพัทธนิยมนั้นมีความเชื่อว่า กฎเกณฑ์ตัดสินทางสุนทรียศาสตร์นั้นขึ้นอยู่กับสภาวะแวดล้อม วัฒนธรรมของแต่ละท้องถิ่น หรือขึ้นอยู่กับสภาพภูมิประเทศ ตลอดจนดิน ฟ้า อากาศของแต่ละพื้นที่ โดยไม่ขึ้นอยู่กับตัวผู้วิจารณ์ เพราะผู้วิจารณ์จะต้องวางตัวเป็นกลางและต้องสำนึกอยู่ในใจเสมอว่า ตนเองเป็นเพียงส่วนหนึ่งของสังคม ดังนี้แล้ว เกณฑ์ตัดสินทางสุนทรียศาสตร์จึงเปลี่ยนแปลงไปตามสังคมบ้าง ตามสภาพของภูมิอากาศ ภูมิประเทศนั้น ๆ บ้าง แล้วแต่สภาวะแวดล้อมจะพาไป นั่นเอง
    นักสุนทรียศาสตร์ในกลุ่มนี้ที่สำคัญ ได้แก่ ซานตายานา ( Santayana ) และแซมมวล อาเล็กซันเดอร์ ( Samuel Alexander ) เป็นต้น

    ยกตัวอย่างการตัดสินความงาม
    กลุ่มที่ 1 การเลือกซื้อเสื้อผ้า แต่ละคนย่อมใช้ตัวเองเป็นเกณฑ์ในการตัดสิน เช่นดิฉันเห็นว่าเสื้อสีชมพูสวยดิฉันก็เลือกซื้อเสื้อสีฟ้า แต่คนอื่นอาจเลือกซื้อเสื้อสีดำ

    กลุ่มที่ 2 การแข่งกีฬายิมนาสติกซึ่งมีหลักเกณฑ์ในการตัดสินที่เป็นสากล หากนักกีฬาคนใดแสดงได้ครบตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ นักฬากีฬาคนนั้นก็ถือว่าแสดงได้อย่างสวยงาม แต่ในทางตรงกันข้ามหากมีนักกีฬาอีกคนนึงไม่ได้แสดงตามเกณฑ์ที่หลักสากลกำหนดไว้ นักกีฬาคนนั้นก็อาจถูกมองว่าแสดงไม่สวยงาม

    กลุ่มที่ 3 การแต่งตัวของวัยรุ่นมักแต่งตัวตามกระแสความนิยม เช่น เมื่อ 20 ปีที่แล้วอาจนิยมเสื้อผ้าอีกแบบที่ในสมัยนั้นมองว่าสวยงาม แต่มาในปัจจุบันวัยรุ่นมักนิยมแฟชั่นเกาหลีก็มองว่าการแต่งตัวแบบแฟชั่นเกาหลีนั้นดูสวยงาม

    ที่มา http://www.etcfoto.com/forum/index.php?action=printpage;topic=1483.0

    เนตรนรินทร์ รัตนรังสรรค์
    51142210051
    แพทย์แผนไทยประยุกต์

    ตอบลบ
  90. สวัสดีค่ะอาจารย์

    จากคำถามที่ว่า
    "สุนทรียศาสตร์กับจริยศาสตร์ เป็นสิ่งที่ดำเนินการไปในทิศทางเดียวกันหรือไม่ จงใช้เหตุผล และยกตัวอย่างประกอบ"

    สุนทรียศาสตร์ “วิชาที่ว่าด้วยความสวย ความงาม และความไพเราะ สามารถรับรู้ได้ด้วยประสาทสัมผัส เกิดความรู้สึกปิติยินดี อิ่มเอมใจ พอใจ และชื่นชมในสิ่งต่าง ๆ ที่เข้ามาปะทะอาจจะเป็นในธรรมชาติเอง หรือที่มนุษย์ผลิตคิดค้นขึ้นโดยมีจุดประสงค์ให้มีความงาม” สุนทรียภาพ “ประสบการณ์ทางความงามเกิดขึ้นจากการได้สัมผัสกับสิ่งที่มีความงาม ความไพเราะ แล้วทำให้เกิดอารมณ์สุนทรีย์ เกิดความปิติสุขเพลิดเพลิน” ประสบการณ์ทางความงามมี ๒ ลักษณะ ได้แก่ ประสบการณ์ตรง ซึ่งมีผลต่อการรับรู้คุณค่าสุนทรีย์ได้มากที่สุด และประสบการณ์รอง ส่วนใหญ่ล้วนเป็นผลงานที่มนุษย์สร้างขึ้นและไม่มีโอกาสได้ชมของจริง

    จริยศาสตร์ หมายถึง ศาสตร์ที่ว่าด้วยศีลธรรม รวมทั้งกระสวน (Pattern ) ข้อประพฤติทางสังคมและทฤษฎีทางศีลธรรมต่าง ๆ เป็นการศึกษากระบวนการการกระทำของมนุษย์ในแง่ที่ว่าอระไรดี มีข้อปฏิบัติด้านศีลธรรมเกี่ยวกับพฤติกรรม ( Behavior ) ในข้อที่ว่าอะไรคือ คุณค่าที่ควรบรรลุถึง พฤติกรรมเช่นไรดี อะไรมีความหมายต่อชีวิต ในด้าน ศีลธรรม จริยศาสตร์ก็ว่าด้วย สาระแก่นสารของศีลธรรรมกำเนิดและพัฒนาการของศีลธรรมกฎเกณฑ์ซึ่งกำหนดมาตราฐานด้านศีลธรรมและลักษณะทางประวัติศาสตร์ ข้อประพฤติอันเป็นบรรทัดฐานและทฤษฎีจริยธรรมมักแยกกันไม่ออกเพราะการกระทำของปัจเจกชนและสังคมก่อให้เกิดความคิดเรื่องจริยธรรม


    การทำบุญตักบาตร อุทิศส่วนกุศล ให้แก่ผู้ที่ล่วงลับไปแล้วเป็นการกระทำที่คิดว่าทำแล้วสบายใจและอยากทำเพราะเราคิดว่าบุญครั้งนี้ที่ผู้ล่วงลับได้รับไปแล้วจะทำให้เขาอิ่มบุญไปด้วยเป็นสิ่งที่ได้รับด้วยกันทั้งผู้ให้และผู้รับ


    สรุปก็คือ ความงาม ความสุข และความดีเกิดขึ้นพร้อมกัน
    สุนทรียศาสตร์และจริยศาสตร์ย่อมสอดคล้องกัน


    นางสาวศันสนีย์ จุมรัมย์
    รหัสนักศึกษา 51142210030
    นักศึกษาการแพทย์แผนไทยประยุกต์

    ตอบลบ
  91. สุนทรียศาสตร์ เป็นสาขาหนึ่งของปรัชญา ว่าด้วยเรื่องของความงามและศิลปะ นับเป็นแนวคิดที่ดำเนินสืบเนื่องมาช้านานนับพันๆ ปี

    ความหมาย สุนทรียภาพของชีวิต เป็นความซาบซึ้งที่มีคุณค่าในจิตใจของมนุษย์เพราะทุกคนปรารถนาสิ่งที่มำให้เจริญหู เจริญตา ซึ่งถืออาหารใจที่ได้รับจากทางหูและตา สุนทรียศาสตร์ มาจากศัพท์ภาษาบาลีว่า สุนทรียะ “ความงาม ความดี” ศาสตร์ “วิชา” สุนทรีย + ศาสตร์ “การศึกษาเรื่องความงาม” Aesthete ผู้ที่ชอบความงาม Aesthetic เกี่ยวกับความรู้สึกต่อความงาม Aesthetics สุนทรียศาสตร์, สุนทรียภาพ Aesthetician นักสุนทรีย์ Aestheticism การยอมรับความงามเป็นเอก Aesthesia ความรู้สึก

    สุนทรียศาสตร์ “วิชาที่ว่าด้วยความสวย ความงาม และความไพเราะ สามารถรับรู้ได้ด้วยประสาทสัมผัส เกิดความรู้สึกปิติยินดี อิ่มเอมใจ พอใจ และชื่นชมในสิ่งต่าง ๆ ที่เข้ามาปะทะอาจจะเป็นในธรรมชาติเอง หรือที่มนุษย์ผลิตคิดค้นขึ้นโดยมีจุดประสงค์ให้มีความงาม” สุนทรียภาพ “ประสบการณ์ทางความงามเกิดขึ้นจากการได้สัมผัสกับสิ่งที่มีความงาม ความไพเราะ แล้วทำให้เกิกดอารมณ์สุนทรีย์ เกิดความปิติสุขเพลิดเพลิน” ประสบการณ์ทางความงามมี ๒ ลักษณะ ได้แก่ ประสบการณ์ตรง ซึ่งมีผลต่อการรับรู้คุณค่าสุนทรีย์ได้มากที่สุด และประสบการณ์รอง ส่วนใหญ่ล้วนเป็นผลงานที่มนุษย์สร้างขึ้นและไม่มีโอการได้ชมของจริง

    ยกตัวอย่าง

    ทะเล น้ำตก ภูเขา นี่คือสิ่งที่ดิฉันคิกว่าเป็นความงามค่ะ

    นางสาวกรรณิกา แก้วสิงห์

    รหัส511422143

    สาขาแพทย์แผนไทยประยุกต์

    ตอบลบ
  92. เกณฑ์ตัดสินทางสุนทรียศาสตร์ คืออะไร ?

    การตัดสินทางสุนทรียศาสตร์ คือ การที่เราใช้จิตแสดงปฏิกิริยาต่อสภาพการณ์ในสิ่งแวดล้อม หรือการที่จิตประเมินค่าวัตถุที่มีคุณค่า ที่เร้าให้เกิดความรู้สึกภายในจิตใจ แม้ว่าความงามจะขึ้นอยู่กับจิต แต่ก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเลือกตามใจชอบ หากแต่ต้องขึ้นอยู่กับคุณค่าที่มีอยู่ในวัตถุนั้น ๆ ด้วย

    มุมมองทางความคิดของแต่ละคนนั้นมีความแตกต่างกัน หลากหลายออกไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับบุคคลนั้น ๆ ว่าใช้อะไรเป็นหลักในการตัดสินสิ่งต่าง ๆ และการตัดสินทางสุนทรียศาสตร์ก็สามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มแนวคิด ดังนี้



    1. กลุ่มที่ใช้ตนเองเป็นตัวตัดสิน

    เรียกเกณฑ์ตัดสินนี้ว่า “ อัตนัยนิยม ” ( Subjectivism ) เป็นกลุ่มที่เชื่อว่า ความรู้ ความจริงและความดีงามทั้งหลายล้วนเป็นสิ่งที่ไม่มีความจริงในตัวเอง หากแต่เป็นเพียงสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นมาเท่านั้น ดังนั้น กฎเกณฑ์ในทางความรู้ ความจริงและความดีงามนี้จึงไม่มีอยู่จริง มนุษย์เท่านั้นที่มีอยู่จริงและจะเป็นตัวตัดสิน พร้อมทั้งเป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ขึ้นมา มนุษย์แต่ละคนต่างมีมาตรวัดความจริงต่างกันออกไปโดยไม่ขึ้นอยู่กับใครหรือสิ่งใด เกณฑ์การตัดสินแบบนี้สามารถทำให้เราเกิดความเชื่อมั่นในตัวเองได้ แต่หากความรู้สึกเชื่อมั่นนี้มีมากจนเกินไปอาจจะส่งผลทำให้เราเป็นผู้ที่เห็นแก่ตัว เอาแต่ใจตัวเอง ไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น ซึ่งจะส่งผลต่อไปคือ ทำให้เรามีโลกทัศน์ที่แคบ และเดียวดายในโลกกว้างนี้

    นักสุนทรียศาสตร์ในกลุ่มนี้ที่สำคัญ ได้แก่ กลุ่มโซฟิสต์ ( Sophist ) ฮอบส์ ( Hobbes ) และออร์เตกา ( Ortega ) เป็นต้น

    2. กลุ่มที่เชื่อว่า มีหลักเกณฑ์ที่ตายตัวที่จะใช้ตัดสินได้

    เรียกเกณฑ์ตัดสินนี้ว่า “ ปรนัยนิยม ” ( Objectivism ) เป็นกลุ่มที่เชื่อว่า มีเกณฑ์มาตรฐานตายตัวแน่นอนในทางศิลปะ ซึ่งสามารถนำไปตัดสินผลงานได้ในทุกสมัย เกณฑ์มาตรฐานนี้ไม่มีการเปลี่ยนแปลงและไม่ขึ้นอยู่กับความรู้สึกใครหรือศิลปินคนไหน กลุ่มนี้มีความเชื่ออีกว่า สุนทรียธาตุมีอยู่จริง แม้ว่าเราจะเข้าถึงมันไม่ได้ก็ตาม แต่มันก็มีอยู่จริง และด้วยเหตุผลนี้ การที่เราตัดสินศิลปะออกมาไม่เหมือนกันก็เพราะเราแต่ละคนไม่สามารถเข้าถึงสุนทรียธาติที่แท้จริงได้หรือตัวจริงมาตรฐานนั่นเอง การที่เราจะเข้าถึงเกณฑ์มาตรฐานนี้ได้นั้น เราจำเป็นต้องฝึกพัฒนาจิตให้สมบูรณ์จนสามารถเห็นความงามมาตรฐานได้ บางคนอาจทำสมาธิ บางคนอาจฝึกฝนทางศิลปะจนชำนาญ เป็นต้น

    นักสุนทรียศาสตร์ในกลุ่มนี้ที่สำคัญ ได้แก่ พลาโต ( Plato ) อริสโตเติล ( Aristotle ) และเฮเกล ( Hegel ) เป็นต้น

    3. กลุ่มที่เชื่อว่า หลักเกณฑ์ในการตัดสินสุนทรียศาสตร์นั้นเปลี่ยนแปลงไปตามสภาวะแวดล้อม

    เรียกเกณฑ์ตัดสินนี้ว่า “ สัมพัทธนิยม ” ( Relativism ) เป็นกลุ่มที่มีแนวคิดคล้ายกับกลุ่มอัตนัยนิยม แต่ต่างกันตรงที่กลุ่มสัมพัทธนิยมนั้นมีความเชื่อว่า กฎเกณฑ์ตัดสินทางสุนทรียศาสตร์นั้นขึ้นอยู่กับสภาวะแวดล้อม วัฒนธรรมของแต่ละท้องถิ่น หรือขึ้นอยู่กับสภาพภูมิประเทศ ตลอดจนดิน ฟ้า อากาศของแต่ละพื้นที่ โดยไม่ขึ้นอยู่กับตัวผู้วิจารณ์ เพราะผู้วิจารณ์จะต้องวางตัวเป็นกลางและต้องสำนึกอยู่ในใจเสมอว่า ตนเองเป็นเพียงส่วนหนึ่งของสังคม ดังนี้แล้ว เกณฑ์ตัดสินทางสุนทรียศาสตร์จึงเปลี่ยนแปลงไปตามสังคมบ้าง ตามสภาพของภูมิอากาศ ภูมิประเทศนั้น ๆ บ้าง แล้วแต่สภาวะแวดล้อมจะพาไป นั่นเอง

    นักสุนทรียศาสตร์ในกลุ่มนี้ที่สำคัญ ได้แก่ ซานตายานา ( Santayana ) และแซมมวล อาเล็กซันเดอร์ ( Samuel Alexander ) เป็นต้น

    ที่มาhttp://www.etcfoto.com/forum/index.php?action=printpage;topic=1483.0

    ยกตัวอย่างในการตัดสินใจกลุ่มที่1
    เช่น การที่เราจะตัดสินใจในการที่จะซื้อกระเป๋าซักใบที่ถูกใจมันก็ขึ้นอยู่กับเราว่าเราจะซื้อมันหรือไม่ อีกอย่างถ้าเราตัดสินใจที่จะทำบุญเข้าวัดซึ่งเป็นสิ่งที่ดีงาม ก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับใครทั้งสิ้น

    ยกตัวอย่างในการตัดสินใจกลุ่มที่2
    เช่นคนที่เมาแล้วขับเมื่อถูกตำรวจจับก็สามารถตัดสินตามกฎหมายได้ว่าคนขับทำผิดกฎหมายจริงตามกฎหมายที่ถูกกำหนดไว้

    ยกตัวอย่างในการตัดสินใจกลุ่มที่3
    เช่น รสนิยมแฟชั่นนี้จะเปลี่ยนไปตามยุคตามสมัย ตามสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไป เป็นต้น

    ชื่อ น.ส. จันทรรัตน์ นามสกุล เพชรธาราทิพย์
    รหัสนักศึกษา 51142210039 ค่ะ

    ตอบลบ
  93. สวัสดีค่ะอาจารย์

    จากคำถามที่ว่า
    "สุนทรียศาสตร์กับจริยศาสตร์ เป็นสิ่งที่ดำเนินการไปในทิศทางเดียวกันหรือไม่ จงใช้เหตุผล และยกตัวอย่างประกอบ"
    สุนทรียศาสตร์ มาจากภาษาสันสฤตว่า สุนทรียะ แปลว่า งาม และ ศาสตร์ แปลว่า วิชา เมื่อรวมความแล้วจึงแปลได้ว่า วิชาที่ว่าด้วยสิ่งสวยงาม ในภาษาอังกฤษใช้คำว่า Aesthetics โดยศัพท์คำนี้เกิดจากนักปรัชญาเหตุผลนิยมชาวเยอรมันชื่อ โบมกาเต้น ซึ่งสร้างคำจากภาษากรีกคำว่า Aisthetikos แปลว่า รู้ได้ด้วยผัสสะ

    ความงามอาจเป็นสิ่งลึกซึ้งที่มีอยู่ในทุกสิ่ง อาจจะเป็นสิ่งบริสุทธิ์ที่ปราศจากการปรุงแต่ง หรืออาจจะเป็นคุณสมบัติในทางศีลธรรม หรือสิ่งที่โน้มน้าวใจให้เกิดความรู้สึกซาบซึ้ง ความงามอาจมีอยู่รอบๆ ตัวเรา ทั้งสิ่งที่มนุษย์เราสร้างขึ้นมาเอง ทั้งสิ่งที่เกิดโดยธรรมชาติแล้วเราจะบอกได้ยังไงว่าสิ่งทั้งหลายในโลกที่เราพบเจออยู่ทุกวี่ทุกวั้นสิ่งไหนงามสิ่งไหนไม่งาม อะไรจะมาเป็นสิ่งที่แบ่งว่าคนคนนั้นสวยคนคนนั้นหล่อ แค่เครื่องหน้าของเราวางผิดตำแหน่งไปครึ่งมิล เราจะถึอว่าเป็นคนขี้เหร่ไหม เราลองมาดูกัน...

    1. กลุ่มที่ใช้ตนเองเป็นตัวตัดสิน

    เราเรียกเกณฑ์ตัดสินนี้ว่า อัตนัยนิยม ( Subjectivism ) เป็นกลุ่มที่เชื่อว่า ความรู้ ความจริงและความดีงามทั้งหลายล้วนเป็นสิ่งที่ไม่มีความจริงในตัวเอง หากแต่เป็นเพียงสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นมาเท่านั้น ดังนั้น กฎเกณฑ์ในทางความรู้ ความจริงและความดีงามนี้จึงไม่มีอยู่จริง มนุษย์เท่านั้นที่มีอยู่จริงและจะเป็นตัวตัดสิน พร้อมทั้งเป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ขึ้นมา มนุษย์แต่ละคนต่างมีมาตรวัดความจริงต่างกันออกไปโดยไม่ขึ้นอยู่กับใครหรือสิ่งใด เกณฑ์การตัดสินแบบนี้สามารถทำให้เราเกิดความเชื่อมั่นในตัวเองได้ แต่หากความรู้สึกเชื่อมั่นนี้มีมากจนเกินไปอาจจะส่งผลทำให้เราเป็นผู้ที่เห็นแก่ตัว เอาแต่ใจตัวเอง ไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น ซึ่งจะส่งผลต่อไปคือ ทำให้เรามีโลกทัศน์ที่แคบ และเดียวดายในโลกกว้างนี้

    2. กลุ่มที่เชื่อว่า มีหลักเกณฑ์ที่ตายตัวที่จะใช้ตัดสินได้

    เรา เรียกเกณฑ์ตัดสินนี้ว่า ปรนัยนิยม ( Objectivism ) เป็นกลุ่มที่เชื่อว่า มีเกณฑ์มาตรฐานตายตัวแน่นอนในทางศิลปะ ซึ่งสามารถนำไปตัดสินผลงานได้ในทุกสมัย เกณฑ์มาตรฐานนี้ไม่มีการเปลี่ยนแปลงและไม่ขึ้นอยู่กับความรู้สึกใครหรือศิลปินคนไหน กลุ่มนี้มีความเชื่ออีกว่า สุนทรียธาตุมีอยู่จริง แม้ว่าเราจะเข้าถึงมันไม่ได้ก็ตาม แต่มันก็มีอยู่จริง และด้วยเหตุผลนี้ การที่เราตัดสินศิลปะออกมาไม่เหมือนกันก็เพราะเราแต่ละคนไม่สามารถเข้าถึงสุนทรียธาติที่แท้จริงได้หรือตัวจริงมาตรฐานนั่นเอง การที่เราจะเข้าถึงเกณฑ์มาตรฐานนี้ได้นั้น เราจำเป็นต้องฝึกพัฒนาจิตให้สมบูรณ์จนสามารถเห็นความงามมาตรฐานได้ บางคนอาจทำสมาธิ บางคนอาจฝึกฝนทางศิลปะจนชำนาญ เป็นต้น

    3. กลุ่มที่เชื่อว่า หลักเกณฑ์ในการตัดสินสุนทรียศาสตร์นั้นเปลี่ยนแปลงไปตามสภาวะแวดล้อม

    เราเรียกเกณฑ์ตัดสินนี้ว่า สัมพัทธนิยม ( Relativism ) เป็นกลุ่มที่มีแนวคิดคล้ายกับกลุ่มอัตนัยนิยม แต่ต่างกันตรงที่กลุ่มสัมพัทธนิยมนั้นมีความเชื่อว่า กฎเกณฑ์ตัดสินทางสุนทรียศาสตร์นั้นขึ้นอยู่กับสภาวะแวดล้อม วัฒนธรรมของแต่ละท้องถิ่น อาจจะขึ้นอยู่กับสภาพภูมิประเทศ ตลอดจนดิน ฟ้า อากาศโดยไม่ขึ้นอยู่กับตัวผู้วิจารณ์ เพราะผู้วิจารณ์จะต้องวางตัวเป็นกลางและต้องสำนึกอยู่ในใจเสมอว่า ตนเองเป็นเพียงส่วนหนึ่งของสังคม ดังนี้แล้ว เกณฑ์ตัดสินทางสุนทรียศาสตร์จึงเปลี่ยนแปลงไปตามสังคมบ้าง ตามสภาพของภูมิอากาศ ภูมิประเทศนั้น ๆ บ้าง แล้วแต่สภาวะแวดล้อมจะพาไป นั่นเอง

    สำหรับเราเอง เราคิดว่าสิ่งใดจะสวยหรอไม่นั่นขึ้นอยู่กับการให้ค่าของมนุษย์ และมนุษย์นี่เองได้ให้ค่ากับทุกสิงทุกอย่าง มนุษย์เป็นตัวกำหนดว่าทองเป็นของมีค่า ขี้เป็นของไร้ค่า คนคนนี้เป็นคนดีมีค่าควรคบหา คนคนนี้ไร้ค่าหมาเมิน
    ตัวอย่าง
    กลุ่มที่ 1: กลุ่มที่ใช้ตนเองเป็นตัวตัดสิน
    เช่น การที่เราอยู่ร่วมกับครอบครัวซึ่งมีคนสูงอายุอยู่ด้วยแต่ตกแต่งบ้านเป็นสีดำสีสดๆๆเพื่อให้ร่วมสมัยโดยที่ไม่นึกว่าผู้ใหญ่อาจจะไม่ชอบก็ได้

    กลุ่มที่ 2: กลุ่มที่เชื่อว่า มีหลักเกณฑ์ที่ตายตัวที่จะใช้ตัดสินได้
    เช่น การไปงานแต่งงานควรแต่งตัวสวยและสีสดใส่ไม่ใช้สีดำซึ่งมันมีความเป็นมาตั้งแต่สมัยโบราณ

    กลุ่มที่ 3:กลุ่มที่เชื่อว่า หลักเกณฑ์ในการตัดสินสุนทรียศาสตร์นั้นเปลี่ยนแปลงไปตามสภาวะแวดล้อม
    เช่น สถานที่ท่องเที่ยวมีความงามเที่แตกต่างกันไป ภาคเหนือจะเป็นการเที่ยวภเขา ภาคอีสานจะเป็นการเที่ยวแม่น้ำ ภาคกลางจะเป็นการเที่ยวในเมืองที่มีตึกราบ้านช่องการเที่ยวห้างแบบคนเมือง ส่วนภาคใต้จะเป็นการเที่ยวทะเล เป็นต้น

    ที่มา
    http://autonomybeans.exteen.com/20070611/entry

    นางสาว นวลพรรณ ทองคุปต์

    รหัส51142210007
    การแพทย์แผนไทยประยุกต์

    ตอบลบ
  94. สวัสดีค่ะอาจารย์

    จากคำถามที่ว่า
    "สุนทรียศาสตร์กับจริยศาสตร์ เป็นสิ่งที่ดำเนินการไปในทิศทางเดียวกันหรือไม่ จงใช้เหตุผล และยกตัวอย่างประกอบ"

    สุนทรียศาสตร์ เป็นคำมาจากศัพท์ภาษาบาลีว่า"สุนทรียะ" แปลว่าดี งาม สุนทรียศาสตร์จึงมีความหมายตามรากศัพท์ว่าวิชาที่ว่าด้วยความงาม ในความหมายของคำเดียวกันนี้ นักปราชญ์ ชาวเยอรมันชื่อAisthetics Baumgarten (1718 - 1762) ได้เลือกคำในภาษากรีกมาใช้คำว่า Aisthetics ซึ่งหมายถึงการรับรู้ตามความรู้สึก (Sense Perception) เป็นวิชาเกี่ยวกับเรื่องทฤษฎีแห่งความงามตรงกับคำในภาษาอังกฤษว่า Aesthetics ส่วนในภาษาไทยใช้คำว่าสุนทรียศาสตร์หรือวิชาศิลปะทั่วไป ดังนั้น จึงถือว่าศิลปะเป็นส่วนหนึ่งของสุนทรียศาสตร์หรือเมื่อกล่าวถึงสุนทรียศาสตร์เมื่อใดก็มักจะเกี่ยวข้องกับงานศิลปะนั่นเอง


    จริยศาสตร์เป็นศาสตร์ที่ว่าด้วยอุปนิสัย นิสัย และพฤติกรรมของมนุษย์ ความประพฤติของมนุษย์ จะเป็นกระจกเงาส่องให้เราเห็นอุปนิสัย และนิสัยของคน จริยศาสตร์จะช่วยชี้ค่าของมนุษย์โดย การมองทางอุปนิสัย นิสัยใจคอ และความประพฤติ ตามที่บุคคลนั้นแสดงออกมาทางกาย วาจา ใจ


    ข้าพเจ้าเห็นด้วยว่าสุนทรียศาสตร์และจริยศาสตร์ มีการดำเนินไปในทิสทางเดียวกันและสอดคล้องกันเพราะการที่เราพูดี ทำดี คิดดี เป็นการแสดงออกถึงอุปนิสัยที่ดีงามใครเห็นใครก็รักเป็นที่ชื่นชอบของคนรอบข้าง การที่จะทำความดีได้นั้นจะต้องเกิดจากจิตใจที่ดีงาม ถ้าเราทำได้ทั้งหมดก็จะเกิดสุนทรียศาสตร์


    สรุปก็คือ ความงาม ความสุข และความดีเกิดขึ้นพร้อมกัน
    สุนทรียศาสตร์และจริยศาสตร์ย่อมสอดคล้องกัน


    นางสาวสถาพร เงิดกระโทก
    รหัสนักศึกษา 51142210016
    นักศึกษาการแพทย์แผนไทยประยุกต์

    ตอบลบ
  95. ไม่ระบุชื่อ25 สิงหาคม 2552 เวลา 03:01

    สวัสดีค่ะอาจารย์

    วันนี้มาทำงานที่อาจารย์ได้มอบหมายนะคะ

    กับคำถามที่ว่า เกณฑ์ตัดสินความงามตามหลักสูตรสุนทรียศาสตร์เป็นอย่างไร (เอกสารอ้างอิง)

    ตอบ สุนทรียศาสตร์ มาจากภาษาสันสฤตว่า สุนทรียะ แปลว่า งาม และ ศาสตร์ แปลว่า วิชา เมื่อรวมความแล้วจึงแปลได้ว่า วิชาที่ว่าด้วยสิ่งสวยงาม ในภาษาอังกฤษใช้คำว่า Aesthetics โดยศัพท์คำนี้เกิดจากนักปรัชญาเหตุผลนิยมชาวเยอรมันชื่อ โบมกาเต้น ซึ่งสร้างคำจากภาษากรีกคำว่า Aisthetikos แปลว่า รู้ได้ด้วยผัสสะ

    ความงามอาจเป็นสิ่งลึกซึ้งที่มีอยู่ในทุกสิ่ง อาจจะเป็นสิ่งบริสุทธิ์ที่ปราศจากการปรุงแต่ง หรืออาจจะเป็นคุณสมบัติในทางศีลธรรม หรือสิ่งที่โน้มน้าวใจให้เกิดความรู้สึกซาบซึ้ง ความงามอาจมีอยู่รอบๆ ตัวเรา ทั้งสิ่งที่มนุษย์เราสร้างขึ้นมาเอง ทั้งสิ่งที่เกิดโดยธรรมชาติแล้วเราจะบอกได้ยังไงว่าสิ่งทั้งหลายในโลกที่เราพบเจออยู่ทุกวี่ทุกวั้นสิ่งไหนงามสิ่งไหนไม่งาม อะไรจะมาเป็นสิ่งที่แบ่งว่าคนคนนั้นสวยคนคนนั้นหล่อ แค่เครื่องหน้าของเราวางผิดตำแหน่งไปครึ่งมิล เราจะถึอว่าเป็นคนขี้เหร่ไหม เราลองมาดูกัน...

    1. กลุ่มที่ใช้ตนเองเป็นตัวตัดสิน

    เราเรียกเกณฑ์ตัดสินนี้ว่า อัตนัยนิยม ( Subjectivism ) เป็นกลุ่มที่เชื่อว่า ความรู้ ความจริงและความดีงามทั้งหลายล้วนเป็นสิ่งที่ไม่มีความจริงในตัวเอง หากแต่เป็นเพียงสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นมาเท่านั้น ดังนั้น กฎเกณฑ์ในทางความรู้ ความจริงและความดีงามนี้จึงไม่มีอยู่จริง มนุษย์เท่านั้นที่มีอยู่จริงและจะเป็นตัวตัดสิน พร้อมทั้งเป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ขึ้นมา มนุษย์แต่ละคนต่างมีมาตรวัดความจริงต่างกันออกไปโดยไม่ขึ้นอยู่กับใครหรือสิ่งใด เกณฑ์การตัดสินแบบนี้สามารถทำให้เราเกิดความเชื่อมั่นในตัวเองได้ แต่หากความรู้สึกเชื่อมั่นนี้มีมากจนเกินไปอาจจะส่งผลทำให้เราเป็นผู้ที่เห็นแก่ตัว เอาแต่ใจตัวเอง ไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น ซึ่งจะส่งผลต่อไปคือ ทำให้เรามีโลกทัศน์ที่แคบ และเดียวดายในโลกกว้างนี้

    2. กลุ่มที่เชื่อว่า มีหลักเกณฑ์ที่ตายตัวที่จะใช้ตัดสินได้

    เรา เรียกเกณฑ์ตัดสินนี้ว่า ปรนัยนิยม ( Objectivism ) เป็นกลุ่มที่เชื่อว่า มีเกณฑ์มาตรฐานตายตัวแน่นอนในทางศิลปะ ซึ่งสามารถนำไปตัดสินผลงานได้ในทุกสมัย เกณฑ์มาตรฐานนี้ไม่มีการเปลี่ยนแปลงและไม่ขึ้นอยู่กับความรู้สึกใครหรือศิลปินคนไหน กลุ่มนี้มีความเชื่ออีกว่า สุนทรียธาตุมีอยู่จริง แม้ว่าเราจะเข้าถึงมันไม่ได้ก็ตาม แต่มันก็มีอยู่จริง และด้วยเหตุผลนี้ การที่เราตัดสินศิลปะออกมาไม่เหมือนกันก็เพราะเราแต่ละคนไม่สามารถเข้าถึงสุนทรียธาติที่แท้จริงได้หรือตัวจริงมาตรฐานนั่นเอง การที่เราจะเข้าถึงเกณฑ์มาตรฐานนี้ได้นั้น เราจำเป็นต้องฝึกพัฒนาจิตให้สมบูรณ์จนสามารถเห็นความงามมาตรฐานได้ บางคนอาจทำสมาธิ บางคนอาจฝึกฝนทางศิลปะจนชำนาญ เป็นต้น

    3. กลุ่มที่เชื่อว่า หลักเกณฑ์ในการตัดสินสุนทรียศาสตร์นั้นเปลี่ยนแปลงไปตามสภาวะแวดล้อม

    เราเรียกเกณฑ์ตัดสินนี้ว่า สัมพัทธนิยม ( Relativism ) เป็นกลุ่มที่มีแนวคิดคล้ายกับกลุ่มอัตนัยนิยม แต่ต่างกันตรงที่กลุ่มสัมพัทธนิยมนั้นมีความเชื่อว่า กฎเกณฑ์ตัดสินทางสุนทรียศาสตร์นั้นขึ้นอยู่กับสภาวะแวดล้อม วัฒนธรรมของแต่ละท้องถิ่น อาจจะขึ้นอยู่กับสภาพภูมิประเทศ ตลอดจนดิน ฟ้า อากาศโดยไม่ขึ้นอยู่กับตัวผู้วิจารณ์ เพราะผู้วิจารณ์จะต้องวางตัวเป็นกลางและต้องสำนึกอยู่ในใจเสมอว่า ตนเองเป็นเพียงส่วนหนึ่งของสังคม ดังนี้แล้ว เกณฑ์ตัดสินทางสุนทรียศาสตร์จึงเปลี่ยนแปลงไปตามสังคมบ้าง ตามสภาพของภูมิอากาศ ภูมิประเทศนั้น ๆ บ้าง แล้วแต่สภาวะแวดล้อมจะพาไป นั่นเอง

    สำหรับเราเอง เราคิดว่าสิ่งใดจะสวยหรอไม่นั่นขึ้นอยู่กับการให้ค่าของมนุษย์ และมนุษย์นี่เองได้ให้ค่ากับทุกสิงทุกอย่าง มนุษย์เป็นตัวกำหนดว่าทองเป็นของมีค่า ขี้เป็นของไร้ค่า คนคนนี้เป็นคนดีมีค่าควรคบหา คนคนนี้ไร้ค่าหมาเมิน

    เราเห็นด้วยกับที่ท่านพีธากอรัสกล่าวไว้ว่า Man is the measure of all thingsคือ ความจริงเป็นอัตนัย ไม่ใช่ปรนัย ดังนั้น มนุษย์แต่ละคนจึงเป็นมาตรการวัดทุกทุกอย่าง ดังนั้น การที่สิ่งเดียวกันจะมีค่าต่างกันสำหรับคนหลายคนจึงไม่ใช่เรื่องที่แปลก รูปภาพจากจิตรกรชั้นเลิศอย่าง วินเเซนต์ แวนโก๊ะ ในสมัยของเค้าค่าของผลงานนั้นแทบจะไม่มี แต่พอผ่านมาตอนนี้ทุกคนกับให้ค่าว่าเป็นผลงานที่ลำเลิศ

    ตัวอย่าง
    การเลือกซื้อรองเท้า คนแต่ละคนย่อมมีเกณฑ์ในการเลือกซื้อที่ต่างกัน เช่น เราไปเจอรองเท้าสองคู่ คนละสี คนละแบบ แต่เราชอบทั้งสองคู่ แต่มีข้อแม้ว่าเราต้องเลือกแค่คู่เดียว เราก็ต้องพิจารณาถึงความจำเป็นในการใช้ของมัน และประโยชน์ที่จะได้รับมากกว่าแค่ความสวยงาม ซึ่งในแต่ละคนก็จะมีการตัดสินใจไปต่างๆกันค่ะ

    http://autonomybeans.exteen.com/20070611/entry
    เอกสารอ้างอิงค่ะ


    นางสาวสิริภา ธุวะคำ

    รหัสนักศึกษา 51142210058

    สาขาแพทย์แผนไทยประยุกต์

    ตอบลบ
  96. สวัสดีค่ะอาจารย์

    จากคำถามที่ว่า
    "สุนทรียศาสตร์กับจริยศาสตร์ เป็นสิ่งที่ดำเนินการไปในทิศทางเดียวกันหรือไม่ จงใช้เหตุผล และยกตัวอย่างประกอบ"


    สุนทรียศาสตร์ เป็นคำมาจากศัพท์ภาษาบาลีว่า"สุนทรียะ" แปลว่าดี งาม สุนทรียศาสตร์จึงมีความหมายตามรากศัพท์ว่าวิชาที่ว่าด้วยความงาม ในความหมายของคำเดียวกันนี้ นักปราชญ์ ชาวเยอรมันชื่อAisthetics Baumgarten (1718 - 1762) ได้เลือกคำในภาษากรีกมาใช้คำว่า Aisthetics ซึ่งหมายถึงการรับรู้ตามความรู้สึก (Sense Perception) เป็นวิชาเกี่ยวกับเรื่องทฤษฎีแห่งความงามตรงกับคำในภาษาอังกฤษว่า Aesthetics ส่วนในภาษาไทยใช้คำว่าสุนทรียศาสตร์หรือวิชาศิลปะทั่วไป ดังนั้น จึงถือว่าศิลปะเป็นส่วนหนึ่งของสุนทรียศาสตร์หรือเมื่อกล่าวถึงสุนทรียศาสตร์เมื่อใดก็มักจะเกี่ยวข้องกับงานศิลปะนั่นเอง


    จริยศาสตร์ (ethics) ตรงกับภาษาละตินว่า ethos, ethikos ซึ่งในสมัยกรีกโบราณจะใช้คำเหล่านี้ในหลายความหมาย อาทิ อุปนิสัย ประเพณี อารมณ์ หรือกิริยาท่าทาง (character, custom, disposition, manner) โดยความหมายนัยนี้ จริยศาสตร์จึงเป็นศาสตร์ที่ว่าด้วยความประพฤติ หรือการกระทำของมนุษย์ (ethics : science of moral ; rules of conduct)


    ข้าพเจ้าเห็นด้วยว่าสุนทรียศาสตร์และจริยศาสตร์ มีการดำเนินไปในทิศทางเดียวกันและสอดคล้องกันเพราะการที่คนเรานั้นพูดดี ทำดี คิดดี ด้วยจิตสำนึกที่จริงใจก็จะเกิดความสุขและความงามตามมา คือการพูดดี ทำดี คิดดี คือจริยศาสตร์ และความสุข ความงามคือสุนทรียศาสตร์

    สรุป เมื่อมนุษย์มีจริยศาสตร์ สุนทรียศาสตร์ก็จะตามมา


    นางสาวสคราญ แข็งกล้า
    รหัสนักศึกษา 51142210017
    นักศึกษาการแพทย์แผนไทยประยุกต์

    ตอบลบ
  97. เกณฑ์ตัดสินความงามทางสุนทรียศาสตร์ คืออะไร ? จงอธิบาย พร้อมยกตัวอย่าง

    การตัดสินทางสุนทรียศาสตร์ คือ การที่เราใช้จิตแสดงปฏิกิริยาต่อสภาพการณ์ในสิ่งแวดล้อม หรือการที่จิตประเมินค่าวัตถุที่มีคุณค่า ที่เร้าให้เกิดความรู้สึกภายในจิตใจ แม้ว่าความงามจะขึ้นอยู่กับจิต แต่ก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเลือกตามใจชอบ หากแต่ต้องขึ้นอยู่กับคุณค่าที่มีอยู่ในวัตถุนั้น ๆ ด้วย
    มุมมองทางความคิดของแต่ละคนนั้นมีความแตกต่างกัน หลากหลายออกไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับบุคคลนั้น ๆ ว่าใช้อะไรเป็นหลักในการตัดสินสิ่งต่าง ๆ และการตัดสินทางสุนทรียศาสตร์ก็สามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มแนวคิด ดังนี้

    1. กลุ่มที่ใช้ตนเองเป็นตัวตัดสิน
    เรียกเกณฑ์ตัดสินนี้ว่า “ อัตนัยนิยม ” ( Subjectivism ) เป็นกลุ่มที่เชื่อว่า ความรู้ ความจริงและความดีงามทั้งหลายล้วนเป็นสิ่งที่ไม่มีความจริงในตัวเอง หากแต่เป็นเพียงสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นมาเท่านั้น ดังนั้น กฎเกณฑ์ในทางความรู้ ความจริงและความดีงามนี้จึงไม่มีอยู่จริง มนุษย์เท่านั้นที่มีอยู่จริงและจะเป็นตัวตัดสิน พร้อมทั้งเป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ขึ้นมา มนุษย์แต่ละคนต่างมีมาตรวัดความจริงต่างกันออกไปโดยไม่ขึ้นอยู่กับใครหรือสิ่งใด เกณฑ์การตัดสินแบบนี้สามารถทำให้เราเกิดความเชื่อมั่นในตัวเองได้ แต่หากความรู้สึกเชื่อมั่นนี้มีมากจนเกินไปอาจจะส่งผลทำให้เราเป็นผู้ที่เห็นแก่ตัว เอาแต่ใจตัวเอง ไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น ซึ่งจะส่งผลต่อไปคือ ทำให้เรามีโลกทัศน์ที่แคบ และเดียวดายในโลกกว้างนี้
    นักสุนทรียศาสตร์ในกลุ่มนี้ที่สำคัญ ได้แก่ กลุ่มโซฟิสต์ ( Sophist ) ฮอบส์ ( Hobbes ) และออร์เตกา ( Ortega ) เป็นต้น

    ตัวอย่าง เช่นการทำความดี เป็นคนดี แล้วคิดว่าตนเองดีแล้วไม่มีใครดีกว่า ก็จะคิดดูถูกคนรอบข้างมองว่าคนอื่นเป็นคนไม่ดี

    2. กลุ่มที่เชื่อว่า มีหลักเกณฑ์ที่ตายตัวที่จะใช้ตัดสินได้
    เรียกเกณฑ์ตัดสินนี้ว่า “ ปรนัยนิยม ” ( Objectivism ) เป็นกลุ่มที่เชื่อว่า มีเกณฑ์มาตรฐานตายตัวแน่นอนในทางศิลปะ ซึ่งสามารถนำไปตัดสินผลงานได้ในทุกสมัย เกณฑ์มาตรฐานนี้ไม่มีการเปลี่ยนแปลงและไม่ขึ้นอยู่กับความรู้สึกใครหรือศิลปินคนไหน กลุ่มนี้มีความเชื่ออีกว่า สุนทรียธาตุมีอยู่จริง แม้ว่าเราจะเข้าถึงมันไม่ได้ก็ตาม แต่มันก็มีอยู่จริง และด้วยเหตุผลนี้ การที่เราตัดสินศิลปะออกมาไม่เหมือนกันก็เพราะเราแต่ละคนไม่สามารถเข้าถึงสุนทรียธาติที่แท้จริงได้หรือตัวจริงมาตรฐานนั่นเอง การที่เราจะเข้าถึงเกณฑ์มาตรฐานนี้ได้นั้น เราจำเป็นต้องฝึกพัฒนาจิตให้สมบูรณ์จนสามารถเห็นความงามมาตรฐานได้ บางคนอาจทำสมาธิ บางคนอาจฝึกฝนทางศิลปะจนชำนาญ เป็นต้น
    นักสุนทรียศาสตร์ในกลุ่มนี้ที่สำคัญ ได้แก่ พลาโต ( Plato ) อริสโตเติล ( Aristotle ) และเฮเกล ( Hegel ) เป็นต้น

    ตัวอย่าง การชิมอาหารคนที่ชอบทานรสหวานก็จะว่าอาหารรสหวานนั้นอร่อย ส่วนอาหารที่รสชาติอื่นเด่นก็ว่าไม่อร่อย

    3. กลุ่มที่เชื่อว่า หลักเกณฑ์ในการตัดสินสุนทรียศาสตร์นั้นเปลี่ยนแปลงไปตามสภาวะแวดล้อม
    เรียกเกณฑ์ตัดสินนี้ว่า “ สัมพัทธนิยม ” ( Relativism ) เป็นกลุ่มที่มีแนวคิดคล้ายกับกลุ่มอัตนัยนิยม แต่ต่างกันตรงที่กลุ่มสัมพัทธนิยมนั้นมีความเชื่อว่า กฎเกณฑ์ตัดสินทางสุนทรียศาสตร์นั้นขึ้นอยู่กับสภาวะแวดล้อม วัฒนธรรมของแต่ละท้องถิ่น หรือขึ้นอยู่กับสภาพภูมิประเทศ ตลอดจนดิน ฟ้า อากาศของแต่ละพื้นที่ โดยไม่ขึ้นอยู่กับตัวผู้วิจารณ์ เพราะผู้วิจารณ์จะต้องวางตัวเป็นกลางและต้องสำนึกอยู่ในใจเสมอว่า ตนเองเป็นเพียงส่วนหนึ่งของสังคม ดังนี้แล้ว เกณฑ์ตัดสินทางสุนทรียศาสตร์จึงเปลี่ยนแปลงไปตามสังคมบ้าง ตามสภาพของภูมิอากาศ ภูมิประเทศนั้น ๆ บ้าง แล้วแต่สภาวะแวดล้อมจะพาไป นั่นเอง
    นักสุนทรียศาสตร์ในกลุ่มนี้ที่สำคัญ ได้แก่ ซานตายานา ( Santayana ) และแซมมวล อาเล็กซันเดอร์ ( Samuel Alexander ) เป็นต้น

    ตัวอย่าง คนที่มองโลกทั้งแง่บวกและแง่ลบแล้วประกอบการตัดสินใจมองโลกกว้าง

    นางสาวเพชรลดา เรืองสิทธิ์
    รหัสนักศึกษา 51142210078
    นักศึกษาการแพทย์แผนไทยประยุกต์

    ตอบลบ
  98. ไม่ระบุชื่อ25 สิงหาคม 2552 เวลา 03:32

    สวัสดีค่ะ
    ดิฉันเข้ามาตอบหัวข้อที่อาจารย์ให้ทำในวันนี้นะค่ะ

    เกณฑ์การตัดสินความงามตามหลักสุนทรียศาสตร์

    การตัดสินทางสุนทรียศาสตร์ คือ การที่เราใช้จิตแสดงปฏิกิริยาต่อสภาพการณ์ในสิ่งแวดล้อม หรือการที่จิตประเมินค่าวัตถุที่มีคุณค่า ที่เร้าให้เกิดความรู้สึกภายในจิตใจ แม้ว่าความงามจะขึ้นอยู่กับจิต แต่ก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเลือกตามใจชอบ หากแต่ต้องขึ้นอยู่กับคุณค่าที่มีอยู่ในวัตถุนั้น ๆ ด้วย
    มุมมองทางความคิดของแต่ละคนนั้นมีความแตกต่างกัน หลากหลายออกไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับบุคคลนั้น ๆ ว่าใช้อะไรเป็นหลักในการตัดสินสิ่งต่าง ๆ และการตัดสินทางสุนทรียศาสตร์ก็สามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มแนวคิด ดังนี้
    1. กลุ่มที่ใช้ตนเองเป็นตัวตัดสิน
    เรียกเกณฑ์ตัดสินนี้ว่า “ อัตนัยนิยม ” ( Subjectivism ) เป็นกลุ่มที่เชื่อว่า ความรู้ ความจริงและความดีงามทั้งหลายล้วนเป็นสิ่งที่ไม่มีความจริงในตัวเอง หากแต่เป็นเพียงสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นมาเท่านั้น ดังนั้น กฎเกณฑ์ในทางความรู้ ความจริงและความดีงามนี้จึงไม่มีอยู่จริง มนุษย์เท่านั้นที่มีอยู่จริงและจะเป็นตัวตัดสิน พร้อมทั้งเป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ขึ้นมา มนุษย์แต่ละคนต่างมีมาตรวัดความจริงต่างกันออกไปโดยไม่ขึ้นอยู่กับใครหรือสิ่งใด เกณฑ์การตัดสินแบบนี้สามารถทำให้เราเกิดความเชื่อมั่นในตัวเองได้ แต่หากความรู้สึกเชื่อมั่นนี้มีมากจนเกินไปอาจจะส่งผลทำให้เราเป็นผู้ที่เห็นแก่ตัว เอาแต่ใจตัวเอง ไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น ซึ่งจะส่งผลต่อไปคือ ทำให้เรามีโลกทัศน์ที่แคบ และเดียวดายในโลกกว้างนี้
    2. กลุ่มที่เชื่อว่า มีหลักเกณฑ์ที่ตายตัวที่จะใช้ตัดสินได้
    เรียกเกณฑ์ตัดสินนี้ว่า “ ปรนัยนิยม ” ( Objectivism ) เป็นกลุ่มที่เชื่อว่า มีเกณฑ์มาตรฐานตายตัวแน่นอนในทางศิลปะ ซึ่งสามารถนำไปตัดสินผลงานได้ในทุกสมัย เกณฑ์มาตรฐานนี้ไม่มีการเปลี่ยนแปลงและไม่ขึ้นอยู่กับความรู้สึกใครหรือศิลปินคนไหน กลุ่มนี้มีความเชื่ออีกว่า สุนทรียธาตุมีอยู่จริง แม้ว่าเราจะเข้าถึงมันไม่ได้ก็ตาม แต่มันก็มีอยู่จริง และด้วยเหตุผลนี้ การที่เราตัดสินศิลปะออกมาไม่เหมือนกันก็เพราะเราแต่ละคนไม่สามารถเข้าถึงสุนทรียธาติที่แท้จริงได้หรือตัวจริงมาตรฐานนั่นเอง การที่เราจะเข้าถึงเกณฑ์มาตรฐานนี้ได้นั้น เราจำเป็นต้องฝึกพัฒนาจิตให้สมบูรณ์จนสามารถเห็นความงามมาตรฐานได้ บางคนอาจทำสมาธิ บางคนอาจฝึกฝนทางศิลปะจนชำนาญ เป็นต้น

    นักสุนทรียศาสตร์ในกลุ่มนี้ที่สำคัญ ได้แก่ พลาโต ( Plato ) อริสโตเติล ( Aristotle ) และเฮเกล ( Hegel ) เป็นต้น
    3. กลุ่มที่เชื่อว่า หลักเกณฑ์ในการตัดสินสุนทรียศาสตร์นั้นเปลี่ยนแปลงไปตามสภาวะแวดล้อม
    เรียกเกณฑ์ตัดสินนี้ว่า “ สัมพัทธนิยม ” ( Relativism ) เป็นกลุ่มที่มีแนวคิดคล้ายกับกลุ่มอัตนัยนิยม แต่ต่างกันตรงที่กลุ่มสัมพัทธนิยมนั้นมีความเชื่อว่า กฎเกณฑ์ตัดสินทางสุนทรียศาสตร์นั้นขึ้นอยู่กับสภาวะแวดล้อม วัฒนธรรมของแต่ละท้องถิ่น หรือขึ้นอยู่กับสภาพภูมิประเทศ ตลอดจนดิน ฟ้า อากาศของแต่ละพื้นที่ โดยไม่ขึ้นอยู่กับตัวผู้วิจารณ์ เพราะผู้วิจารณ์จะต้องวางตัวเป็นกลางและต้องสำนึกอยู่ในใจเสมอว่า ตนเองเป็นเพียงส่วนหนึ่งของสังคม ดังนี้แล้ว เกณฑ์ตัดสินทางสุนทรียศาสตร์จึงเปลี่ยนแปลงไปตามสังคมบ้าง ตามสภาพของภูมิอากาศ ภูมิประเทศนั้น ๆ บ้าง แล้วแต่สภาวะแวดล้อมจะพาไป นั่นเอง
    อ้างอิง
    http://www.etcfoto.com/forum/index.php?topic=1483.0;wap2

    น.ส.กรกนก บุญประสม
    นักศึกษาการแพทย์แผนไทยประยุกต์ ชั้นปีที่ 2
    รหัส 51142210053

    ตอบลบ
  99. ไม่ระบุชื่อ25 สิงหาคม 2552 เวลา 03:35

    ต่อตัวอย่างค่ะ

    จากข้อมูลข้างต้นเกี่ยวกับการตัดสินความงามตามหลักสุนทรียศาสตร์
    หากยกตัวอย่างประกอบจำแนกตามกลุ่มต่างๆ ทั้งสามกลุ่มดังนี้
    กลุ่มที่ 1 อัตนัยนิยม
    โดยปกติความชอบแต่ละคนย่อมมีความแตกต่างกัน หรือเรียกอีกนัยหนึ่งคือรสนิยม ไม่ว่าจะเป็นการแต่งกาย รสชาติ ลักษณะและประเภทของอาหารอาหาร ดิฉันขอใช้อาหารเป็นกรณีตัวอย่าง
    บุคคลทุกคนย่อมชอบรสชาติ ประเภท และลักษณะของอาหารที่มีความแตกต่างกันดิฉันชอบรสเค็มเมื่อทานอาหารเค็มก็จะบอกว่าอร่อย ชอบ แต่ถ้าเพื่อนที่ไม่ชอบทานเค็มก็จะบอกว่าเค็มไม่อร่อย ทานไม่ได้ บางทีอาจถามดิฉันว่าดิฉันทานได้อย่างไร ครอบครัวดิฉันทานอาหารรสชาติต่างกัน เวลาปรุงทานอาหารส่วนตัวจึงปรุงตามชอบ เมื่อตัวเองทานก็บอกว่าแสนอร่อยแต่เมืออีคนไปทานก็แทบทานไม่ได้เลย บางครั้งแทบคายเลยทีเดียว แต่ถ้าบุคคลนั้นยึดติดกับรสชาติที่ตนชอบจนคิดว่าสิ่งที่ตนชอบถูกต้อง ก็จะคิดว่าผู้อื่นไม่มีรสนิยมในการทาน กินอาหารแบบนั้นได้อย่างไร ลิ้นที่ใช้รับรสคงใช้การไม่ได้เป็นแน่ และเค้าคงไม่เคยทานอาหารที่อร่อย(แบบของตน)เลยหรือ

    กลุ่มที่ 2 ปรนัยนิยม
    ตัวอย่างยังคงใช้อาหารเช่นเดิม หลายคนคงได้ยินเกี่ยวกับอาหารในวัง ที่ใช้ถวายเป็นเครื่องเสวยของบุคคลชั้นสูงในโบราณซึ่งปัจจุบันก็ยังคงมีอยู่ ฝ่ายห้องเครื่องผู้ปรุงอาหารถวายจึงจำเป็นต้องมีหลักเกณฑ์ที่ตายตัวแน่นอน ไม่ได้ปรุงตามความชอบของผู้ปรุง หรือผู้รับประทานคนใดคนหนึ่ง ต้มยำสักถ้วยต้องใส่เครื่องปรุงอะไรบ้าง ต้องมีรสชาติอย่างไร เพื่อให้ทุกคนรับประทานได้ มีรสชาติที่ได้มาตรฐานทุกชามทุกครั้งที่ทำ

    กลุ่มที่ 3 สัมพัธนิยม
    บุคคลที่อยู่แต่ละภูมิภาค และประเทศที่ต่างกันก็ย่อมมีวัฒนธรรมการกินที่แตกต่างกัน ลักษณะ และประเภทของอาหารก็แตกต่างกัน คนใต้ก็มักชอบอาหารที่มีส่วนผสมของขมิ้น มีความเผ็ดของเครื่องเทศเป็นหลัก ภาคเนื้อจะมีรสชาติที่อ่อนกว่ามีความมันหวาน เผ็ด เปรี้ยวที่แตกต่างออกไป ภาคกลางก็ชอบอาหารที่หลากหลาย ภาคอิสานชอบทานรสเผ็ด เค็มนำ
    ระหว่างคนไทยจะชอบทานอาหารรสจัด เปรี้ยว เผ็ด หวาน มัน เค็ม และทานข้าวเป็นอาหารหลัก แต่ในกลุ่มคนยุโรปทานพวกขนมปัง ผลิตภัณฑ์จากแป้งเป็นอาหารหลัก ทานอาหารรสชาติไม่จัดเท่าคนไทย อาหารไทยบางอย่างคนต่างชาติจึงทานไม่ได้ ต้องปรุงให้รสอ่อนลง จึงจะทานได้ หรือบางพวกก็กินไม่ได้เลย เป็นต้น ฉะนันเข้าเมืองตาหลิวก็คงต้องหลิวตาตาม
    น.ส.กรกนก บุญประสม
    นักศึกษาการแพทย์แผนไทยประยุกต์ ชั้นปีที่ 2
    รหัส 51142210053

    ตอบลบ
  100. สวัสดีค่ะอาจารย์

    จากคำถามที่ว่า เกณฑ์ตัดสินความงามตามหลักสูตรสุนทรียศาสตร์เป็นอย่างไร (เอกสารอ้างอิง)

    ตอบ

    การตัดสินความงามตามหลักสุนทรียศาสตร์คือ

    1. กลุ่มที่ใช้ตนเองเป็นตัวตัดสิน

    เราเรียกเกณฑ์ตัดสินนี้ว่า อัตนัยนิยม ( Subjectivism ) เป็นกลุ่มที่เชื่อว่า ความรู้ ความจริงและความดีงามทั้งหลายล้วนเป็นสิ่งที่ไม่มีความจริงในตัวเอง หากแต่เป็นเพียงสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นมาเท่านั้น ดังนั้น กฎเกณฑ์ในทางความรู้ ความจริงและความดีงามนี้จึงไม่มีอยู่จริง มนุษย์เท่านั้นที่มีอยู่จริงและจะเป็นตัวตัดสิน พร้อมทั้งเป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ขึ้นมา มนุษย์แต่ละคนต่างมีมาตรวัดความจริงต่างกันออกไปโดยไม่ขึ้นอยู่กับใครหรือสิ่งใด เกณฑ์การตัดสินแบบนี้สามารถทำให้เราเกิดความเชื่อมั่นในตัวเองได้ แต่หากความรู้สึกเชื่อมั่นนี้มีมากจนเกินไปอาจจะส่งผลทำให้เราเป็นผู้ที่เห็นแก่ตัว เอาแต่ใจตัวเอง ไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น ซึ่งจะส่งผลต่อไปคือ ทำให้เรามีโลกทัศน์ที่แคบ และเดียวดายในโลกกว้างนี้

    2. กลุ่มที่เชื่อว่า มีหลักเกณฑ์ที่ตายตัวที่จะใช้ตัดสินได้

    เรา เรียกเกณฑ์ตัดสินนี้ว่า ปรนัยนิยม ( Objectivism ) เป็นกลุ่มที่เชื่อว่า มีเกณฑ์มาตรฐานตายตัวแน่นอนในทางศิลปะ ซึ่งสามารถนำไปตัดสินผลงานได้ในทุกสมัย เกณฑ์มาตรฐานนี้ไม่มีการเปลี่ยนแปลงและไม่ขึ้นอยู่กับความรู้สึกใครหรือศิลปินคนไหน กลุ่มนี้มีความเชื่ออีกว่า สุนทรียธาตุมีอยู่จริง แม้ว่าเราจะเข้าถึงมันไม่ได้ก็ตาม แต่มันก็มีอยู่จริง และด้วยเหตุผลนี้ การที่เราตัดสินศิลปะออกมาไม่เหมือนกันก็เพราะเราแต่ละคนไม่สามารถเข้าถึงสุนทรียธาติที่แท้จริงได้หรือตัวจริงมาตรฐานนั่นเอง การที่เราจะเข้าถึงเกณฑ์มาตรฐานนี้ได้นั้น เราจำเป็นต้องฝึกพัฒนาจิตให้สมบูรณ์จนสามารถเห็นความงามมาตรฐานได้ บางคนอาจทำสมาธิ บางคนอาจฝึกฝนทางศิลปะจนชำนาญ เป็นต้น

    3. กลุ่มที่เชื่อว่า หลักเกณฑ์ในการตัดสินสุนทรียศาสตร์นั้นเปลี่ยนแปลงไปตามสภาวะแวดล้อม

    เราเรียกเกณฑ์ตัดสินนี้ว่า สัมพัทธนิยม ( Relativism ) เป็นกลุ่มที่มีแนวคิดคล้ายกับกลุ่มอัตนัยนิยม แต่ต่างกันตรงที่กลุ่มสัมพัทธนิยมนั้นมีความเชื่อว่า กฎเกณฑ์ตัดสินทางสุนทรียศาสตร์นั้นขึ้นอยู่กับสภาวะแวดล้อม วัฒนธรรมของแต่ละท้องถิ่น อาจจะขึ้นอยู่กับสภาพภูมิประเทศ ตลอดจนดิน ฟ้า อากาศโดยไม่ขึ้นอยู่กับตัวผู้วิจารณ์ เพราะผู้วิจารณ์จะต้องวางตัวเป็นกลางและต้องสำนึกอยู่ในใจเสมอว่า ตนเองเป็นเพียงส่วนหนึ่งของสังคม ดังนี้แล้ว เกณฑ์ตัดสินทางสุนทรียศาสตร์จึงเปลี่ยนแปลงไปตามสังคมบ้าง ตามสภาพของภูมิอากาศ ภูมิประเทศนั้น ๆ บ้าง แล้วแต่สภาวะแวดล้อมจะพาไป นั่นเอง

    ตัวอย่าง
    (กลุ่มที่ 1 ) ดิฉันไปซื้อกระต่ายและชอบกระต่ายสีเทา
    เพราะคิดว่ามันสวยและน่ารักมากแต่เมื่อถามเพื่อนหรือคนขายก็บอกว่าสีขาวสวย และดิฉันก็ซื้อกระต่ายสีเทาตัวนั้น นี่คือการตัดสินความงามด้วย
    ตัวเอง

    (กลุ่มที่ 2) ชายคนหนึ่งส่งผลงานการประดิษฐ์
    จากเศษวัสดุเหลือใช้เข้าประกวดซึ่งเขาได้ทำตามเกณฑ์การตัดสินทุกอย่าง ในขณะที่ชายอีกคนไม่ประดิษฐ์ตามเกณฑ์การตัดสินแต่สิ่งที่เขาประดิษฐ์มาก็สวย แต่ในทางตัดสินคนก็จะมองอีกคนนึงไม่ได้ทำตามเกณฑ์ที่หลักสากลกำหนดไว้ คนคนนั้นก็อาจถูกมองว่าสิ่งที่เขาทำมาไม่สวยงาม

    (กลุ่มที่ 3)คนอยู่บ้านนอกแต่งตัวด้วยเสื้อยืด กางเกงยีนส์
    ก็ถือว่าสวยมากแล้ว แต่พอแต่งเข้ามาในเมืองทุกคนก็จะแต่งตัวอีกแบบหนึ่งแล้วก็จะมองว่าคนบ้านนอกโบราณ เชย ไม่มีความสวยงามเลย
    ซึ่งถือว่าเป็นเกณฑ์ตัดสินความงามตามสภาพแวดล้อม


    เอกสารอ้างอิง
    http://autonomybeans.exteen.com/20070611/entry


    นางสาวสุกานดา จันทร์เขต
    รหัส 51142210073
    สาขา แพทยืแผนไทยประยุกต์

    ตอบลบ
  101. สุนทรียศาสตร์
    เป็นสาขาหนึ่งของปรัชญา ว่าด้วยเรื่องของความงามและศิลปะ นับเป็นแนวคิดที่ดำเนินสืบเนื่องมาช้านานนับพันๆ ปี
    ความหมาย สุนทรียภาพของชีวิต เป็นความซาบซึ้งที่มีคุณค่าในจิตใจของมนุษย์เพราะทุกคนปรารถนาสิ่งที่ทำให้เจริญหู เจริญตา ซึ่งถืออาหารใจที่ได้รับจากทางหูและตา
    สุนทรียศาสตร์ “วิชาที่ว่าด้วยความสวย ความงาม และความไพเราะ สามารถรับรู้ได้ด้วยประสาทสัมผัส เกิดความรู้สึกปิติยินดี อิ่มเอมใจ พอใจ และชื่นชมในสิ่งต่าง ๆ ที่เข้ามาปะทะอาจจะเป็นในธรรมชาติเอง หรือที่มนุษย์ผลิตคิดค้นขึ้นโดยมีจุดประสงค์ให้มีความงาม” สุนทรียภาพ “ประสบการณ์ทางความงามเกิดขึ้นจากการได้สัมผัสกับสิ่งที่มีความงาม ความไพเราะ แล้วทำให้เกิกดอารมณ์สุนทรีย์ เกิดความปิติสุขเพลิดเพลิน”

    จริยศาสตร์
    เป็นศาสตร์ที่ว่าอุปนิสัย นิสัย และพฤติกรรมของมนุษย์ความประพฤติของมนุษย์จะเป็นกระจกเงาส่องให้เราเห็นอุปนิสัยและนิสัยของคน จริยศาสตร์จะช่วยชี้ค่าของมนุษย์โดยการมองทางอุปนิสัย นิสัยใจคอ และความประพฤติตามที่บุคคลนั้นแสดงออกมาทางกาย วาจา ใจ
    ดังนั้นจริยศาสตร์จึงศึกษาเรื่องที่ว่าอะไรถูก อะไรผิด อะไรควร อะไรไม่ควร อะไรดี อะไรชั่ว

    นู๋เห็นด้วยกับความคิดเห็นของเพื่อนๆนะค่ะ

    สุนทรียศาสตร์และจริยศาสตร์ มีการดำเนินไปในทิศทางเดียวกันเพราะทุกสิ่งที่เรากระทำตัวเราเป็นกำหนดว่าสิ่งไหนควรหรือไม่ นั้นเป็นคือสิ่งที่เราพอใจที่จะทำและเรามีความสุขที่ทำ

    ยกตัวอย่างเช่น
    การทำบุญ เรามีความยินดีที่จะทำเมื่อเราได้ทำแล้วเราก็รู้สึก สบายใจ
    มีความสุขค่ะ

    นางสาววัลลี หนองบัวดี
    รหัสนักศึกษา 51142210059
    สาขาแพทย์แผนไทยประยุกต์

    ตอบลบ
  102. ดีคร่าอาจารย์ หนูเข้ามาตอบแล้วนะค่ะ

    จากคำถามที่ว่า
    "สุนทรียศาสตร์กับจริยศาสตร์ เป็นสิ่งที่ดำเนินการไปในทิศทางเดียวกันหรือไม่ จงใช้เหตุผล และยกตัวอย่างประกอบ

    สุนทรียศาสตร์ “วิชาที่ว่าด้วยความสวย ความงาม และความไพเราะ สามารถรับรู้ได้ด้วยประสาทสัมผัส เกิดความรู้สึกปิติยินดี อิ่มเอมใจ พอใจ และชื่นชมในสิ่งต่าง ๆ ที่เข้ามาปะทะอาจจะเป็นในธรรมชาติเอง หรือที่มนุษย์ผลิตคิดค้นขึ้นโดยมีจุดประสงค์ให้มีความงาม” สุนทรียภาพ “ประสบการณ์ทางความงามเกิดขึ้นจากการได้สัมผัสกับสิ่งที่มีความงาม ความไพเราะ แล้วทำให้เกิดอารมณ์สุนทรีย์ เกิดความปิติสุขเพลิดเพลิน” ประสบการณ์ทางความงามมี ๒ ลักษณะ ได้แก่ ประสบการณ์ตรง ซึ่งมีผลต่อการรับรู้คุณค่าสุนทรีย์ได้มากที่สุด และประสบการณ์รอง ส่วนใหญ่ล้วนเป็นผลงานที่มนุษย์สร้างขึ้นและไม่มีโอการได้ชมของจริง


    จริยศาสตร์ แปลว่า ความรู้ที่ควรประพฤติหรือศาสตร์ ที่ว่าด้วยความประพฤติ อนึ่ง จริยศาสตร์เป็นศาสตร์ที่ว่าด้วยอุปนิสัย นิสัย และพฤติกรรมของมนุษย์ ความประพฤติของมนุษย์ จะเป็นกระจกเงาส่องให้เราเห็นอุปนิสัย และนิสัยของคน จริยศาสตร์จะช่วยชี้ค่าของมนุษย์โดย การมองทางอุปนิสัย นิสัยใจคอ และความประพฤติ ตามที่บุคคลนั้นแสดงออกมาทางกาย วาจา ใจ


    ตัวอย่าง

    การที่เราทำความดีที่ไม่หวังผลตอบแทนใดๆก็ถือว่าเรามีทั้งสุนทรียศาสตร์และจริยศาสตร์คู่กันแล้วค่ะ

    นางสาวรุจิรา วัฒนศริ
    รหัสนักศึกษา 51142210012
    สาขาแพทย์แผนไทยประยุกต์

    ตอบลบ
  103. หวัดดีคร่าอาจารย์

    เกณฑ์การตัดสินความงามตามหลักสุนทรียศาสตร์

    ตอบ

    การตัดสินทางสุนทรียศาสตร์ คือ การที่เราใช้จิตแสดงปฏิกิริยาต่อสภาพการณ์ในสิ่งแวดล้อม หรือการที่จิตประเมินค่าวัตถุที่มีคุณค่า ที่เร้าให้เกิดความรู้สึกภายในจิตใจ แม้ว่าความงามจะขึ้นอยู่กับจิต แต่ก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเลือกตามใจชอบ หากแต่ต้องขึ้นอยู่กับคุณค่าที่มีอยู่ในวัตถุนั้น ๆ ด้วย

    มุมมองทางความคิดของแต่ละคนนั้นมีความแตกต่างกัน หลากหลายออกไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับบุคคลนั้น ๆ ว่าใช้อะไรเป็นหลักในการตัดสินสิ่งต่าง ๆ และการตัดสินทางสุนทรียศาสตร์ก็สามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มแนวคิด ดังนี้
    1. กลุ่มที่ใช้ตนเองเป็นตัวตัดสิน
    เรียกเกณฑ์ตัดสินนี้ว่า “ อัตนัยนิยม ” ( Subjectivism ) เป็นกลุ่มที่เชื่อว่า ความรู้ ความจริงและความดีงามทั้งหลายล้วนเป็นสิ่งที่ไม่มีความจริงในตัวเอง หากแต่เป็นเพียงสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นมาเท่านั้น ดังนั้น กฎเกณฑ์ในทางความรู้ ความจริงและความดีงามนี้จึงไม่มีอยู่จริง มนุษย์เท่านั้นที่มีอยู่จริงและจะเป็นตัวตัดสิน พร้อมทั้งเป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ขึ้นมา มนุษย์แต่ละคนต่างมีมาตรวัดความจริงต่างกันออกไปโดยไม่ขึ้นอยู่กับใครหรือสิ่งใด เกณฑ์การตัดสินแบบนี้สามารถทำให้เราเกิดความเชื่อมั่นในตัวเองได้ แต่หากความรู้สึกเชื่อมั่นนี้มีมากจนเกินไปอาจจะส่งผลทำให้เราเป็นผู้ที่เห็นแก่ตัว เอาแต่ใจตัวเอง ไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น ซึ่งจะส่งผลต่อไปคือ ทำให้เรามีโลกทัศน์ที่แคบ และเดียวดายในโลกกว้างนี้
    นักสุนทรียศาสตร์ในกลุ่มนี้ที่สำคัญ ได้แก่ กลุ่มโซฟิสต์ ( Sophist ) ฮอบส์ ( Hobbes ) และออร์เตกา ( Ortega ) เป็นต้น
    2. กลุ่มที่เชื่อว่า มีหลักเกณฑ์ที่ตายตัวที่จะใช้ตัดสินได้
    เรียกเกณฑ์ตัดสินนี้ว่า “ ปรนัยนิยม ” ( Objectivism ) เป็นกลุ่มที่เชื่อว่า มีเกณฑ์มาตรฐานตายตัวแน่นอนในทางศิลปะ ซึ่งสามารถนำไปตัดสินผลงานได้ในทุกสมัย เกณฑ์มาตรฐานนี้ไม่มีการเปลี่ยนแปลงและไม่ขึ้นอยู่กับความรู้สึกใครหรือศิลปินคนไหน กลุ่มนี้มีความเชื่ออีกว่า สุนทรียธาตุมีอยู่จริง แม้ว่าเราจะเข้าถึงมันไม่ได้ก็ตาม แต่มันก็มีอยู่จริง และด้วยเหตุผลนี้ การที่เราตัดสินศิลปะออกมาไม่เหมือนกันก็เพราะเราแต่ละคนไม่สามารถเข้าถึงสุนทรียธาติที่แท้จริงได้หรือตัวจริงมาตรฐานนั่นเอง การที่เราจะเข้าถึงเกณฑ์มาตรฐานนี้ได้นั้น เราจำเป็นต้องฝึกพัฒนาจิตให้สมบูรณ์จนสามารถเห็นความงามมาตรฐานได้ บางคนอาจทำสมาธิ บางคนอาจฝึกฝนทางศิลปะจนชำนาญ เป็นต้น
    นักสุนทรียศาสตร์ในกลุ่มนี้ที่สำคัญ ได้แก่ พลาโต ( Plato ) อริสโตเติล ( Aristotle ) และเฮเกล ( Hegel ) เป็นต้น
    3. กลุ่มที่เชื่อว่า หลักเกณฑ์ในการตัดสินสุนทรียศาสตร์นั้นเปลี่ยนแปลงไปตามสภาวะแวดล้อม
    เรียกเกณฑ์ตัดสินนี้ว่า “ สัมพัทธนิยม ” ( Relativism ) เป็นกลุ่มที่มีแนวคิดคล้ายกับกลุ่มอัตนัยนิยม แต่ต่างกันตรงที่กลุ่มสัมพัทธนิยมนั้นมีความเชื่อว่า กฎเกณฑ์ตัดสินทางสุนทรียศาสตร์นั้นขึ้นอยู่กับสภาวะแวดล้อม วัฒนธรรมของแต่ละท้องถิ่น หรือขึ้นอยู่กับสภาพภูมิประเทศ ตลอดจนดิน ฟ้า อากาศของแต่ละพื้นที่ โดยไม่ขึ้นอยู่กับตัวผู้วิจารณ์ เพราะผู้วิจารณ์จะต้องวางตัวเป็นกลางและต้องสำนึกอยู่ในใจเสมอว่า ตนเองเป็นเพียงส่วนหนึ่งของสังคม ดังนี้แล้ว เกณฑ์ตัดสินทางสุนทรียศาสตร์จึงเปลี่ยนแปลงไปตามสังคมบ้าง ตามสภาพของภูมิอากาศ ภูมิประเทศนั้น ๆ บ้าง แล้วแต่สภาวะแวดล้อมจะพาไป นั่นเอง

    นักสุนทรียศาสตร์ในกลุ่มนี้ที่สำคัญ ได้แก่ ซานตายานา ( Santayana ) และแซมมวล อาเล็กซันเดอร์ ( Samuel Alexander ) เป็นต้น

    ตัวอย่าง
    (กลุ่มที่ 1 ) การเลือกซื้อเสื้อผ้า ในการที่ฉันไปซื้อเสื้อสีขาวแต่พอถามเพื่อนเสื้อสีดำสวยกว่า แต่ฉันก็ซื้อเสื้อสีขาวที่ฉันได้เลือกมา ถือว่าฉันตัดสินใจเลือกซื้อความงามด้วยตัวฉันเอง

    (กลุ่มที่ 2) จากการประกวดแต่งตัวจากของเหลือใช้เธอได้ทำตามเกณฑ์การตัดสินทุกอย่าง ในขณะที่อีกคนไม่ได้ทำตามเกณฑ์ที่ตัดสินแต่สิ่งที่เธอได้ประดิษฐ์มาก็สวย แต่ในทางตัดสินคนก็จะมองอีกคนหนึ่งไม่ได้ทำตามเกณฑ์ที่หลักสากลกำหนดไว้ คนคนนั้นก็อาจถูกมองว่าสิ่งที่เขาทำมาไม่สวยงาม


    (กลุ่มที่ 3) การแต่งกายตามแฟชั่นตามยุคสมัยที่เปลี่ยนไป ใครที่แต่ตัวไม่ตรงกับเทรด์ที่มาก็ถือว่าเฉย ซึ่งถือว่าเป็นเกณฑ์ตัดสินความงามตามสภาพแวดล้อม

    http://photo.lannaphotoclub.com/index.php?action=printpage;topic=2075.0

    นางสาวรุจิรา วัฒนศริ
    รหัสนักศึกษา 51142210012
    สาขาแพทย์แผนไทยประยุกต์

    ตอบลบ
  104. ในการดำเนินชีวิตในแต่ละวันนั้น สุนทรียศาสตร์และจริยศาสตร์นั้น จะต้องควบคู่ไปด้วยกัน เพราะในการดำเนินชีวิตของคนเรานั้น จะต้องเป็นไปตามธรรมชาติ เพราะในมนุษย์ทุกคนนั้น จะต้องมีความดีและความงาม ดังนั้น ในชีวิตมนุษย์แต่ละคนนั้นจะต้องมีทั้งสุนทรียศาสตร์และจริยศาสตร์กันทุกคน อยู่ที่ว่าใครจะมีน้อย ใครจะมีมาก

    นางสาวนฤมล ลุนโสภา
    รหัสนักศึกษา 51142210008
    สาขาแพทย์แผนไทยประยุกต์

    ตอบลบ
  105. สวัสดีค่ะอาจารย์

    การตัดสินทางสุนทรียศาสตร์ คือ การที่เราใช้จิตแสดงปฏิกิริยาต่อสภาพการณ์ในสิ่งแวดล้อม หรือการที่จิตประเมินค่าวัตถุที่มีคุณค่า ที่เร้าให้เกิดความรู้สึกภายในจิตใจ แม้ว่าความงามจะขึ้นอยู่กับจิต แต่ก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเลือกตามใจชอบ หากแต่ต้องขึ้นอยู่กับคุณค่าที่มีอยู่ในวัตถุนั้น ๆ ด้วย

    การตัดสินทางสุนทรียศาสตร์ก็สามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ดังนี้
    1.กลุ่มที่ใช้ตนเองเป็นตัวตัดสิน เรียกเกณฑ์ตัดสินนี้ว่า “ อัตนัยนิยม ” ( Subjectivism ) เป็นกลุ่มที่เชื่อว่า ความรู้ ความจริงและความดีงามทั้งหลายล้วนเป็นสิ่งที่ไม่มีความจริงในตัวเอง หากแต่เป็นเพียงสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นมาเท่านั้น ดังนั้น กฎเกณฑ์ในทางความรู้ ความจริงและความดีงามนี้จึงไม่มีอยู่จริง มนุษย์เท่านั้นที่มีอยู่จริงและจะเป็นตัวตัดสิน พร้อมทั้งเป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ขึ้นมา มนุษย์แต่ละคนต่างมีมาตรวัดความจริงต่างกันออกไปโดยไม่ขึ้นอยู่กับใครหรือสิ่งใด เกณฑ์การตัดสินแบบนี้สามารถทำให้เราเกิดความเชื่อมั่นในตัวเองได้ แต่หากความรู้สึกเชื่อมั่นนี้มีมากจนเกินไปอาจจะส่งผลทำให้เราเป็นผู้ที่เห็นแก่ตัว เอาแต่ใจตัวเอง ไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น ซึ่งจะส่งผลต่อไปคือ ทำให้เรามีโลกทัศน์ที่แคบ และเดียวดายในโลกกว้างนี้ นักสุนทรียศาสตร์ในกลุ่มนี้ที่สำคัญ ได้แก่ กลุ่มโซฟิสต์ ( Sophist ) ฮอบส์ ( Hobbes ) และออร์เตกา ( Ortega ) เป็นต้น
    2.กลุ่มที่เชื่อว่า มีหลักเกณฑ์ที่ตายตัวที่จะใช้ตัดสินได้ เรียกเกณฑ์ตัดสินนี้ว่า “ ปรนัยนิยม ” ( Objectivism ) เป็นกลุ่มที่เชื่อว่า มีเกณฑ์มาตรฐานตายตัวแน่นอนในทางศิลปะ ซึ่งสามารถนำไปตัดสินผลงานได้ในทุกสมัย เกณฑ์มาตรฐานนี้ไม่มีการเปลี่ยนแปลงและไม่ขึ้นอยู่กับความรู้สึกใครหรือศิลปินคนไหน กลุ่มนี้มีความเชื่ออีกว่า สุนทรียธาตุมีอยู่จริง แม้ว่าเราจะเข้าถึงมันไม่ได้ก็ตาม แต่มันก็มีอยู่จริง และด้วยเหตุผลนี้ การที่เราตัดสินศิลปะออกมาไม่เหมือนกันก็เพราะเราแต่ละคนไม่สามารถเข้าถึงสุนทรียธาติที่แท้จริงได้หรือตัวจริงมาตรฐานนั่นเอง การที่เราจะเข้าถึงเกณฑ์มาตรฐานนี้ได้นั้น เราจำเป็นต้องฝึกพัฒนาจิตให้สมบูรณ์จนสามารถเห็นความงามมาตรฐานได้ บางคนอาจทำสมาธิ บางคนอาจฝึกฝนทางศิลปะจนชำนาญ เป็นต้น นักสุนทรียศาสตร์ในกลุ่มนี้ที่สำคัญ ได้แก่ พลาโต ( Plato ) อริสโตเติล ( Aristotle ) และเฮเกล ( Hegel ) เป็นต้น
    3.กลุ่มที่เชื่อว่า หลักเกณฑ์ในการตัดสินสุนทรียศาสตร์นั้นเปลี่ยนแปลงไปตามสภาวะแวดล้อม เรียกเกณฑ์ตัดสินนี้ว่า “ สัมพัทธนิยม ” ( Relativism ) เป็นกลุ่มที่มีแนวคิดคล้ายกับกลุ่มอัตนัยนิยม แต่ต่างกันตรงที่กลุ่มสัมพัทธนิยมนั้นมีความเชื่อว่า กฎเกณฑ์ตัดสินทางสุนทรียศาสตร์นั้นขึ้นอยู่กับสภาวะแวดล้อม วัฒนธรรมของแต่ละท้องถิ่น หรือขึ้นอยู่กับสภาพภูมิประเทศ ตลอดจนดิน ฟ้า อากาศของแต่ละพื้นที่ โดยไม่ขึ้นอยู่กับตัวผู้วิจารณ์ เพราะผู้วิจารณ์จะต้องวางตัวเป็นกลางและต้องสำนึกอยู่ในใจเสมอว่า ตนเองเป็นเพียงส่วนหนึ่งของสังคม ดังนี้แล้ว เกณฑ์ตัดสินทางสุนทรียศาสตร์จึงเปลี่ยนแปลงไปตามสังคมบ้าง ตามสภาพของภูมิอากาศ ภูมิประเทศนั้น ๆ บ้าง แล้วแต่สภาวะแวดล้อมจะพาไป นั่นเอง นักสุนทรียศาสตร์ในกลุ่มนี้ที่สำคัญ ได้แก่ ซานตายานา ( Santayana ) และแซมมวล อาเล็กซันเดอร์ ( Samuel Alexander ) เป็นต้น


    ตัวอย่างเช่น
    1.กลุ่มที่ใช้ตนเองเป็นตัวตัดสิน เป็นที่แน่นอนว่าคนเรามักมองความงามที่แตกต่างกันออกไป เช่นดิฉันไปซื้อรองเท้าดิฉันเห็นว่ามันสวยดิฉันจึงตัดสินใจซื้อมันมาเพราะมันสวย แต่ดิฉันไม่รู้ว่าคนอื่นจะเห็นว่ามันสวยเหมือนดิฉันหรือเปล่า
    2.กลุ่มที่เชื่อว่า มีหลักเกณฑ์ที่ตายตัวที่จะใช้ตัดสินได้ เช่น การที่เราฟังเพลงชาติ แล้วเข้าใจในความหมายของเพลง เข้าใจถึงความงามในบทเพลง ฟังแล้วรู้สึกเพาะ หากผู้ใดฟังแล้วไม่เห็นด้วยดั่งที่กล่าวมาแสดงว่าเข้ายังไม่เข้าถึงความงามทางสุนทรียศาสตร์
    3.กลุ่มที่เชื่อว่า หลักเกณฑ์ในการตัดสินสุนทรียศาสตร์นั้นเปลี่ยนแปลงไปตามสภาวะแวดล้อม เช่น แฟชั่นต่างๆย่อมเปลี่ยนไปตามยุคตามสมัย

    เอกสารอ้างอิง
    http://www.etcfoto.com/forum/index.php?topic=1483.0;wap2

    นางสาวน้ำฝน เที่ยงทัศน์
    51142210056
    การแพทย์แผนไทยประยุกต์

    ตอบลบ
  106. เกณฑ์การตัดสินทางสุนทรียศาสตร์เป็นอย่างไร

    ความงามในด้านสุนทรียศาสตร์นั้น เป็นการอธิบายถึงในด้านสิ่งของหรือวัตถุที่เรามองเห็นในความงามของสิ่งของนั้น ไม่ว่าสิ่งของนั้นจะงามหรือไม่งาม แต่เราก็ใช้จิตใจในการพิจารณาถึงคุณค่าของของสิ่งนั้น จึงทำให้เรามองเห็นความงามของของสิ่งนั้น

    นางสาวนฤมล ลุนโสภา
    รหัสนักศึกษา 51142210008
    การแพทย์แผนไทยประยุกต์

    ตอบลบ
  107. ไม่ระบุชื่อ25 สิงหาคม 2552 เวลา 08:46

    หวัดดีค่ะอาจารย์

    เกณฑ์การตัดสินความงามตามหลักสุนทรียศาสตร์

    ตอบ

    การตัดสินทางสุนทรียศาสตร์ คือ การที่เราใช้จิตแสดงปฏิกิริยาต่อสภาพการณ์ในสิ่งแวดล้อม หรือการที่จิตประเมินค่าวัตถุที่มีคุณค่า ที่เร้าให้เกิดความรู้สึกภายในจิตใจ แม้ว่าความงามจะขึ้นอยู่กับจิต แต่ก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเลือกตามใจชอบ หากแต่ต้องขึ้นอยู่กับคุณค่าที่มีอยู่ในวัตถุนั้น ๆ ด้วย

    มุมมองทางความคิดของแต่ละคนนั้นมีความแตกต่างกัน หลากหลายออกไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับบุคคลนั้น ๆ ว่าใช้อะไรเป็นหลักในการตัดสินสิ่งต่าง ๆ และการตัดสินทางสุนทรียศาสตร์ก็สามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มแนวคิด ดังนี้
    1. กลุ่มที่ใช้ตนเองเป็นตัวตัดสิน
    เรียกเกณฑ์ตัดสินนี้ว่า “ อัตนัยนิยม ” ( Subjectivism ) เป็นกลุ่มที่เชื่อว่า ความรู้ ความจริงและความดีงามทั้งหลายล้วนเป็นสิ่งที่ไม่มีความจริงในตัวเอง หากแต่เป็นเพียงสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นมาเท่านั้น ดังนั้น กฎเกณฑ์ในทางความรู้ ความจริงและความดีงามนี้จึงไม่มีอยู่จริง มนุษย์เท่านั้นที่มีอยู่จริงและจะเป็นตัวตัดสิน พร้อมทั้งเป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ขึ้นมา มนุษย์แต่ละคนต่างมีมาตรวัดความจริงต่างกันออกไปโดยไม่ขึ้นอยู่กับใครหรือสิ่งใด เกณฑ์การตัดสินแบบนี้สามารถทำให้เราเกิดความเชื่อมั่นในตัวเองได้ แต่หากความรู้สึกเชื่อมั่นนี้มีมากจนเกินไปอาจจะส่งผลทำให้เราเป็นผู้ที่เห็นแก่ตัว เอาแต่ใจตัวเอง ไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น ซึ่งจะส่งผลต่อไปคือ ทำให้เรามีโลกทัศน์ที่แคบ และเดียวดายในโลกกว้างนี้
    นักสุนทรียศาสตร์ในกลุ่มนี้ที่สำคัญ ได้แก่ กลุ่มโซฟิสต์ ( Sophist ) ฮอบส์ ( Hobbes ) และออร์เตกา ( Ortega ) เป็นต้น
    2. กลุ่มที่เชื่อว่า มีหลักเกณฑ์ที่ตายตัวที่จะใช้ตัดสินได้
    เรียกเกณฑ์ตัดสินนี้ว่า “ ปรนัยนิยม ” ( Objectivism ) เป็นกลุ่มที่เชื่อว่า มีเกณฑ์มาตรฐานตายตัวแน่นอนในทางศิลปะ ซึ่งสามารถนำไปตัดสินผลงานได้ในทุกสมัย เกณฑ์มาตรฐานนี้ไม่มีการเปลี่ยนแปลงและไม่ขึ้นอยู่กับความรู้สึกใครหรือศิลปินคนไหน กลุ่มนี้มีความเชื่ออีกว่า สุนทรียธาตุมีอยู่จริง แม้ว่าเราจะเข้าถึงมันไม่ได้ก็ตาม แต่มันก็มีอยู่จริง และด้วยเหตุผลนี้ การที่เราตัดสินศิลปะออกมาไม่เหมือนกันก็เพราะเราแต่ละคนไม่สามารถเข้าถึงสุนทรียธาติที่แท้จริงได้หรือตัวจริงมาตรฐานนั่นเอง การที่เราจะเข้าถึงเกณฑ์มาตรฐานนี้ได้นั้น เราจำเป็นต้องฝึกพัฒนาจิตให้สมบูรณ์จนสามารถเห็นความงามมาตรฐานได้ บางคนอาจทำสมาธิ บางคนอาจฝึกฝนทางศิลปะจนชำนาญ เป็นต้น
    นักสุนทรียศาสตร์ในกลุ่มนี้ที่สำคัญ ได้แก่ พลาโต ( Plato ) อริสโตเติล ( Aristotle ) และเฮเกล ( Hegel ) เป็นต้น
    3. กลุ่มที่เชื่อว่า หลักเกณฑ์ในการตัดสินสุนทรียศาสตร์นั้นเปลี่ยนแปลงไปตามสภาวะแวดล้อม
    เรียกเกณฑ์ตัดสินนี้ว่า “ สัมพัทธนิยม ” ( Relativism ) เป็นกลุ่มที่มีแนวคิดคล้ายกับกลุ่มอัตนัยนิยม แต่ต่างกันตรงที่กลุ่มสัมพัทธนิยมนั้นมีความเชื่อว่า กฎเกณฑ์ตัดสินทางสุนทรียศาสตร์นั้นขึ้นอยู่กับสภาวะแวดล้อม วัฒนธรรมของแต่ละท้องถิ่น หรือขึ้นอยู่กับสภาพภูมิประเทศ ตลอดจนดิน ฟ้า อากาศของแต่ละพื้นที่ โดยไม่ขึ้นอยู่กับตัวผู้วิจารณ์ เพราะผู้วิจารณ์จะต้องวางตัวเป็นกลางและต้องสำนึกอยู่ในใจเสมอว่า ตนเองเป็นเพียงส่วนหนึ่งของสังคม ดังนี้แล้ว เกณฑ์ตัดสินทางสุนทรียศาสตร์จึงเปลี่ยนแปลงไปตามสังคมบ้าง ตามสภาพของภูมิอากาศ ภูมิประเทศนั้น ๆ บ้าง แล้วแต่สภาวะแวดล้อมจะพาไป นั่นเอง

    นักสุนทรียศาสตร์ในกลุ่มนี้ที่สำคัญ ได้แก่ ซานตายานา ( Santayana ) และแซมมวล อาเล็กซันเดอร์ ( Samuel Alexander ) เป็นต้น

    ตัวอย่าง
    (กลุ่มที่ 1 ) การเลือกซื้อเสื้อผ้า ในการที่ฉันไปซื้อเสื้อสีขาวแต่พอถามเพื่อนเสื้อสีดำสวยกว่า แต่ฉันก็ซื้อเสื้อสีขาวที่ฉันได้เลือกมา ถือว่าฉันตัดสินใจเลือกซื้อความงามด้วยตัวฉันเอง

    (กลุ่มที่ 2) จากการประกวดแต่งตัวจากของเหลือใช้เธอได้ทำตามเกณฑ์การตัดสินทุกอย่าง ในขณะที่อีกคนไม่ได้ทำตามเกณฑ์ที่ตัดสินแต่สิ่งที่เธอได้ประดิษฐ์มาก็สวย แต่ในทางตัดสินคนก็จะมองอีกคนหนึ่งไม่ได้ทำตามเกณฑ์ที่หลักสากลกำหนดไว้ คนคนนั้นก็อาจถูกมองว่าสิ่งที่เขาทำมาไม่สวยงาม


    (กลุ่มที่ 3) การแต่งกายตามแฟชั่นตามยุคสมัยที่เปลี่ยนไป ใครที่แต่ตัวไม่ตรงกับเทรด์ที่มาก็ถือว่าเฉย ซึ่งถือว่าเป็นเกณฑ์ตัดสินความงามตามสภาพแวดล้อม

    http://photo.lannaphotoclub.com/index.php?action=printpage;topic=2075.0




    นางสาวนัยนา เหลือศิริ
    51142210023
    แพทย์แผนไทยประยุกต์

    ตอบลบ
  108. สวัสดีค่ะ

    เกณฑ์การตัดสินความงามตามหลักสุนทรียศาสตร์


    การตัดสินทางสุนทรียศาสตร์ คือ การที่เราใช้จิตแสดงปฏิกิริยาต่อสภาพการณ์ในสิ่งแวดล้อม หรือการที่จิตประเมินค่าวัตถุที่มีคุณค่า ที่เร้าให้เกิดความรู้สึกภายในจิตใจ แม้ว่าความงามจะขึ้นอยู่กับจิต แต่ก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเลือกตามใจชอบ หากแต่ต้องขึ้นอยู่กับคุณค่าที่มีอยู่ในวัตถุนั้น ๆ ด้วย
    มุมมองทางความคิดของแต่ละคนนั้นมีความแตกต่างกัน หลากหลายออกไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับบุคคลนั้น ๆ ว่าใช้อะไรเป็นหลักในการตัดสินสิ่งต่าง ๆ และการตัดสินทางสุนทรียศาสตร์ก็สามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มแนวคิด ดังนี้
    1. กลุ่มที่ใช้ตนเองเป็นตัวตัดสิน
    เรียกเกณฑ์ตัดสินนี้ว่า “ อัตนัยนิยม ” ( Subjectivism ) เป็นกลุ่มที่เชื่อว่า ความรู้ ความจริงและความดีงามทั้งหลายล้วนเป็นสิ่งที่ไม่มีความจริงในตัวเอง หากแต่เป็นเพียงสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นมาเท่านั้น ดังนั้น กฎเกณฑ์ในทางความรู้ ความจริงและความดีงามนี้จึงไม่มีอยู่จริง มนุษย์เท่านั้นที่มีอยู่จริงและจะเป็นตัวตัดสิน พร้อมทั้งเป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ขึ้นมา มนุษย์แต่ละคนต่างมีมาตรวัดความจริงต่างกันออกไปโดยไม่ขึ้นอยู่กับใครหรือสิ่งใด เกณฑ์การตัดสินแบบนี้สามารถทำให้เราเกิดความเชื่อมั่นในตัวเองได้ แต่หากความรู้สึกเชื่อมั่นนี้มีมากจนเกินไปอาจจะส่งผลทำให้เราเป็นผู้ที่เห็นแก่ตัว เอาแต่ใจตัวเอง ไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น ซึ่งจะส่งผลต่อไปคือ ทำให้เรามีโลกทัศน์ที่แคบ และเดียวดายในโลกกว้างนี้
    นักสุนทรียศาสตร์ในกลุ่มนี้ที่สำคัญ ได้แก่ กลุ่มโซฟิสต์ ( Sophist ) ฮอบส์ ( Hobbes ) และออร์เตกา ( Ortega ) เป็นต้น

    2. กลุ่มที่เชื่อว่า มีหลักเกณฑ์ที่ตายตัวที่จะใช้ตัดสินได้
    เรียกเกณฑ์ตัดสินนี้ว่า “ ปรนัยนิยม ” ( Objectivism ) เป็นกลุ่มที่เชื่อว่า มีเกณฑ์มาตรฐานตายตัวแน่นอนในทางศิลปะ ซึ่งสามารถนำไปตัดสินผลงานได้ในทุกสมัย เกณฑ์มาตรฐานนี้ไม่มีการเปลี่ยนแปลงและไม่ขึ้นอยู่กับความรู้สึกใครหรือศิลปินคนไหน กลุ่มนี้มีความเชื่ออีกว่า สุนทรียธาตุมีอยู่จริง แม้ว่าเราจะเข้าถึงมันไม่ได้ก็ตาม แต่มันก็มีอยู่จริง และด้วยเหตุผลนี้ การที่เราตัดสินศิลปะออกมาไม่เหมือนกันก็เพราะเราแต่ละคนไม่สามารถเข้าถึงสุนทรียธาติที่แท้จริงได้หรือตัวจริงมาตรฐานนั่นเอง การที่เราจะเข้าถึงเกณฑ์มาตรฐานนี้ได้นั้น เราจำเป็นต้องฝึกพัฒนาจิตให้สมบูรณ์จนสามารถเห็นความงามมาตรฐานได้ บางคนอาจทำสมาธิ บางคนอาจฝึกฝนทางศิลปะจนชำนาญ เป็นต้น
    นักสุนทรียศาสตร์ในกลุ่มนี้ที่สำคัญ ได้แก่ พลาโต ( Plato ) อริสโตเติล ( Aristotle ) และเฮเกล ( Hegel ) เป็นต้น



    3. กลุ่มที่เชื่อว่า หลักเกณฑ์ในการตัดสินสุนทรียศาสตร์นั้นเปลี่ยนแปลงไปตามสภาวะแวดล้อม
    เรียกเกณฑ์ตัดสินนี้ว่า “ สัมพัทธนิยม ” ( Relativism ) เป็นกลุ่มที่มีแนวคิดคล้ายกับกลุ่มอัตนัยนิยม แต่ต่างกันตรงที่กลุ่มสัมพัทธนิยมนั้นมีความเชื่อว่า กฎเกณฑ์ตัดสินทางสุนทรียศาสตร์นั้นขึ้นอยู่กับสภาวะแวดล้อม วัฒนธรรมของแต่ละท้องถิ่น หรือขึ้นอยู่กับสภาพภูมิประเทศ ตลอดจนดิน ฟ้า อากาศของแต่ละพื้นที่ โดยไม่ขึ้นอยู่กับตัวผู้วิจารณ์ เพราะผู้วิจารณ์จะต้องวางตัวเป็นกลางและต้องสำนึกอยู่ในใจเสมอว่า ตนเองเป็นเพียงส่วนหนึ่งของสังคม ดังนี้แล้ว เกณฑ์ตัดสินทางสุนทรียศาสตร์จึงเปลี่ยนแปลงไปตามสังคมบ้าง ตามสภาพของภูมิอากาศ ภูมิประเทศนั้น ๆ บ้าง แล้วแต่สภาวะแวดล้อมจะพาไป นั่นเอง
    นักสุนทรียศาสตร์ในกลุ่มนี้ที่สำคัญ ได้แก่ ซานตายานา ( Santayana ) และแซมมวล อาเล็กซันเดอร์ ( Samuel Alexander ) เป็นต้น



    http://photo.lannaphotoclub.com/index.php?topic=2075.0;wap2

    นางสาวสคราญ แข็งกล้า
    รหัสนักศึกษา 51142210017
    นักศึกษาการแพทย์แผนไทยประยุกต์

    ตอบลบ
  109. สวัสดีค่ะ

    เกณฑ์การตัดสินความงามตามหลักสุนทรียศาสตร์

    1. กลุ่มที่ใช้ตนเองเป็นตัวตัดสิน

    เราเรียกเกณฑ์ตัดสินนี้ว่า อัตนัยนิยม ( Subjectivism ) เป็นกลุ่มที่เชื่อว่า ความรู้ ความจริงและความดีงามทั้งหลายล้วนเป็นสิ่งที่ไม่มีความจริงในตัวเอง หากแต่เป็นเพียงสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นมาเท่านั้น ดังนั้น กฎเกณฑ์ในทางความรู้ ความจริงและความดีงามนี้จึงไม่มีอยู่จริง มนุษย์เท่านั้นที่มีอยู่จริงและจะเป็นตัวตัดสิน พร้อมทั้งเป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ขึ้นมา มนุษย์แต่ละคนต่างมีมาตรวัดความจริงต่างกันออกไปโดยไม่ขึ้นอยู่กับใครหรือสิ่งใด เกณฑ์การตัดสินแบบนี้สามารถทำให้เราเกิดความเชื่อมั่นในตัวเองได้ แต่หากความรู้สึกเชื่อมั่นนี้มีมากจนเกินไปอาจจะส่งผลทำให้เราเป็นผู้ที่เห็นแก่ตัว เอาแต่ใจตัวเอง ไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น ซึ่งจะส่งผลต่อไปคือ ทำให้เรามีโลกทัศน์ที่แคบ และเดียวดายในโลกกว้างนี้

    2. กลุ่มที่เชื่อว่า มีหลักเกณฑ์ที่ตายตัวที่จะใช้ตัดสินได้

    เรา เรียกเกณฑ์ตัดสินนี้ว่า ปรนัยนิยม ( Objectivism ) เป็นกลุ่มที่เชื่อว่า มีเกณฑ์มาตรฐานตายตัวแน่นอนในทางศิลปะ ซึ่งสามารถนำไปตัดสินผลงานได้ในทุกสมัย เกณฑ์มาตรฐานนี้ไม่มีการเปลี่ยนแปลงและไม่ขึ้นอยู่กับความรู้สึกใครหรือศิลปินคนไหน กลุ่มนี้มีความเชื่ออีกว่า สุนทรียธาตุมีอยู่จริง แม้ว่าเราจะเข้าถึงมันไม่ได้ก็ตาม แต่มันก็มีอยู่จริง และด้วยเหตุผลนี้ การที่เราตัดสินศิลปะออกมาไม่เหมือนกันก็เพราะเราแต่ละคนไม่สามารถเข้าถึงสุนทรียธาติที่แท้จริงได้หรือตัวจริงมาตรฐานนั่นเอง การที่เราจะเข้าถึงเกณฑ์มาตรฐานนี้ได้นั้น เราจำเป็นต้องฝึกพัฒนาจิตให้สมบูรณ์จนสามารถเห็นความงามมาตรฐานได้ บางคนอาจทำสมาธิ บางคนอาจฝึกฝนทางศิลปะจนชำนาญ เป็นต้น

    3. กลุ่มที่เชื่อว่า หลักเกณฑ์ในการตัดสินสุนทรียศาสตร์นั้นเปลี่ยนแปลงไปตามสภาวะแวดล้อม

    เราเรียกเกณฑ์ตัดสินนี้ว่า สัมพัทธนิยม ( Relativism ) เป็นกลุ่มที่มีแนวคิดคล้ายกับกลุ่มอัตนัยนิยม แต่ต่างกันตรงที่กลุ่มสัมพัทธนิยมนั้นมีความเชื่อว่า กฎเกณฑ์ตัดสินทางสุนทรียศาสตร์นั้นขึ้นอยู่กับสภาวะแวดล้อม วัฒนธรรมของแต่ละท้องถิ่น อาจจะขึ้นอยู่กับสภาพภูมิประเทศ ตลอดจนดิน ฟ้า อากาศโดยไม่ขึ้นอยู่กับตัวผู้วิจารณ์ เพราะผู้วิจารณ์จะต้องวางตัวเป็นกลางและต้องสำนึกอยู่ในใจเสมอว่า ตนเองเป็นเพียงส่วนหนึ่งของสังคม ดังนี้แล้ว เกณฑ์ตัดสินทางสุนทรียศาสตร์จึงเปลี่ยนแปลงไปตามสังคมบ้าง ตามสภาพของภูมิอากาศ ภูมิประเทศนั้น ๆ บ้าง แล้วแต่สภาวะแวดล้อมจะพาไป นั่นเอง


    http://autonomybeans.exteen.com/20070611/entry

    นางสาวสถาพร เงิดกระโทก
    รหัสนักศึกษา 51142210016
    นักศึกษาการแพทย์แผนไทยประยุกต์

    ตอบลบ
  110. สวัสดีค่ะ

    เกณฑ์การตัดสินความงามตามหลักสุนทรียศาสตร์


    การตัดสินทางสุนทรียศาสตร์ คือ การที่เราใช้จิตแสดงปฏิกิริยาต่อสภาพการณ์ในสิ่งแวดล้อม หรือการที่จิตประเมินค่าวัตถุที่มีคุณค่า ที่เร้าให้เกิดความรู้สึกภายในจิตใจ แม้ว่าความงามจะขึ้นอยู่กับจิต แต่ก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเลือกตามใจชอบ หากแต่ต้องขึ้นอยู่กับคุณค่าที่มีอยู่ในวัตถุนั้น ๆ ด้วย
    มุมมองทางความคิดของแต่ละคนนั้นมีความแตกต่างกัน หลากหลายออกไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับบุคคลนั้น ๆ ว่าใช้อะไรเป็นหลักในการตัดสินสิ่งต่าง ๆ และการตัดสินทางสุนทรียศาสตร์ก็สามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มแนวคิด ดังนี้


    1. กลุ่มที่ใช้ตนเองเป็นตัวตัดสิน
    เรียกเกณฑ์ตัดสินนี้ว่า “ อัตนัยนิยม ” ( Subjectivism ) เป็นกลุ่มที่เชื่อว่า ความรู้ ความจริงและความดีงามทั้งหลายล้วนเป็นสิ่งที่ไม่มีความจริงในตัวเอง หากแต่เป็นเพียงสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นมาเท่านั้น ดังนั้น กฎเกณฑ์ในทางความรู้ ความจริงและความดีงามนี้จึงไม่มีอยู่จริง มนุษย์เท่านั้นที่มีอยู่จริงและจะเป็นตัวตัดสิน พร้อมทั้งเป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ขึ้นมา มนุษย์แต่ละคนต่างมีมาตรวัดความจริงต่างกันออกไปโดยไม่ขึ้นอยู่กับใครหรือสิ่งใด เกณฑ์การตัดสินแบบนี้สามารถทำให้เราเกิดความเชื่อมั่นในตัวเองได้ แต่หากความรู้สึกเชื่อมั่นนี้มีมากจนเกินไปอาจจะส่งผลทำให้เราเป็นผู้ที่เห็นแก่ตัว เอาแต่ใจตัวเอง ไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น ซึ่งจะส่งผลต่อไปคือ ทำให้เรามีโลกทัศน์ที่แคบ และเดียวดายในโลกกว้างนี้
    นักสุนทรียศาสตร์ในกลุ่มนี้ที่สำคัญ ได้แก่ กลุ่มโซฟิสต์ ( Sophist ) ฮอบส์ ( Hobbes ) และออร์เตกา ( Ortega ) เป็นต้น


    2. กลุ่มที่เชื่อว่า มีหลักเกณฑ์ที่ตายตัวที่จะใช้ตัดสินได้
    เรียกเกณฑ์ตัดสินนี้ว่า “ ปรนัยนิยม ” ( Objectivism ) เป็นกลุ่มที่เชื่อว่า มีเกณฑ์มาตรฐานตายตัวแน่นอนในทางศิลปะ ซึ่งสามารถนำไปตัดสินผลงานได้ในทุกสมัย เกณฑ์มาตรฐานนี้ไม่มีการเปลี่ยนแปลงและไม่ขึ้นอยู่กับความรู้สึกใครหรือศิลปินคนไหน กลุ่มนี้มีความเชื่ออีกว่า สุนทรียธาตุมีอยู่จริง แม้ว่าเราจะเข้าถึงมันไม่ได้ก็ตาม แต่มันก็มีอยู่จริง และด้วยเหตุผลนี้ การที่เราตัดสินศิลปะออกมาไม่เหมือนกันก็เพราะเราแต่ละคนไม่สามารถเข้าถึงสุนทรียธาติที่แท้จริงได้หรือตัวจริงมาตรฐานนั่นเอง การที่เราจะเข้าถึงเกณฑ์มาตรฐานนี้ได้นั้น เราจำเป็นต้องฝึกพัฒนาจิตให้สมบูรณ์จนสามารถเห็นความงามมาตรฐานได้ บางคนอาจทำสมาธิ บางคนอาจฝึกฝนทางศิลปะจนชำนาญ เป็นต้น

    นักสุนทรียศาสตร์ในกลุ่มนี้ที่สำคัญ ได้แก่ พลาโต ( Plato ) อริสโตเติล ( Aristotle ) และเฮเกล ( Hegel ) เป็นต้น


    3. กลุ่มที่เชื่อว่า หลักเกณฑ์ในการตัดสินสุนทรียศาสตร์นั้นเปลี่ยนแปลงไปตามสภาวะแวดล้อม
    เรียกเกณฑ์ตัดสินนี้ว่า “ สัมพัทธนิยม ” ( Relativism ) เป็นกลุ่มที่มีแนวคิดคล้ายกับกลุ่มอัตนัยนิยม แต่ต่างกันตรงที่กลุ่มสัมพัทธนิยมนั้นมีความเชื่อว่า กฎเกณฑ์ตัดสินทางสุนทรียศาสตร์นั้นขึ้นอยู่กับสภาวะแวดล้อม วัฒนธรรมของแต่ละท้องถิ่น หรือขึ้นอยู่กับสภาพภูมิประเทศ ตลอดจนดิน ฟ้า อากาศของแต่ละพื้นที่ โดยไม่ขึ้นอยู่กับตัวผู้วิจารณ์ เพราะผู้วิจารณ์จะต้องวางตัวเป็นกลางและต้องสำนึกอยู่ในใจเสมอว่า ตนเองเป็นเพียงส่วนหนึ่งของสังคม ดังนี้แล้ว เกณฑ์ตัดสินทางสุนทรียศาสตร์จึงเปลี่ยนแปลงไปตามสังคมบ้าง ตามสภาพของภูมิอากาศ ภูมิประเทศนั้น ๆ บ้าง แล้วแต่สภาวะแวดล้อมจะพาไป นั่นเอง
    นักสุนทรียศาสตร์ในกลุ่มนี้ที่สำคัญ ได้แก่ ซานตายานา ( Santayana ) และแซมมวล อาเล็กซันเดอร์ ( Samuel Alexander ) เป็นต้น



    http://ecurriculum.mv.ac.th/library2/religion/philosophy/philosophy_aesthetics.htm


    นางสาวศันสนีย์ จุมรัมย์
    รหัสนักศึกษา 51142210030
    นักศึกษาการแพทย์แผนไทยประยุกต์

    ตอบลบ
  111. จากงานครั้งแรกที่ว่า "สุนทรียศาสตร์กับจริยศาสตร์เป็นสิ่งที่ดำเนินไปในทางเดียวกันหรือไม่"
    ตอบว่า ไม่ได้ดำเนินในทางเดียวกัน สุนทรียศาสตร์เป็นเรื่องเกี่ยวกับคุณค่าความงามตรงกับคำว่า "Aesthetic"
    หมายถึงการรับรู้อันเป็นกระบวนการ ประสาทสัมผัส ระหว่างสิ่งเร้าภายนอกกับอวัยวะสัมผัสภายในทำให้เกิดความรู้สึก นำไปสู่อารมณ์สุนทรีย์ส่วนจริยศาสตร์ "Ethics" เป็นสาขาหนึ่งของวิชาปรัชญา ศึกษาเรื่องความประพฤติที่เกี่ยวข้อง สิ่งใดถูกหรือผิด สิ่งใดควรทำหรือไม่ควรทำเน้นคุณค่าของพฤติกรรม คุณค่าของชีวิต หรือว่าด้วยอุปนิสัย นิสัย และพฤติกรรมของมนุษย์ ความประพฤติของมนุษย์ จะเป็นกระจกเงาส่องให้เราเห็นอุปนิสัย และนิสัยของคน

    จากความหมายทั้งสุนทรียศาสตร์-จริยศาสตร์
    คำว่า “สุนทรียศาสตร์” มาจากศัพท์ภาษาบาลีว่า“สุนทรียะ” แปลว่าดี งาม สุนทรียศาสตร์จึงมีความหมายว่าวิชาที่ว่าด้วยความงาม
    คำว่า จริยศาสตร์มาจากภาษาสันสกฤตว่า จริย + ศาสตร์ จริย แปลว่า ควรประพฤติ ศาสตร์ แปลว่า ความรู้ จริยศาสตร์ จึงแปลว่า ความรู้ที่ควรประพฤติหรือศาสตร์ ที่ว่าด้วยความประพฤติ

    ตัวอย่าง
    เราเดินไปแล้วเห็นคนตาบอดเราควรทำอย่างไร คำตอบอาจแตกต่างกันออกไปบางคนอาจจะเดินผ่านไปโดยไม่มองและไม่สนใจแต่คนที่มีความงามนั้นเขาจะช่วยคนคนนั้นเพราะเขามีความงามคืองามที่จิตใจเขานั่นเอง


    น.ส.มลิวรรณ นารินทร์ 51142210076
    แพทย์แผนไทยประยุกต์

    ตอบลบ
  112. สวัสดีคับ

    เกณฑ์การตัดสินความงามตามหลักสุนทรียศาสตร์

    ของผม
    สุนทรียศาสตร์ คือ ศาสตร์ที่ว่าด้วยความงามทั่งตามธรรมชาติและมนุษย์สร้างขึ้น
    หลักเกณฑของผม
    เป็นความงามทางด้านจิตใจ ออนโยน และความคิดทางด้านจิตใจ ที่แสดงถึงความเมตตา กรุณาปราณี ต่อผู้ป่วย ที่ออกจากจิตใจ
    ประโยชน์ของสุนทรียศาสตร์...........
    1. ทำให้คนมีจิตใจอ่อนโยน มองโลกในแง่ดี มองอย่างมีเหตุผล
    2. ส่งเสริมแนวทางในการแสวงหาความสุขจากความงาม ทั่งเป็นรูปธรรมและนามธรรม
    3. ส่งเสริมกระบวนการคิด การตัดสินความงามอย่างสมเหตุสมผล
    4. สร้างเสริมประสบการณ์สุนทรียะให้กว้างขวางเพื่อดำรงอย่างสันติสุข
    5. ส่งเสริมให้เห็นความสำคัญของสรรพสิ่ง และสามารถบูรณาการเพื่อประยุกต์ใช้ให้เป็นประโยชน์กับชีวิตประจำวันด้วยเหตผล และความรู้สึกที่สอดคล้องกัน
    ตัวอย่าง วิชาชีพแพมย์
    สุนทรียศาสตร์เป็นศาสตร์ที่พูดถึงเรื่องความงาม ในวิชาชีพ ของแพทย์ว่า.......งามในที่นี้หมายถึงความงามทั่งด้านร่างกายและจิตใจ ทำให้มีความรู้สึกไม่แข็งกระด้างมีความสุขในการทำงาน มีความรู้สึกที่สมเหตุสมผล สามารถสร้างความสมดุลย์ทั่งตัวของวิชาชีพแพทย์เองและตัวผู้ป่วย
    ดังนั้น สุนทรียศาสตร์มีประโยชน์ต่อวิชาชีพ เพราะทำให้พยาบาลมีจิตใจงาม มีความคิดสมเหตุสมผล เมื่อผู้ป่วยมารับการรักษา แพทย์จะคิดว่าผู้ป่วยเป็นผู้ที่กำลังเดือดร้อนต้องการความช่วยเหลือ แพทย์ก็จะให้การบริการด้วยความเต็มใจเปรียบเสมือนญาติ เห็นอกเห็นใจ
    .........................ความงามอย่างของวิชาพแพทย์...............................

    จาก อิฟนันต์ นิอารียา รหัส 51142210046

    แพทย์แผนไทยประยุกต์

    ตอบลบ
  113. งานครั้งที่สอง "เกณฑ์การตัดสินความงามในสุนทรียศาสตร์"
    ตอบว่า ตัดสินโดยใช้หลักนักปรัชญา
    1. ปรนัยนิยม (Objectivelism) คือ การตัดสินใจโดยยึดหลักมาตรฐานตายตัวแน่นอนในทางศิลปะ ซึ่งสามารถนำไปตัดสินผลงานได้ในทุกสมัย Plato ความงามมาตรฐาน มีอยู่อย่างปรนัยในโลกแห่งมโนคติ ศิลปินเป็นผู้ระลึกได้ใกล้เคียงมากเป็นพิเศษ
    Aristotle ความงามอยู่ที่ความกลมกลืนของสัดส่วน เพราะสัดส่วนทำให้เกิดการผ่อนคลายของประสาท และอวัยวะต่างๆ ความยิ่งใหญ่ของศิลปินอยู่ที่ความสามารถในการค้นพบ ความงามและความกลมกลืน มาถ่ายทอดลงในสื่อ

    2. อัตนัยนิยม (Subjectivelism) คือมนุษย์เป็นผู้ตัดสินทุกอย่าง
    (Man is the Measure of all things)A. Richarts ศิลปะไม่มีหน้าที่ในการสอบหรือชี้แจง ลักษณะของสิ่งของแต่มีหน้าที่ทำให้ผู้มีประสบการณ์ทางสุนทรียธาตุ มีสุขภาพจิตดี ความงามเป็นสิ่งไม่ตายตัวขึ้นอยู่กับคนแต่ละคน
    สรุปคือมีเกณฑ์ 2 อย่าง คือมีมาตรฐานตายตัวและตัวเราเป็นมาตรฐานเอง ขึ้นอยู่กับความคิดและการตัดสินใจของเรา

    ตัวอย่าง
    เราปลูกกล้วยไม้สีสีนสวยงาม หลากหลาย เราเลี้ยงปลาสวยงามหรือเรามั่นใจว่าเราดูดี มีเสน่ห์แต่พอเราถามความคิดเห็นเขา เขาอาจไม่ชอบบอกว่าไม่สวยเลย ก็ขึ้นอยู่กับ อัตนัยนิยม (Subjectivelism)นั่นเอง

    น.ส.มลิวรรณ นารินทร์ 51142210076
    แพทย์แผนไทยประยุกต์

    ตอบลบ
  114. สวัสดีค่ะอาจารย์หนูของตอบว่า
    เกณฑ์ตัดสินทางสุนทรียศาสตร์ คืออะไร ?

    การตัดสินทางสุนทรียศาสตร์ คือ การที่เราใช้จิตแสดงปฏิกิริยาต่อสภาพการณ์ในสิ่งแวดล้อม หรือการที่จิตประเมินค่าวัตถุที่มีคุณค่า ที่เร้าให้เกิดความรู้สึกภายในจิตใจ แม้ว่าความงามจะขึ้นอยู่กับจิต แต่ก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเลือกตามใจชอบ หากแต่ต้องขึ้นอยู่กับคุณค่าที่มีอยู่ในวัตถุนั้น ๆ ด้วย

    มุมมองทางความคิดของแต่ละคนนั้นมีความแตกต่างกัน หลากหลายออกไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับบุคคลนั้น ๆ ว่าใช้อะไรเป็นหลักในการตัดสินสิ่งต่าง ๆ และการตัดสินทางสุนทรียศาสตร์ก็สามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มแนวคิด ดังนี้
    1. กลุ่มที่ใช้ตนเองเป็นตัวตัดสิน
    เรียกเกณฑ์ตัดสินนี้ว่า “ อัตนัยนิยม ” ( Subjectivism ) เป็นกลุ่มที่เชื่อว่า ความรู้ ความจริงและความดีงามทั้งหลายล้วนเป็นสิ่งที่ไม่มีความจริงในตัวเอง หากแต่เป็นเพียงสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นมาเท่านั้น ดังนั้น กฎเกณฑ์ในทางความรู้ ความจริงและความดีงามนี้จึงไม่มีอยู่จริง มนุษย์เท่านั้นที่มีอยู่จริงและจะเป็นตัวตัดสิน พร้อมทั้งเป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ขึ้นมา มนุษย์แต่ละคนต่างมีมาตรวัดความจริงต่างกันออกไปโดยไม่ขึ้นอยู่กับใครหรือสิ่งใด เกณฑ์การตัดสินแบบนี้สามารถทำให้เราเกิดความเชื่อมั่นในตัวเองได้ แต่หากความรู้สึกเชื่อมั่นนี้มีมากจนเกินไปอาจจะส่งผลทำให้เราเป็นผู้ที่เห็นแก่ตัว เอาแต่ใจตัวเอง ไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น ซึ่งจะส่งผลต่อไปคือ ทำให้เรามีโลกทัศน์ที่แคบ และเดียวดายในโลกกว้างนี้

    นักสุนทรียศาสตร์ในกลุ่มนี้ที่สำคัญ ได้แก่ กลุ่มโซฟิสต์ ( Sophist ) ฮอบส์ ( Hobbes ) และออร์เตกา ( Ortega ) เป็นต้น
    2. กลุ่มที่เชื่อว่า มีหลักเกณฑ์ที่ตายตัวที่จะใช้ตัดสินได้

    เรียกเกณฑ์ตัดสินนี้ว่า “ ปรนัยนิยม ” ( Objectivism ) เป็นกลุ่มที่เชื่อว่า มีเกณฑ์มาตรฐานตายตัวแน่นอนในทางศิลปะ ซึ่งสามารถนำไปตัดสินผลงานได้ในทุกสมัย เกณฑ์มาตรฐานนี้ไม่มีการเปลี่ยนแปลงและไม่ขึ้นอยู่กับความรู้สึกใครหรือศิลปินคนไหน กลุ่มนี้มีความเชื่ออีกว่า สุนทรียธาตุมีอยู่จริง แม้ว่าเราจะเข้าถึงมันไม่ได้ก็ตาม แต่มันก็มีอยู่จริง และด้วยเหตุผลนี้ การที่เราตัดสินศิลปะออกมาไม่เหมือนกันก็เพราะเราแต่ละคนไม่สามารถเข้าถึงสุนทรียธาติที่แท้จริงได้หรือตัวจริงมาตรฐานนั่นเอง การที่เราจะเข้าถึงเกณฑ์มาตรฐานนี้ได้นั้น เราจำเป็นต้องฝึกพัฒนาจิตให้สมบูรณ์จนสามารถเห็นความงามมาตรฐานได้ บางคนอาจทำสมาธิ บางคนอาจฝึกฝนทางศิลปะจนชำนาญ เป็นต้น

    นักสุนทรียศาสตร์ในกลุ่มนี้ที่สำคัญ ได้แก่ พลาโต ( Plato ) อริสโตเติล ( Aristotle ) และเฮเกล ( Hegel ) เป็นต้น
    3. กลุ่มที่เชื่อว่า หลักเกณฑ์ในการตัดสินสุนทรียศาสตร์นั้นเปลี่ยนแปลงไปตามสภาวะแวดล้อม

    เรียกเกณฑ์ตัดสินนี้ว่า “ สัมพัทธนิยม ” ( Relativism ) เป็นกลุ่มที่มีแนวคิดคล้ายกับกลุ่มอัตนัยนิยม แต่ต่างกันตรงที่กลุ่มสัมพัทธนิยมนั้นมีความเชื่อว่า กฎเกณฑ์ตัดสินทางสุนทรียศาสตร์นั้นขึ้นอยู่กับสภาวะแวดล้อม วัฒนธรรมของแต่ละท้องถิ่น หรือขึ้นอยู่กับสภาพภูมิประเทศ ตลอดจนดิน ฟ้า อากาศของแต่ละพื้นที่ โดยไม่ขึ้นอยู่กับตัวผู้วิจารณ์ เพราะผู้วิจารณ์จะต้องวางตัวเป็นกลางและต้องสำนึกอยู่ในใจเสมอว่า ตนเองเป็นเพียงส่วนหนึ่งของสังคม ดังนี้แล้ว เกณฑ์ตัดสินทางสุนทรียศาสตร์จึงเปลี่ยนแปลงไปตามสังคมบ้าง ตามสภาพของภูมิอากาศ ภูมิประเทศนั้น ๆ บ้าง แล้วแต่สภาวะแวดล้อมจะพาไป นั่นเอง

    นักสุนทรียศาสตร์ในกลุ่มนี้ที่สำคัญ ได้แก่ ซานตายานา ( Santayana ) และแซมมวล อาเล็กซันเดอร์ ( Samuel Alexander ) เป็นต้น

    http://photo.lannaphotoclub.com/index.php?action=printpage;topic=2075.0
    จากข้อความข้างต้น
    อธิบายว่า
    กลุ่มที่1คือใช้ตนเองเป็นตัวตัดสินเช่น การที่เราแต่งหน้ามาเรียน เราก็คิดว่าเราสวย
    กลุ่มที่2กลุ่มที่มีเกณฑ์การตัดสินตายตัว เช่น การประกวดนางงามจักรวาลก็ต้องตัดสินจากความรู้ความสามารถและความสวย
    กลุ่มที่3กลุ่มที่มีการเปลี่ยนแปลงตามสิ่งแวดล้อม เช่น เรามองผู้หญิงคนหนึ่งว่าสวยแต่เพื่อนเรามองว่าน่ารักก็อาจเปลี่ยนความคิดเห็นของเราได้

    แสดงความคิดเห็นโดย
    นางสาวชุลีกร โพธิ์แก้ว 51142210005
    แพทย์แผนไทยประยุกต์

    ตอบลบ
  115. การตัดสินทางสุนทรียศาสตร์ คือ การที่เราใช้จิตแสดงปฏิกิริยาต่อสภาพการณ์ในสิ่งแวดล้อม หรือการที่จิตประเมินค่าวัตถุที่มีคุณค่า ที่เร้าให้เกิดความรู้สึกภายในจิตใจ แม้ว่าความงามจะขึ้นอยู่กับจิต แต่ก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเลือกตามใจชอบ หากแต่ต้องขึ้นอยู่กับคุณค่าที่มีอยู่ในวัตถุนั้น ๆ ด้วย
    มุมมองทางความคิดของแต่ละคนนั้นมีความแตกต่างกัน หลากหลายออกไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับบุคคลนั้น ๆ ว่าใช้อะไรเป็นหลักในการตัดสินสิ่งต่าง ๆ และการตัดสินทางสุนทรียศาสตร์ก็สามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มแนวคิด ดังนี้

    1. กลุ่มที่ใช้ตนเองเป็นตัวตัดสิน
    เรียกเกณฑ์ตัดสินนี้ว่า “ อัตนัยนิยม ” ( Subjectivism ) เป็นกลุ่มที่เชื่อว่า ความรู้ ความจริงและความดีงามทั้งหลายล้วนเป็นสิ่งที่ไม่มีความจริงในตัวเอง หากแต่เป็นเพียงสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นมาเท่านั้น ดังนั้น กฎเกณฑ์ในทางความรู้ ความจริงและความดีงามนี้จึงไม่มีอยู่จริง มนุษย์เท่านั้นที่มีอยู่จริงและจะเป็นตัวตัดสิน พร้อมทั้งเป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ขึ้นมา มนุษย์แต่ละคนต่างมีมาตรวัดความจริงต่างกันออกไปโดยไม่ขึ้นอยู่กับใครหรือสิ่งใด เกณฑ์การตัดสินแบบนี้สามารถทำให้เราเกิดความเชื่อมั่นในตัวเองได้ แต่หากความรู้สึกเชื่อมั่นนี้มีมากจนเกินไปอาจจะส่งผลทำให้เราเป็นผู้ที่เห็นแก่ตัว เอาแต่ใจตัวเอง ไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น ซึ่งจะส่งผลต่อไปคือ ทำให้เรามีโลกทัศน์ที่แคบ และเดียวดายในโลกกว้างนี้ ยกตัวอย่างเช่น มันเป็นเรื่องมุมมองของแต่ละคน ซึ่งบางคนมองว่ามันเป็นสิ่งงาม แต่บางคนยไม่เห็นด้วยกับเรา เช่น เราดูคนๆนั้นหน้าตาดีดูดีจังเลย แต่คนอื่นๆอาจมองไม่เหมือนเราก็ได้

    2. กลุ่มที่เชื่อว่า มีหลักเกณฑ์ที่ตายตัวที่จะใช้ตัดสินได้
    เรียกเกณฑ์ตัดสินนี้ว่า “ ปรนัยนิยม ” ( Objectivism ) เป็นกลุ่มที่เชื่อว่า มีเกณฑ์มาตรฐานตายตัวแน่นอนในทางศิลปะ ซึ่งสามารถนำไปตัดสินผลงานได้ในทุกสมัย เกณฑ์มาตรฐานนี้ไม่มีการเปลี่ยนแปลงและไม่ขึ้นอยู่กับความรู้สึกใครหรือศิลปินคนไหน กลุ่มนี้มีความเชื่ออีกว่า สุนทรียธาตุมีอยู่จริง แม้ว่าเราจะเข้าถึงมันไม่ได้ก็ตาม แต่มันก็มีอยู่จริง และด้วยเหตุผลนี้ การที่เราตัดสินศิลปะออกมาไม่เหมือนกันก็เพราะเราแต่ละคนไม่สามารถเข้าถึงสุนทรียธาติที่แท้จริงได้หรือตัวจริงมาตรฐานนั่นเอง การที่เราจะเข้าถึงเกณฑ์มาตรฐานนี้ได้นั้น เราจำเป็นต้องฝึกพัฒนาจิตให้สมบูรณ์จนสามารถเห็นความงามมาตรฐานได้ บางคนอาจทำสมาธิ บางคนอาจฝึกฝนทางศิลปะจนชำนาญ เป็นต้น ยกตัวอย่างเช่น การตัดสินนางงาม คือมีการกำหนดเกณฑ์การตัดสินไว้แล้ว ผู้ที่เหมาะสมจะเป็นนางงามครองตำแหน่งได้นั้น ต้องมีคุณสมบัติดังที่ตั้งตามเกณฑ์ไว้

    3. กลุ่มที่เชื่อว่า หลักเกณฑ์ในการตัดสินสุนทรียศาสตร์นั้นเปลี่ยนแปลงไปตามสภาวะแวดล้อม
    เรียกเกณฑ์ตัดสินนี้ว่า “ สัมพัทธนิยม ” ( Relativism ) เป็นกลุ่มที่มีแนวคิดคล้ายกับกลุ่มอัตนัยนิยม แต่ต่างกันตรงที่กลุ่มสัมพัทธนิยมนั้นมีความเชื่อว่า กฎเกณฑ์ตัดสินทางสุนทรียศาสตร์นั้นขึ้นอยู่กับสภาวะแวดล้อม วัฒนธรรมของแต่ละท้องถิ่น หรือขึ้นอยู่กับสภาพภูมิประเทศ ตลอดจนดิน ฟ้า อากาศของแต่ละพื้นที่ โดยไม่ขึ้นอยู่กับตัวผู้วิจารณ์ เพราะผู้วิจารณ์จะต้องวางตัวเป็นกลางและต้องสำนึกอยู่ในใจเสมอว่า ตนเองเป็นเพียงส่วนหนึ่งของสังคม ดังนี้แล้ว เกณฑ์ตัดสินทางสุนทรียศาสตร์จึงเปลี่ยนแปลงไปตามสังคมบ้าง ตามสภาพของภูมิอากาศ ภูมิประเทศนั้น ๆ บ้าง แล้วแต่สภาวะแวดล้อมจะพาไป นั่นเอง ยกตัวอย่างเช่น การที่เราชอบแต่งตัว ตามแฟชั่น ซึ่งแต่ก่อนอาจไม่เหมือนกับทุกวันนี้ มันก็เปลี่ยนแปลงตามสภาพสังคม







    นายไชยวัฒน์ โพธารินทร์
    รหัสนักศึกษา 51142210060
    แพทย์แผนไทยประยุกต์

    ตอบลบ
  116. การตัดสินทางสุนทรียศาสตร์ คือ การที่เราใช้จิตแสดงปฏิกิริยาต่อสภาพการณ์ในสิ่งแวดล้อม หรือการที่จิตประเมินค่าวัตถุที่มีคุณค่า ที่เร้าให้เกิดความรู้สึกภายในจิตใจ แม้ว่าความงามจะขึ้นอยู่กับจิต แต่ก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเลือกตามใจชอบ หากแต่ต้องขึ้นอยู่กับคุณค่าที่มีอยู่ในวัตถุนั้น ๆ ด้วย
    มุมมองทางความคิดของแต่ละคนนั้นมีความแตกต่างกัน หลากหลายออกไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับบุคคลนั้น ๆ ว่าใช้อะไรเป็นหลักในการตัดสินสิ่งต่าง ๆ และการตัดสินทางสุนทรียศาสตร์ก็สามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มแนวคิด ดังนี้
    1. กลุ่มที่ใช้ตนเองเป็นตัวตัดสิน
    เรียกเกณฑ์ตัดสินนี้ว่า “ อัตนัยนิยม ” ( Subjectivism ) เป็นกลุ่มที่เชื่อว่า ความรู้ ความจริงและความดีงามทั้งหลายล้วนเป็นสิ่งที่ไม่มีความจริงในตัวเอง หากแต่เป็นเพียงสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นมาเท่านั้น ดังนั้น กฎเกณฑ์ในทางความรู้ ความจริงและความดีงามนี้จึงไม่มีอยู่จริง มนุษย์เท่านั้นที่มีอยู่จริงและจะเป็นตัวตัดสิน พร้อมทั้งเป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ขึ้นมา มนุษย์แต่ละคนต่างมีมาตรวัดความจริงต่างกันออกไปโดยไม่ขึ้นอยู่กับใครหรือสิ่งใด เกณฑ์การตัดสินแบบนี้สามารถทำให้เราเกิดความเชื่อมั่นในตัวเองได้ แต่หากความรู้สึกเชื่อมั่นนี้มีมากจนเกินไปอาจจะส่งผลทำให้เราเป็นผู้ที่เห็นแก่ตัว เอาแต่ใจตัวเอง ไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น ซึ่งจะส่งผลต่อไปคือ ทำให้เรามีโลกทัศน์ที่แคบ และเดียวดายในโลกกว้างนี้
    2. กลุ่มที่เชื่อว่า มีหลักเกณฑ์ที่ตายตัวที่จะใช้ตัดสินได้
    เรียกเกณฑ์ตัดสินนี้ว่า “ ปรนัยนิยม ” ( Objectivism ) เป็นกลุ่มที่เชื่อว่า มีเกณฑ์มาตรฐานตายตัวแน่นอนในทางศิลปะ ซึ่งสามารถนำไปตัดสินผลงานได้ในทุกสมัย เกณฑ์มาตรฐานนี้ไม่มีการเปลี่ยนแปลงและไม่ขึ้นอยู่กับความรู้สึกใครหรือศิลปินคนไหน กลุ่มนี้มีความเชื่ออีกว่า สุนทรียะธาตุมีอยู่จริง แม้ว่าเราจะเข้าถึงมันไม่ได้ก็ตาม แต่มันก็มีอยู่จริง และด้วยเหตุผลนี้ การที่เราตัดสินศิลปะออกมาไม่เหมือนกันก็เพราะเราแต่ละคนไม่สามารถเข้าถึงสุนทรียะธาตุที่แท้จริงได้หรือตัวจริงมาตรฐานนั่นเอง การที่เราจะเข้าถึงเกณฑ์มาตรฐานนี้ได้นั้น เราจำเป็นต้องฝึกพัฒนาจิตให้สมบูรณ์จนสามารถเห็นความงามมาตรฐานได้ ตัวอย่างเช่น บางคนอาจทำสมาธิ บางคนอาจฝึกฝนทางศิลปะจนชำนาญ เป็นต้น
    3. กลุ่มที่เชื่อว่า หลักเกณฑ์ในการตัดสินสุนทรียศาสตร์นั้นเปลี่ยนแปลงไปตามสภาวะแวดล้อม
    เรียกเกณฑ์ตัดสินนี้ว่า “ สัมพัทธนิยม ” ( Relativism ) เป็นกลุ่มที่มีแนวคิดคล้ายกับกลุ่มอัตนัยนิยม แต่ต่างกันตรงที่กลุ่มสัมพัทธนิยมนั้นมีความเชื่อว่า กฎเกณฑ์ตัดสินทางสุนทรียศาสตร์นั้นขึ้นอยู่กับสภาวะแวดล้อม วัฒนธรรมของแต่ละท้องถิ่น หรือขึ้นอยู่กับสภาพภูมิประเทศ ตลอดจนดิน ฟ้า อากาศของแต่ละพื้นที่ โดยไม่ขึ้นอยู่กับตัวผู้วิจารณ์ เพราะผู้วิจารณ์จะต้องวางตัวเป็นกลางและต้องสำนึกอยู่ในใจเสมอว่า ตนเองเป็นเพียงส่วนหนึ่งของสังคม ดังนี้แล้ว เกณฑ์ตัดสินทางสุนทรียศาสตร์จึงเปลี่ยนแปลงไปตามสังคมบ้าง ตามสภาพของภูมิอากาศ ภูมิประเทศนั้น ๆ บ้าง แล้วแต่สภาวะแวดล้อมจะพาไป นั่นเอง

    หนูเห็นด้วยกับ ธันยรัศมิ์ เดชรักษ์กรณ์

    แหล่งที่มา http://photo.lannaphotoclub.com/index.php?topic=2075.0

    นางสาวสัลวา หมันเหม 51142210063
    สาขาการแพทย์แผนไทยประยุกต์

    ตอบลบ
  117. สวัสดีค่ะ

    อาจารย์

    คำถาม
    เกณฑ์ตัดสินความงามทางสุนทรียศาสตร์ คืออะไร ? จงอธิบาย พร้อมยกตัวอย่างและที่มา
    การตัดสินทางสุนทรียศาสตร์ คือ การที่เราใช้จิตแสดงปฏิกิริยาต่อสภาพการณ์ในสิ่งแวดล้อม
    หรือการที่จิตประเมินค่าวัตถุที่มีคุณค่า ที่เร้าให้เกิดความรู้สึกภายในจิตใจ
    แม้ว่าความงามจะขึ้นอยู่กับจิต แต่ก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเลือกตามใจชอบ
    หากแต่ต้องขึ้นอยู่กับคุณค่าที่มีอยู่ในวัตถุนั้น ๆ ด้วย แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มแนวคิด ดังนี้

    1. กลุ่มที่ใช้ตนเองเป็นตัวตัดสิน

    2. กลุ่มที่เชื่อว่า มีหลักเกณฑ์ที่ตายตัวที่จะใช้ตัดสินได้

    3. กลุ่มที่เชื่อว่า หลักเกณฑ์ในการตัดสินสุนทรียศาสตร์นั้นเปลี่ยนแปลงไปตามสภาวะแวดล้อม

    ที่มา http://photo.lannaphotoclub.com/index.php?topic=2075.0

    จากเกณฑ์ข้างบนดิฉันเลือกข้อที่หนึ่ง กลุ่มที่ใช้ตนเองเป็นตัวตัดสิน

    อย่างเช่นที่ การที่จะเลือกซื้ออะไรสักอย่างอันดับแรกต้องใช้เลือกสีที่เราชอบ แล้วลักษณะ ก็พิจารณาสิ่งอื่นๆๆ ตามมาที่หลัง ตัวอย่างถ้าดิฉันจะซื้อกระเป๋าสักใบ ใบนั้นจะต้องเป็นสีฟ้า แล้วจะใบเล็กใบใหญ่ก็ตามมาที่หลัง ซึ่งจะยึดตนเองเป็นศูนย์กลางไม่สนใจว่าคนอื่นชอบในสิ่งที่เราชอบหรือเปล่า


    นางสาว ปวีณา มูระคา
    51142210042
    นักศึกษาแพทย์แผนไทยประยุกต์

    ตอบลบ
  118. เกณฑ์การตัดสินทางสุนทรียศาสตร์เป็นอย่างไร

    สุนทรียศาสตร์ มาจากภาษาสันสฤตว่า สุนทรียะ แปลว่า งาม และ ศาสตร์ แปลว่า วิชา เมื่อรวมความแล้วจึงแปลได้ว่า วิชาที่ว่าด้วยสิ่งสวยงาม ในภาษาอังกฤษใช้คำว่า Aesthetics โดยศัพท์คำนี้เกิดจากนักปรัชญาเหตุผลนิยมชาวเยอรมันชื่อ โบมกาเต้น ซึ่งสร้างคำจากภาษากรีกคำว่า Aisthetikos แปลว่า รู้ได้ด้วยผัสสะ

    ความงามอาจเป็นสิ่งลึกซึ้งที่มีอยู่ในทุกสิ่ง อาจจะเป็นสิ่งบริสุทธิ์ที่ปราศจากการปรุงแต่ง หรืออาจจะเป็นคุณสมบัติในทางศีลธรรม หรือสิ่งที่โน้มน้าวใจให้เกิดความรู้สึกซาบซึ้ง ความงามอาจมีอยู่รอบๆ ตัวเรา ทั้งสิ่งที่มนุษย์เราสร้างขึ้นมาเอง ทั้งสิ่งที่เกิดโดยธรรมชาติแล้วเราจะบอกได้ยังไงว่าสิ่งทั้งหลายในโลกที่เราพบเจออยู่ทุกวี่ทุกวั้นสิ่งไหนงามสิ่งไหนไม่งาม อะไรจะมาเป็นสิ่งที่แบ่งว่าคนคนนั้นสวยคนคนนั้นหล่อ แค่เครื่องหน้าของเราวางผิดตำแหน่งไปครึ่งมิล เราจะถึอว่าเป็นคนขี้เหร่ไหม เราลองมาดูกัน...

    1. กลุ่มที่ใช้ตนเองเป็นตัวตัดสิน

    เราเรียกเกณฑ์ตัดสินนี้ว่า อัตนัยนิยม ( Subjectivism ) เป็นกลุ่มที่เชื่อว่า ความรู้ ความจริงและความดีงามทั้งหลายล้วนเป็นสิ่งที่ไม่มีความจริงในตัวเอง หากแต่เป็นเพียงสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นมาเท่านั้น ดังนั้น กฎเกณฑ์ในทางความรู้ ความจริงและความดีงามนี้จึงไม่มีอยู่จริง มนุษย์เท่านั้นที่มีอยู่จริงและจะเป็นตัวตัดสิน พร้อมทั้งเป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ขึ้นมา มนุษย์แต่ละคนต่างมีมาตรวัดความจริงต่างกันออกไปโดยไม่ขึ้นอยู่กับใครหรือสิ่งใด เกณฑ์การตัดสินแบบนี้สามารถทำให้เราเกิดความเชื่อมั่นในตัวเองได้ แต่หากความรู้สึกเชื่อมั่นนี้มีมากจนเกินไปอาจจะส่งผลทำให้เราเป็นผู้ที่เห็นแก่ตัว เอาแต่ใจตัวเอง ไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น ซึ่งจะส่งผลต่อไปคือ ทำให้เรามีโลกทัศน์ที่แคบ และเดียวดายในโลกกว้างนี้

    2. กลุ่มที่เชื่อว่า มีหลักเกณฑ์ที่ตายตัวที่จะใช้ตัดสินได้

    เรา เรียกเกณฑ์ตัดสินนี้ว่า ปรนัยนิยม ( Objectivism ) เป็นกลุ่มที่เชื่อว่า มีเกณฑ์มาตรฐานตายตัวแน่นอนในทางศิลปะ ซึ่งสามารถนำไปตัดสินผลงานได้ในทุกสมัย เกณฑ์มาตรฐานนี้ไม่มีการเปลี่ยนแปลงและไม่ขึ้นอยู่กับความรู้สึกใครหรือศิลปินคนไหน กลุ่มนี้มีความเชื่ออีกว่า สุนทรียธาตุมีอยู่จริง แม้ว่าเราจะเข้าถึงมันไม่ได้ก็ตาม แต่มันก็มีอยู่จริง และด้วยเหตุผลนี้ การที่เราตัดสินศิลปะออกมาไม่เหมือนกันก็เพราะเราแต่ละคนไม่สามารถเข้าถึงสุนทรียธาติที่แท้จริงได้หรือตัวจริงมาตรฐานนั่นเอง การที่เราจะเข้าถึงเกณฑ์มาตรฐานนี้ได้นั้น เราจำเป็นต้องฝึกพัฒนาจิตให้สมบูรณ์จนสามารถเห็นความงามมาตรฐานได้ บางคนอาจทำสมาธิ บางคนอาจฝึกฝนทางศิลปะจนชำนาญ เป็นต้น

    3. กลุ่มที่เชื่อว่า หลักเกณฑ์ในการตัดสินสุนทรียศาสตร์นั้นเปลี่ยนแปลงไปตามสภาวะแวดล้อม

    เราเรียกเกณฑ์ตัดสินนี้ว่า สัมพัทธนิยม ( Relativism ) เป็นกลุ่มที่มีแนวคิดคล้ายกับกลุ่มอัตนัยนิยม แต่ต่างกันตรงที่กลุ่มสัมพัทธนิยมนั้นมีความเชื่อว่า กฎเกณฑ์ตัดสินทางสุนทรียศาสตร์นั้นขึ้นอยู่กับสภาวะแวดล้อม วัฒนธรรมของแต่ละท้องถิ่น อาจจะขึ้นอยู่กับสภาพภูมิประเทศ ตลอดจนดิน ฟ้า อากาศโดยไม่ขึ้นอยู่กับตัวผู้วิจารณ์ เพราะผู้วิจารณ์จะต้องวางตัวเป็นกลางและต้องสำนึกอยู่ในใจเสมอว่า ตนเองเป็นเพียงส่วนหนึ่งของสังคม ดังนี้แล้ว เกณฑ์ตัดสินทางสุนทรียศาสตร์จึงเปลี่ยนแปลงไปตามสังคมบ้าง ตามสภาพของภูมิอากาศ ภูมิประเทศนั้น ๆ บ้าง แล้วแต่สภาวะแวดล้อมจะพาไป นั่นเอง

    ในความคิดเห็นของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าคิดว่า

    1 กลุ่มที่ใช้ตนเองเป็นตัวตัดสิน
    เช่น ผมตัดสินใจว่าผมขี้เกียจมาเรียนผมก็ไม่มาเรียนเพราะเป็นการตัดสินใจของผมที่จะไม่มาเรียน

    2. กลุ่มที่เชื่อว่า มีหลักเกณฑ์ที่ตายตัวที่จะใช้ตัดสินได้
    เช่น ถ้าผมขาดเรียนครบสามครั้งตามหลักเกณฑ์ที่มหาวิทยาลัยกำหนดไว้ว่าถ้าขาดเรียนสามครั้งจะหมดสิทธิ์สอบเพราะฉะนั้น อาจารย์เลยตัดสินตามหลักเกณฑ์ให้ผมหมดสิทธ์สอบ

    3. กลุ่มที่เชื่อว่า หลักเกณฑ์ในการตัดสินสุนทรียศาสตร์นั้นเปลี่ยนแปลงไปตามสภาวะแวดล้อม
    เช่น เพื่อนในกลุ่มผมขยันมาเรียนกันทุกคนและมาเรียนทุกวันจากสิ่งแวดล้อมรอบข้างทำให้ผมขยันมาเรียนมากขึ้น นี่คือการเปลี่ยนแปลงไปตามสภาวะแวดล้อม

    นายตระการ สมบุญมา
    รหัส 51142210038
    สาขาการแพทย์แผนไทยประยุกต์

    ตอบลบ
  119. คำถาม...สุนทรียศาสตร์กับจริยศาสตร์ เป็นสิ่งที่ดำเนินการไปในทิศทางเดียวกันหรือไม่ จงใช้เหตุผล และยกตัวอย่างประกอบ

    สุนทรียศาสตร์ วิชาที่ว่าด้วยสิ่งสวยงาม ความงามอาจเป็นสิ่งลึกซึ้งที่มีอยู่ในทุกสิ่ง อาจจะเป็นสิ่งบริสุทธิ์ที่ปราศจากการปรุงแต่ง หรืออาจจะเป็นคุณสมบัติในทางศีลธรรม หรือสิ่งที่โน้มน้าวใจให้เกิดความรู้สึกซาบซึ้ง ปลาบปลื้ม ความงามอาจมีอยู่รอบๆ ตัวเรา ทั้งสิ่งที่มนุษย์เราสร้างขึ้นมาเอง ทั้งสิ่งที่เกิดโดยธรรมชาติ

    จริยศาสตร์ หมายถึง ศาสตร์ที่ว่าด้วยศีลธรรม รวมทั้งกระสวน (Pattern ) ข้อประพฤติทางสังคมและทฤษฎีทางศีลธรรมต่าง ๆ เป็นการศึกษากระบวนการการกระทำของมนุษย์ในแง่ที่ว่าอระไรดี มีข้อปฏิบัติด้านศีลธรรมเกี่ยวกับพฤติกรรม ( Behavior ) ในข้อที่ว่าอะไรคือ คุณค่าที่ควรบรรลุถึง พฤติกรรมเช่นไรดี อะไรมีความหมายต่อชีวิต ในด้าน ศีลธรรม จริยศาสตร์ก็ว่าด้วย สาระแก่นสารของศีลธรรรมกำเนิดและพัฒนาการของศีลธรรมกฎเกณฑ์ซึ่งกำหนดมาตราฐานด้านศีลธรรมและลักษณะทางประวัติศาสตร์ ข้อประพฤติอันเป็นบรรทัดฐานและทฤษฎีจริยธรรมมักแยกกันไม่ออกเพราะการกระทำของปัจเจกชนและสังคมก่อให้เกิดความคิดเรื่องจริยธรรม

    ในความคิดเห็นของผม ผมเห็นด้วยกับคำตอบของเพื่อนๆที่ว่าสุนทรียศาสตร์กับจริยศาสตร์ เป็นสิ่งที่ดำเนินการไปในทิศทางเดียวกันได้

    เช่น ผมช่วยคนชราข้ามถนน ผมได้รับคำขอบคุณ ผมรู้สึกดีขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก

    นายตระการ สมบุญมา
    รหัส 51142210038
    สาขาการแพทย์แผนไทยประยุกต์

    ตอบลบ
  120. สวัสดีค่ะอาจารย์
    คำถาม สุนทรียศาสตร์และจริยศาสตร์เป็นสิ่งที่ดำเนินไปในทิศทางเดียวกันหรือไม่ จงให้เหตุผลและยกตัวอย่างประกอบการอธิบาย

    ตอบ..เห็นด้วยกับปวีณา มูระคาค่ะ

    คือสุนทรียศาสตร์และจริยศาสตร์มีทั้งดำเนินไปในทิศทางเดียวกันและไม่ได้ดำเนินไปในทิศทางเดียวกัน

    ดำเนินไปในทิศทางเดียวกัน กล่าวคือ
    สุนทรียศาสตร์ ( Aesthetics ) หมายถึง วิชาที่ว่าด้วยความสวยงาม ความงามอาจเป็นสิ่งลึกซึ้งที่มีอยู่ในทุกสิ่ง อาจจะเป็นสิ่งบริสุทธิ์ที่ปราศจากการปรุงแต่ง หรืออาจจะเป็นคุณสมบัติในทางศีลธรรม หรือสิ่งที่โน้มน้าวใจให้เกิดความรู้สึกซาบซึ้ง ปลาบปลื้ม ความงามอาจมีอยู่รอบๆ ตัวเรา ทั้งสิ่งที่มนุษย์เราสร้างขึ้นมาเอง ทั้งสิ่งที่เกิดโดยธรรมชาติ

    จริยศาสตร์ (Ethics) หมายถึง อุปนิสัย หรือหลักของความประพฤติ ขนบธรรมเนียมที่เป็นความเคยชิน จริยศาสตร์ เป็นการศึกษาถึงเป้าหมายสูงสุดของมนุษย์เราว่าคืออะไร อะไรควรทำหรือไม่ควรทำเพื่อจะได้ไปถึงเป้า หมายสูงสุดนั้น และจะใช้เกณฑ์อะไรมาตัดสินว่า สิ่งนี้ดี สิ่งนี้ไม่ดี ดังนั้น เป้าหมายของชีวิต คือ ตัวที่จะกำหนดการกระทำของมนุษย์ว่าจะเป็นไปในแนวทางใด และเป้าหมายชีวิตของมนุษย์แต่ละคนนั้นก็แตกต่างกันออกไปหลายแนวคิด

    เป็นไปตามที่ปวีณา มูระคากล่าวคือสุนทรียศาสตร์และจริยศาสตร์เป็นแขนงของปรัชญา
    และหนูคิดว่าความดี การมีความประพฤติที่ดี ก็จัดว่าเป็นความงาม คือจิตใจงามก็จะทำให้มีความประพฤติที่ดี

    ตัวอย่างคือ การที่เราช่วยเหลือผู้อื่น มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อผู้อื่น ก็คือมีความประพฤติที่ดีเพราะมาจากจิตใจอันดีและงาม ซึ่งก็ตามที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น คือ การที่มีจิตใจงามก็จะทำให้มีความประพฤติที่ดี

    ส่วนในสิ่งที่ไม่ดำเนินไปในทิศทางเดียวกันคือ
    สุนทรีย์ศาสตร์เน้นเกี่ยวกับความสวย ความงาม แต่จริยศาสตร์จะเน้นเกี่ยวกับความประพฤติ การกระทำ รู้ว่าสิ่งใดควรทำ สิ่งใดไม่ควรทำ

    ตัอย่าง
    เราช่วยแบ่งเบาภาระของพ่อกับแม่ด้วยการล้างห้องน้ำ แต่สิ่งแวดล้อมภายในห้องน้ำอาจจะทำให้เรามองว่ามันไม่มีความสวยงามเลย เพราะเป็นสิ่งที่สกปรก

    หรืออีก1ตัวอย่่าง
    เราช่วยเพื่อนวาดรูปแต่เรากลับทำให้รูปภาพของเพื่อนเสียหาย ความงามของรูปภาพก็สูญเสียไป

    จากทั้งสองตัวอย่างจะเห็นได้ว่าเรามีจิตใจงามก็จริง แต่สิ่งแวดล้อมภายนอก หรือรูปวัตถุนั้นไม่ได้ทำให้เกิดความงาม

    จึงสรุปได้ว่าสุนทรียศาสตร์และจริยศาสตร์มทั้งดำเนินไปในทิศทางเดียวกันและไม่ได้ดำเนินไปในทิศทางเดียวกัน

    .............................
    นางสาวกุสุมา ฟองแก้ว
    นักศึกษาแพทย์แผนไทยประยุกต์ ปีที่ 2
    รหัสนักศึกษา 51142210066

    ตอบลบ
  121. คำถาม..
    เกณฑ์การตัดสินความงามตามหลักสุนทรียศาสตร์เป็นอย่างไร จงอธิบายพร้อมยกตัวอย่าง

    ตอบ..
    การตัดสินทางสุนทรียศาสตร์ คือ การที่เราใช้จิตแสดงปฏิกิริยาต่อสภาพการณ์ในสิ่งแวดล้อม หรือการที่จิตประเมินค่าวัตถุที่มีคุณค่า ที่เร้าให้เกิดความรู้สึกภายในจิตใจ แม้ว่าความงามจะขึ้นอยู่กับจิต แต่ก็ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเลือกตามใจชอบ หากแต่ต้องขึ้นอยู่กับคุณค่าที่มีอยู่ในวัตถุนั้น ๆ ด้วย

    มุมมองทาง ความคิดของแต่ละคนนั้นมีความแตกต่างกัน หลากหลายออกไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับบุคคลนั้น ๆ ว่าใช้อะไรเป็นหลักในการตัดสินสิ่งต่าง ๆ และการตัดสินทางสุนทรียศาสตร์ก็สามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มแนวคิด ดังนี้

    1. กลุ่มที่ใช้ตนเองเป็นตัวตัดสิน

    เรียก เกณฑ์ตัดสินนี้ว่า “ อัตนัยนิยม ” ( Subjectivism ) เป็นกลุ่มที่เชื่อว่า ความรู้ ความจริงและความดีงามทั้งหลายล้วนเป็นสิ่งที่ไม่มีความจริงในตัวเอง หากแต่เป็นเพียงสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นมาเท่านั้น ดังนั้น กฎเกณฑ์ในทางความรู้ ความจริงและความดีงามนี้จึงไม่มีอยู่จริง มนุษย์เท่านั้นที่มีอยู่จริงและจะเป็นตัวตัดสิน พร้อมทั้งเป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ขึ้นมา มนุษย์แต่ละคนต่างมีมาตรวัดความจริงต่างกันออกไปโดยไม่ขึ้นอยู่กับใครหรือ สิ่งใด เกณฑ์การตัดสินแบบนี้สามารถทำให้เราเกิดความเชื่อมั่นในตัวเองได้ แต่หากความรู้สึกเชื่อมั่นนี้มีมากจนเกินไปอาจจะส่งผลทำให้เราเป็นผู้ที่ เห็นแก่ตัว เอาแต่ใจตัวเอง ไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น ซึ่งจะส่งผลต่อไปคือ ทำให้เรามีโลกทัศน์ที่แคบ และเดียวดายในโลกกว้างนี้
    นักสุนทรียศาสตร์ในกลุ่มนี้ที่สำคัญ ได้แก่ กลุ่มโซฟิสต์ ( Sophist ) ฮอบส์ ( Hobbes ) และออร์เตกา ( Ortega ) เป็นต้น


    2. กลุ่มที่เชื่อว่า มีหลักเกณฑ์ที่ตายตัวที่จะใช้ตัดสินได้
    เรียก เกณฑ์ตัดสินนี้ว่า “ ปรนัยนิยม ” ( Objectivism ) เป็นกลุ่มที่เชื่อว่า มีเกณฑ์มาตรฐานตายตัวแน่นอนในทางศิลปะ ซึ่งสามารถนำไปตัดสินผลงานได้ในทุกสมัย เกณฑ์มาตรฐานนี้ไม่มีการเปลี่ยนแปลงและไม่ขึ้นอยู่กับความรู้สึกใครหรือ ศิลปินคนไหน กลุ่มนี้มีความเชื่ออีกว่า สุนทรียธาตุมีอยู่จริง แม้ว่าเราจะเข้าถึงมันไม่ได้ก็ตาม แต่มันก็มีอยู่จริง และด้วยเหตุผลนี้ การที่เราตัดสินศิลปะออกมาไม่เหมือนกันก็เพราะเราแต่ละคนไม่สามารถเข้าถึง สุนทรียธาติที่แท้จริงได้หรือตัวจริงมาตรฐานนั่นเอง การที่เราจะเข้าถึงเกณฑ์มาตรฐานนี้ได้นั้น เราจำเป็นต้องฝึกพัฒนาจิตให้สมบูรณ์จนสามารถเห็นความงามมาตรฐานได้ บางคนอาจทำสมาธิ บางคนอาจฝึกฝนทางศิลปะจนชำนาญ เป็นต้น
    นักสุนทรียศาสตร์ในกลุ่มนี้ที่สำคัญ ได้แก่ พลาโต ( Plato ) อริสโตเติล ( Aristotle ) และเฮเกล ( Hegel ) เป็นต้น


    3. กลุ่มที่เชื่อว่า หลักเกณฑ์ในการตัดสินสุนทรียศาสตร์นั้นเปลี่ยนแปลงไปตามสภาวะแวดล้อม
    เรียก เกณฑ์ตัดสินนี้ว่า “ สัมพัทธนิยม ” ( Relativism ) เป็นกลุ่มที่มีแนวคิดคล้ายกับกลุ่มอัตนัยนิยม แต่ต่างกันตรงที่กลุ่มสัมพัทธนิยมนั้นมีความเชื่อว่า กฎเกณฑ์ตัดสินทางสุนทรียศาสตร์นั้นขึ้นอยู่กับสภาวะแวดล้อม วัฒนธรรมของแต่ละท้องถิ่น หรือขึ้นอยู่กับสภาพภูมิประเทศ ตลอดจนดิน ฟ้า อากาศของแต่ละพื้นที่ โดยไม่ขึ้นอยู่กับตัวผู้วิจารณ์ เพราะผู้วิจารณ์จะต้องวางตัวเป็นกลางและต้องสำนึกอยู่ในใจเสมอว่า ตนเองเป็นเพียงส่วนหนึ่งของสังคม ดังนี้แล้ว เกณฑ์ตัดสินทางสุนทรียศาสตร์จึงเปลี่ยนแปลงไปตามสังคมบ้าง ตามสภาพของภูมิอากาศ ภูมิประเทศนั้น ๆ บ้าง แล้วแต่สภาวะแวดล้อมจะพาไป นั่นเอง
    นักสุนทรียศาสตร์ในกลุ่มนี้ที่สำคัญ ได้แก่ ซานตายานา ( Santayana ) และแซมมวล อาเล็กซันเดอร์ ( Samuel Alexander ) เป็นต้น

    อ้างอิง : http://photo.lannaphotoclub.com/index.php?topic=2075.0%3Bwap2

    ยกตัวอย่าง
    1. กลุ่มที่ใช้ตนเองเป็นตัวตัดสิน
    การแต่งตัว การเลือกซื้อเสื้อผ้า เราคิดว่าเราเหมาะกับชุดนี้ เราก็ใส่ชุดนี้ ซึ่งคนอื่นอาจจะคิดว่ามันไม่เหมาะกับเราก็ได้

    2. กลุ่มที่เชื่อว่า มีหลักเกณฑ์ที่ตายตัวที่จะใช้ตัดสินได้
    การประกวดวาดภาพตามหัวข้อที่กำหนดมาให้ กรรมการก็จะมีเกณฑ์การตัดสินว่าภาพไหนงามและเหมาะสมกับหัวข้อที่กำหนดให้มากที่สุด

    3. กลุ่มที่เชื่อว่า หลักเกณฑ์ในการตัดสินสุนทรียศาสตร์นั้นเปลี่ยนแปลงไปตามสภาวะแวดล้อม
    จากข้อ 1 เมื่อเราเลือกแต่งตัวตามที่เราคิดว่าเหมาะกับเรา ใส่แล้วดูดีแล้วเพื่อนเห็นว่ามันไม่เหมาะกับเรา เราจึงค่อยๆปรับเปลี่ยนการแต่งตัวตามที่เพื่อนบอก

    หรืออีกหนึ่งตัวอย่างคือ เมื่อเราเห็นคนอื่นแต่งตัวแบบนี้แล้วน่ารัก สวย เราก็แต่งตามคนอื่น ซึ่งเปลี่ยนแปลงไปตามสภาวะแวดล้อมที่เราอยู่และเห็นว่าสวยงาม

    .................................
    นางสาวกุสุมา ฟองแก้ว
    นักศึกษาแพทย์แผนไทยประยุกต์ ปีที่ 2
    รหัสนักศึกษา 51142210066

    ตอบลบ
  122. สวัสดีค่ะอาจารย์
    จากที่อาจารย์ให้หนังอินเดียมาดู
    เรื่องทาสหัวใจอ่ะค่ะ
    ดูรู้สึกว่า

    ในเรื่องมีทั้งความดี ความงาม และความสุขเต็ม้เปี่ยมเลยค่ะ
    จากที่ดูได้เห็น
    ความงามในการแต่งกาย วัฒนธรรมการเต้นรำ การพูดจา
    วัฒนธรรมประเพณีของอินเดีย จากเรื่องมีการร่ายรำแบบอินเดียหลายครั้งหลายตอนทำให้เห็นถึงความสง่างามของท่วงท่า และบทเพลงก็มีความไพเราะมากๆ ชวนติดตาม นักแสดงเข้าถงบทบาท แสดงสมจริง
    ทำให้เวลาดูอินไปกับบทละคร ความงามจากนางเอกและทัศนียภาพของตึกรามบ้านช่องและสถานที่ถ่ายทำ
    ยิ่งใหญ่อลังการเหลือเกินค่ะ

    ความดีที่เห็นในเรื่องคือ จากที่ได้ดูทำให่รู้ว่าพระเอก ชื่อเดฟดาฟมีความมั่นคงในความรักที่มีต่อฟาโรเป็นอย่างมาก แม้ฟาโรจะแต่งงานแล้วแต่เดฟดาฟก็ยังรักและภักดีต่อความรักที่มีให้กัน ถ้าคนไทยรักกันอย่างในบทละครก็คงเกิดความสงบในแผ่นดินบ้างน่ะค่ะ อาจารย์ว่ามั้ยค่ะ

    อิอิ

    ความสุขที่เห็นในเรื่องคือ
    ความสุขในช่วงแรกๆที่นางเอกกับพระเอกมีความรักต่อกัน ร้องเพลงจีบกันหยอกล้อกันไปมาตสมประสาหนุ่มสาว สุขในการที่ได้รัก สุขในการให้ น่านับถือจิงๆค่ะ

    อิอิ
    ปล.หนังสนุกมากค่ะ มีให้ดุฮ๊ฏฒํญ๕ธ

    ฮฺฮฺ

    แสดงความคิดโดย
    นางสาวชุลีกร โพธิ์แก้ว
    51142210005
    แพทย์แผนไทยประยุกต์ค่ะ

    ตอบลบ
  123. ไม่ระบุชื่อ2 กันยายน 2552 เวลา 05:30

    สวัสดีครับ

    ความคิดเห็นของชุลีกร ผมเห็นด้วยครับ

    เพราะในเรื่องมีทั้งความดี ความงาม และความสุข

    จากที่ดูมา

    ความงามคือการแต่งกาย วัฒนธรรม การเต้นรำ วัฒนธรรมประเพณีของอินเดีย

    ความดีคือ พระเอก มีความมั่นคงในความรักที่มีต่อฟาโรเป็นอย่างมาก แม้ฟาโรจะแต่งงานแล้วแต่เดฟดาฟก็ยังรักภักดีต่อความรักที่มีให้กัน
    ดูแล้วจะร้องไห้


    ความสุขคือ ความสุขของคนทั้สองคนในช่วงแรกๆที่นางเอกกับพระเอกมีความรักต่อกัน ร้องเพลงจีบกัน สุขเกิดจากคนทั้งสองคนในการที่ได้รักกัน

    สุดยอดจริงๆๆ น่านับถือ

    นายณรงค์ศักดิ์ ผลินยศ

    51142210044

    แพทย์แผนไทยประยุกต์

    ตอบลบ
  124. สวัสดีค่ะอาจารย์

    ดิฉันเห็นด้วย(บางส่วน)กับเพื่อนสองคนข้างต้นค่ะ (ชุลีกรและณรงค์ศักดิ์ ผลินยศ)

    เรื่องทาสหัวใจ ของอินเดีย

    ความดี ความงาม ความสุข


    ความงาม(ห็นด้วยกับเพื่อนเ)คือ การแต่งด้วยสีสันสดใสมีทั้ังเรื่องประดับมากมายแต่งได้ลงตัวกับหน้าตาที่สวยคมบาดตาเข้ากันมาก และการเต้นของอินเดียส่ายเอวเป็นส่วนใหญ่แต่ก็เป็นเอกลักษณ์ที่น่าดู วัฒนธรรม(แบ่งชนชั้นไม่นิยมแต่งงานข้ามชนชั้น)ตลอดจนสถาปัตยกรรมของเขา

    ความดี คือความจงรักภักดีของคนรับใช้พระเอกที่ติดตามพระเอกไปตลอดไม่ว่าจะไปไหน ส่วนพระเอกมีฐานะ(ชนชั้น)แตกต่างจากนางเอก ซึ่งนางเอกถูกเหยียบหยามจากฝ่ายพ่อของพระเอกเป็นอย่างมากซึ่งทำให้แม่นางเอกอยากทำให้ฐานะของครอบครัวเท่าเทียมพระเอกโดยให้นางเอกแต่งงาน

    ความสุข ในหนังเรื่องนี้ เป็นแค่บางช่วงเวลาที่แสนสั้น เช่น ตอนที่นางเอกชวนจันทรามูกีมาที่บ้านเกิดมิตรภาพขึ้นมาจากความรักที่มีให้พระเอกเหมือนกัน คนหนึ่งเป็นคนที่รัก และอีกเป็นคนที่มารัก และอีกอย่างหนึ่ง เรื่องนี้เป็นการแสดงให้เห็นถึงความรักครั้งแรกและครั้งสุดท้ายไม่มีอะำไรมาแทนได้ถึงจะไม่ได้ครอบครองจับต้องได้แต่สัมผัสถึงกันเสมอ และในทางกลับการความรักก็ทำลายซึ่งสติปัญญาของพระเอกกินเหล้าจนตัวตาย(พระเอกเป็นคนรักษาสัญญาเป็นอย่างดี ถึงแม้จะวาระสุดท้ายของชีวิต แต่ก็ไปจนถึงหน้าประตูบ้านของนางเอก)

    พระเอกชื่อ เดฟดาฟ นางเอก ชื่อ ฟาโร


    นางสาวปวีณา มูระคา
    51142210042
    นักศึกษาแพทย์แผนไทยประยุกต์

    ตอบลบ
  125. จากการดูเรื่องทาสหัวใจนะคะ

    ดิฉันเห็นด้วยกับเพื่อนทั้ง 3 คนนะคะ

    ความงามคือการเต้นของอินเดียเป็นเอกลักษณ์ที่น่าดู วัฒนธรรม การแต่งกาย การพูดจา

    ความดีความจงรักภักดีของคนรับใช้พระเอกที่ติดตามพระเอกไปตลอดไม่ว่าจะไปไหน

    ความสุขคือการที่ได้รักนางเองถึงแม้ว่านางเองจะเเต่งงานแล้วก็ตาม ถึงแม้จะไม่ได้คู่กันก็ตามนี้ก็เป็นความสุขอย่างหนึ่ง



    นางสาวศุภรานันท์ ศรีเจริญ
    รหัส 51142210029
    แพทย์เเผนไทยประยุกต์

    ตอบลบ
  126. สวัสดีค่ะอาจารย์
    ที่อาจารย์ให้หนังอินเดียมาดู
    เรื่องทาสหัวใจ
    หลังจากที่ดูแล้วรู้สึกว่า

    ความงาม(เห็นด้วยกับเพื่อนเ)คือ การแต่งตัวสวย เครื่องประดับของตกแต่งสวยงาม ฉากประกอบก็สวย ร้องเพลงก็เพาะเต้นสวย เต้นเก่ง และที่สำคัญนางสวยมาก ตลอดจนสถาปัตยกรรมของเขา

    ความดี คือ ที่พระเอกและนางเอกรักกันมากแต่โดนกีดกันจากแม่ของพระเอก แต่ทั้ง 2 ก็ยังรักกัน ขนาดนางเอกแต่งงานแล้วก็ยังรักและคิดถึงนางเอก และนางเอกก็ยัรักพระเอกขนาดแต่งงานแล้วยังห่วงใยพระเอก (หนูเห็นด้วยกับคำพูดของแม่นางเอกที่ว่า ทำไมถึงห่วงสมบัติมากกว่าความรู้สึกของลูกหนูว่าแม่นางเอกก็มีความดีเหมือนกัน)

    ความสุข คือ หนูว่าคือการที่นางเอกยังจุดตะเกียงรอพระเอกไม่ว่านางเอกจะแต่งงานแล้วก็ยังจุดตะเกียงรอพระเอกอยู่หนูว่าการที่นางเอกได้ทำสิ่งนี้แม้จะไม่สมหวังนี้ก็คือความสุขที่นางเอกได้ทำเพื่อรอความหวังเหมือนแสงตะเกียงที่จุด (หนูเห็นด้วยกับเพื่อนที่บอกว่าพระเอกกับนางเอกจะมีความสุขแต่ช่วงแรกๆๆ และหลังๆๆมาก็จะโดนกีดกันจากแม่พระเอก)

    นางสาววรวรรณ บุญปก
    รหัสนักศึกษา 51142210055
    สาขาการแพทย์แผนไทยประยุกต์

    ตอบลบ
  127. สวัสดครับอาจารย์
    หลังจากได้ดูหนังเรื่องทาสหัวใจ
    หลังจากดูแล้วรู้สึกว่าได้แง่คิดหลายๆมุมครับ
    ความงามคือมีทั้งงามทางด้านจิตใจและงามทางด้านร่างกาย คือ การแต่งตัวสวย เครื่องประดับของตกแต่งสวยงาม และในเรื่องนี้ฉากประกอบก็สวย ร้องเพลงก็เพาะเต้นสวย เต้นเก่ง และที่สำคัญนางสวยมาก ตลอดจนสถาปัตยกรรมของเขา
    ความดี คือ ที่พระเอกและนางเอกรักกันมากแต่โดนกีดกันจากแม่ของพระเอก แต่ทั้ง 2 ก็ยังรักกัน ขนาดนางเอกแต่งงานแล้วก็ยังรักและคิดถึงนางเอก และนางเอกก็ยังรักพระเอกขนาดแต่งงานแล้วยังห่วงใยพระเอก แสดงถึงความซื่อสัตย์นั่นเอง (และผมก็เห็นด้วยกับคำพูดของแม่นางเอกที่ว่า ทำไมถึงห่วงสมบัติมากกว่าความรู้สึกของลูกหนูว่าแม่นางเอกก็มีความดีเหมือนกัน)
    ความสุข คือ ผมว่าคือการที่นางเอกยังจุดตะเกียงรอพระเอกถึงจะอยู่ห่างไกลกันสักเพียงไหนก็ตาม จะกี่ปีก็ตามการจุดตะเกียงแสดงถึงความรู้สึกอุ่นใจและสบายใจและก็ทำให้มีความสุขและก็เป็นแรงบันดาลใจในเรื่องความรักที่ยังมีความหวังอยู่ด้วยและไม่ว่านางเอกจะแต่งงานแล้วก็ยังจุดตะเกียงรอพระเอกอยู่หนูว่าการที่นางเอกได้ทำสิ่งนี้แม้จะไม่สมหวังนี้ก็คือความสุขที่นางเอกได้ทำเพื่อรอความหวังเหมือนแสงตะเกียงที่จุด(ผมเห็นด้วยกับเพื่อนที่บอกว่าพระเอกกับนางเอกจะมีความสุขแต่ช่วงแรกๆๆ และหลังๆๆมาก็จะโดนกีดกันจากแม่พระเอก)

    สรุปความคิดเห็นของผม คือ เห็นด้วยกับเพื่อนๆครับ และในเรื่องนี้สอนหลายๆอย่างกับเรา เช่น ในเรื่องความงาม เราสามารถงามได้ทั้งร่างกายและจิตใจ และสมบัติที่มีอยู่ไม่ควรที่จะอวดอ้างมีมากก็สามารถหมดได้ และเราไม่ควรดูถูกคนอื่นการดูถูกคนอื่นเป็นการดูถูกตนเองด้วยเพราะจะทำให้ตนเองเอมเสียในภายหลัง ดังนั้นเราจึงควรหมั่นทำแต่ความดีครับ
    นายพงศกร อินทร์เอี่ยม
    รหัสนักศึกษา 51142210004
    สาขาการแพทย์แผนไทยประยุกต์

    ตอบลบ
  128. ความงามในเรื่องทาสหัวใจ คือความงามที่เกิดจากความรักของพระเอกกับนางเอก ที่แม้จะไม่สมหวังในความรักเพราะถูกครอบครัว และชั้นวรรณะ กีดกัน ให้ทั้งคู่ไม่ได้อยู่ด้วยกัน แต่ทั้งคู่ก็ยังมีความรักที่มั่นคงต่อกัน แม้จะอยู่อย่างไม่มีความสุข และการตัดสินใจของทุกตัวละครจะไม่ใช้สิ่งที่ดีนัก

    ตอบลบ
  129. สวัสดีค่ะอาจารย์ จากที่หนูได้ดูหนังเรื่อง ทาสหัวใจ แล้วรู้สึกว่า...

    ความดีก็คือการที่แม่ของนางเอกไม่กีดกัดลูกไม่ว่าลูกจะรักใคร โดยไม่สนใจเรื่องการแบ่งชนชั้น โดยคำนึงถึงความรู้สึกของลูกมาก่อนและที่นางเอกแต่งงานกับคนอื่นแล้วก็ยังรักพระเอกเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลงเพราะว่าตะเกียงที่จุดไว้ไม่เคยดับบ่งบอกว่ายังรักพระเอกอยู่เหมือนเดิม

    ความสุขก็คือ การที่เราได้รักใครสักคนหนึ่งโดยที่เราไม่ต้องครอบครองคอยเปงห่วง ดูแล อยู่ห่างๆก็ทำให้เรามีความสุขได้โดยไม่ต้องการที่จะครอบครองไว้และการที่มีการร้องเพลงจีบตอบโต้กันก็ทำให้มีความสุขและการที่ได้รักกันก็ทำให้มีความสุข

    ความงามคือ เห็นด้วยกับเพื่อนค่ะ ที่ว่างามเรื่องการแต่งตัว สถาปัตยกรรม เครื่องประดับของตกแต่งสวยงาม ฉากประกอบก็สวย ร้องเพลงก็เพาะเต้นสวย และที่สำคัญนางสวยมาก



    ชื่อ นางสาวสายฝน รักพรม
    รหัสนักศึกษา 51142210071
    สาขา การแพทย์แผนไทยประยุกต์

    ตอบลบ
  130. ไม่ระบุชื่อ5 กันยายน 2552 เวลา 09:09

    สวัสดีค่ะอาจารย์สิริมา

    จากที่อาจารย์ให้หนังอินเดียมาดูนะค่ะ

    เรื่องทาสหัวใจ

    เกี่ยวกับ

    ความดี ความงาม ความสุข

    หนูมีความรู้สึกว่า

    ความดี การที่ชายกับหญิงรักกัน มีความจงรักภักดีต่อกัน ไม่นอกใจ หรือเปลี่ยนใจไปมีคนใหม่ ดั่งหนังที่เราดูมา


    ความงามมีหลายๆอย่าง เช่น ฉากนะค่ะสวยงามมาก ชุดเสื้อผ้าที่สวมใส่สวยเหมือนเป็นเอกลักษณ์ประจำชาติหรือถิ่นเขาและอีกอย่างคือการพูดจารวมไปถึงจิตรกรรมฝาผนัง


    ความสุขจากการเห็นพระเอกกับนางเอกได้อยู่ด้วยกันแล้วมีความสุข การที่ได้รักนางเองถึงแม้ว่านางเองจะเเต่งงานแล้วก็ตาม ถึงแม้จะไม่ได้คู่กันก็ตามนี้ก็เป็นความสุขอย่างหนึ่ง


    นางสาวนัยนา เหลือศิริ
    รหัสนักศึกษา 51142210023
    สาขาการแพทย์แผนไทยประยุกต์

    ตอบลบ
  131. สวัสดีครับอาจารย์

    สำหรับการดูละครเรื่องทาสหัวใจ

    ......เห็นได้อีกแล้วว่า......

    ความงาม ความดี ความสุข มีความเกี่ยวพันอีกแล้วครับ

    ความงาม
    ที่ผมเห็นคือ สาวๆตัวละครสาวงามเหลือเกินโดยเฉพาะนางเอก อีกอย่างคือสถานที่ประกอบการแสดง รวมถึงการแสดงประกอบไม่ว่าจะเป็นเพลงที่ไพเราะและนางรำทที่สวยงาม

    ซึ่งความงามนี้ส่งผลให้เกิดความดีและความสุข

    ความงามที่ทำให้เกิดความดีเช่น ฟาโรเป็นคนงาม จน เดฟดาส รักจนไม่หันมองใครเป็นการแสดงความดีที่รักเดียวใจเดียว

    ความงามที่ทำให้เกิดความสุขเช่น การร่ายรำของสาวงาม ทำให้คนดูเกิดความสุข

    ความดี
    ที่ผมเห็นคือความดีที่ฟาโรและเดฟดาสรักกันด้วยคาวมจริงใจถึงแม้จะไม่สมหวังก็ตามแต่แสดงให้เห็นถึงความดีที่รักเดียวใจเดียว

    ความดีในเรื่องนี้มีหลายๆรูปแบบถึงแม้การทำความดีจะไม่เกิดความสุขและความงามก็ตาม

    เช่นความจงรักภักดิ์ดีของจันทรามณีที่รักเดฟดาสมาโดยตลอดถึงแม้ตัวเองจะไม่ได้รักตอบก็ตามนี่คือความดีที่ไม่เกิดความสุข

    เช่นแม่ของฟาโรยอมทำทุกอย่างเพื่อให้ลูกตัวเองมีความสุขถึงแม้ผลจะออกมาแย่เกิดการทะเลาะกัน อายผู้คน ก็ตามของให้ได้ทำดีเพื่อลูกของตนก็ตามนี่ก็คือความดีที่ไม่เกิดความงาม

    ความสุข
    ที่ผมเห็นคือช่วงแรกหลังจากเดฟดาสกลัมาจากต่างประเทศเท่านั้นเองหลังจากนั้นความสุขก็ไม่มีเลย

    จะมีแต่ความสุขที่ไม่ใช่ความดีเช่น กินเหล้าเที่ยวโสเพณี

    สรุปเรื่องนี้จะมีทั้งความดี ความงาม ความสุข ผสมกันไปและแสดงให้เห็นทั้งผลบวกและผลลบของความดี ความงาม และความสุขอีกด้วย
    โดยเน้นไปทางความรักที่ไม่ราบรื่นมี้งความดี ความสุข ความงามปะปนกันไปหมด

    ส่วนความคิดเห็นของเพื่อนๆข้างต้นทุกคนต่างก็มีความคิดไปในทางเดียวกันซึ่งผมก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วยแต่จะแตกต่างกันบ้างนิดหน่อยแต่ก็ไม่มากครับ


    ปล...นางเอกสาวมากๆๆๆๆๆๆครับ




    จัดทำโดย
    นายนพดล อาบสุวรรณ์
    รหัสนักศึกษา 51142210052

    ตอบลบ
  132. สวัสดีค่ะอาจารย์
    สำหรับละครเรื่องทาสหัวใจ

    หนูเห็นด้วยกับนภดล และ วรวรรณ ค่ะ

    ว่าความงามที่เห็นก็คือ ตัวนักแสดงผู้หญิงแต่ละคน โดยเฉพาะนางเอก การแต่งกาย เครื่องประดับ
    รวมถึงสถานที่ถ่ายทำก็เป็นสถาปัตยกรรมที่สวยงาม อีกทั้งการเต้นการร้องเพลงและภาษาก็ไพเราะดีค่ะ

    ความดี คือ ทั้ง2 รักกันมากแต่โดนกีดกันจากแม่ของพระเอก แต่ทั้งคู่ก็ยังมั่นคงในรัก
    ถึงแม้ทั้ง 2 ต้องแต่งงานกับอื่นแล้ว แต่ด้วยความรักที่ทั้ง2มีให้กันมาก ทั้ง2จึงมีความรักและห่วงใยซึ่งกันและกัน
    (ซึ่งหนูก็เห็นด้วยกับคำของแม่นางเอกเช่นเดียวกันว่า “ทำไมถึงห่วงสมบัติมากกว่าความรู้สึกของลูก”)

    ความสุข คือ การที่นางเอกจุดตะเกียงรอพระเอกทุกวันแม้ว่าพระเอกจะแต่งงานแล้วก็ตาม
    นางก็ยังรอพระเอกอยู่ ถือว่าเป็นความสุขและความหวังที่นางเต็มใจทำเพื่อพึงพอใจของนาง

    นางสาวสัลวา หมันเหม
    รหัสนักศึกษา 51142210063
    สาขาการแพทย์แผนไทยประยุกต์

    ตอบลบ
  133. สวัสดีครับอาจารย์
    ผมเห็นด้วยกับสัลวา และเพื่อนๆ คนอื่นๆครับ เพราะทุกคนก็มีแนวคิดเดียวกันครับ
    สำหรับหนังเรื่องทาสรักหัวใจ นี้ เราสามารถนำมาวิเคราะห์ความงาม ความดี และความสุขได้ดังนี้

    ความงาม
    เราวิเคราะห์ในด้านวัตถุ เรื่องนี้ก็เป็นความงามจากการแต่งกายของตัวละคร ฉากประกอบในละคร ที่แสดงออกให้เห็นเอกลักษณ์การแต่งกายของชาวอินเดีย ผ่าน ละคร
    ความงามทางจิตใจ ในเรื่องเราก็จะเห็นได้จาก แม่นางเอก ที่ทำเพื่อลูกได้ เป็นความงามที่ประเสริฐที่แม่ ทำเพื่อลูก และพระเอก นางเอก ที่มีความรักต่อกันอย่างมั่นคง

    ความดี
    จากเรื่องนี้ ความดีคือการทำตามขนบธรรมเนียมประเพณีของนางเอก ที่สังคมยอมรับว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง โดยการไปสู่ขอพระเอก แม้ว่าจะไม่สมหวัง แต่นี่ก็เป็นความดีที่แสดงให้เราเห็น

    ความสุข
    เรื่องนี้ค่อนข้างเศร้า ที่จบไม่ Happy Ending
    แต่ความสุขก้คือการที่นางเอกยังคงรักพระเอก และพระเอกที่ยังรักนางเอกแม้ว่าต้องทำตามคำสั่งแม่ของตน แตความรักที่เกิดขึ้นมันคือความสุขจากการที่ได้รักนั่นเอง

    ความดี ความงาม และความสุข ไม่เป็นต้องเกิดขึ้นพร้อมกันเสมอไป
    เพราะในบางครั้ง มันเป็นสิ่งที่ยากที่เราจะให้มันเกิดขึ้น
    แต่หากเรามองโลกในแง่บวก ความดี ความงาม และความสุข ก็จะอยู่กับเราไปตลอด และเราจะสัมผัสกับความดี ความงาม และความสุข ได้ เมื่อเรารู้จักมองทุกสิ่งทุกอย่างแบบสุนทรีย์

    นายภัทรเวช แซ่เจี่ย รหัสนักศึกษา 51142210006
    สาขาการแพทย์แผนไทยประยุกต์

    ตอบลบ
  134. สวัสดีค่ะอาจารย์
    หนูเห็นด้วยกับเพื่อนๆทุกคนค่ะ

    จากการที่ได้ชมหนังเรื่องทาสรักหัวใจแล้ว มีทั้งความงาม ความดี ความสุข

    ด้านความงาม
    จากการแต่งกายของตัวละคร ฉากประกอบในละคร เป็นเอกลักษณ์ของอินเดียที่มีการแต่งกายที่ป็นเอกลักษณ์ และฉากที่ไม่ค่อยซ้ำกันมาก ทำให้มองได้หลายมุม


    ความดี
    จากเรื่องนี้ ความดีคือการทำตามขนบธรรมเนียมประเพณีของนางเอก ที่สังคมยอมรับว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง โดยการไปสู่ขอพระเอก แม้ว่าจะไม่สมหวัง แต่นี่ก็เป็นความดีที่แสดงให้เราเห็น

    ความสุข
    การที่นางเอกจุดตะเกียงรอพระเอกทุกวันแม้ว่าพระเอกจะแต่งงานแล้วก็ตาม
    นางเอกก็ยังรอพระเอกอยู่ ถือว่าเป็นความสุขและความหวังที่นางเอกเต็มใจทำเพื่อคนที่นางรัก ก็เป็นความสุขที่พอใจที่จะทำ

    สรุปว่า
    ความงาม ความดี ความสุข ไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นพร้อมกันเสมอไปแต่ก็มีสิ่งเหล่านี้ไปพร้อมๆกันได้ โดยในบางทีสิ่งเหล่านี้มาหาเราเองโดยที่เราไม่จำเป็นต้องขวนขวายมันเมื่อเรามันแบบสุนทรีย์

    ตอบลบ
  135. กราบสวัสดีอาจารย์ที่เคารพ

    เริ่มต้นคำถามก่อนเลยสำหรับการดูละครเรื่องทาสหัวใจ
    ความงาม ความดี และความสุข เกี่ยวโยงกันอย่างไรกับเรื่องนี้

    ขอบคุณสำหรับคำถามอีกครั้ง

    หลักใหญ่ใจความของเรื่องทาสหัวใจนี้ ซึ่งก็เห็นด้วยกับกลุ่มเพื่อนหลายๆคน ว่า
    ความงาม ถ้ามองตามรูปธรรม ความงามที่เกิดขึ้น คือทั้งตัวผู้แสดงนำหญิง ตัวผู้แสดงนำชาย ตัวประกอบต่างๆ รวมถึงองค์ประกอบหลัก เช่น ฉาก แสง สี ไฟ และสถานที่แสดง ล้วนมีความสวยงามตามแบบฉบับของภาพยนตร์อินเดีย ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของดินแดนภารตะอยู่แล้ว

    ความสุข นักแสดงนำหญิงมีความปรารถนาที่จะรักนักแสดงนำชายด้วยบริสุทธิ์ใจ การแสดงความรักของเธอต่อผู้ชายที่เธอรักมาก โดยการจุดตะเกียงรอด้วยใจจริงและหวังอยู่ลึกๆ ว่าเราทั้งสองคนจะรักและจริงใจต่อกันตราบชั่วฟ้าดินสลาย แหละนี้ก็เป็นความสุขของเธอนั่นเอง

    และความดี ก็คือ การที่ทั้งสองรักกันมาก ซื่อสัตย์ต่อใจของตนเอง และปฏิบัติตามขนบธรรมเนียมประเพณีของอินเดีย คือ ฝ่ายหญิงต้องไปสู่ขอฝ่ายชายก่อน และเธอเองก็ปฏิบัติตามอย่างถูกต้อง ถึงแม้จะไม่สำเร็จ แต่เธอเองก็ทำดีที่สุดแล้ว
    บทสรุป ความงาม ความสุข และความดี ถ้าผู้ปฏิบัติสามารถปรับวิธีการให้ลงตัว ถูกต้อง และเหมาะสม ก็จะจรรโลงใจตนได้และเป็นเครื่องอาภรณ์ของตนเอง
    แต่ทว่าความงาม ความสุข และความดี ถ้าผู้ปฏิบัติไม่สามารถปรับกลยุทต์วิธีการให้ลงตัว ถูกต้อง และเหมาะสมแล้วละก็ มันก็จะเป็นเครื่องบั่นทอนชีวิตเป็นแน่แท้

    พบกันโอกาสหน้า ขอบพระคุณและสวัสดีค่ะ/ครับ

    นศ.พป.จรัสเดช ไชยทอง
    51142210077
    สาขา การแพทย์แผนไทยประยุกต์
    มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา

    ตอบลบ
  136. สวัสดีครับอาจารย์คนสวย

    ผมเห็นด้วยกับเพื่อนๆข้างต้นครับ

    จากการที่ผมได้ชมละครเรื่องทาสรักหัวใจแล้ว มีทั้งความงาม ความดี ความสุข

    ความงาม คือ การแต่งตัวของชาวอินเดียเป็นวัฒนธรรมที่หาดูได้ยากเพราะเป็นวัฒนธรรมที่มีการแต่งตัวสวยทั้งด้านเสื้อผ้า กระโปรง แม้กระทั้งการแต่งหน้าทำผมก็ยังสวย ผู้หญิงชาวอินเดียก็สวย (โดยเฉพาะนางเอก)และก็ยังมีจิตใจที่สวยงามอีกด้วย ความงามอีกอันหนึ่งก็คือ สถานที่ถ่ายทำ สวยงามมาก เป็นศิลปะที่สวยงามเป็นอย่างยิ่ง


    ความดี คือ การซื่อสัตย์ต่อความรักของนางเอก ถึงแม้ว่าตัวเองจะแต่งงานด้วยความจำป็นก็ตาม นางยังรักพระเอกเหมือนเดิม และยังจุดตะเกียงไม่ให้ไฟในตะเกียงดับเป็นสิบๆปี อีกคนที่ที่มีความดี คือแม่ของนางเอก นางทำได้ทุกอย่างเพื่อความสุขของลูกตนเอก


    ความสุข คือ การที่ได้รักกันระหว่างพระเอกก้บนางเอก ถึงแม้ว่าจะเป็นเวลาเพียงน้อยนิดก็ตามที่พวกเค้าได้อยู่ด้วยกัน แต่พวกเค้าก็มีความสุข มีความสุขที่ได้รัก มีอุปสรรคมากมายแต่ก็ไม่สามารถลดความรักของเค้าทั้งคู่ได้แม้แต่น้อย
    ความสุขก็คือ เค้ามีความสุขจากการที่พวกเค้าได้รักกัน


    สรุป
    ความงาม ความดี ความสุข สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นพร้อมๆกันได้ก็ขึ้นอยู่กับตัวของเราเอง


    ละครเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ข้าวของเงินทองมากมายมหาศาล ไม่สามารถซื้อความสุขได้ จบบริบูรณ์


    นายภาณุพงศ์ เพชรแสวง
    51142210054
    การแพทย์แผนไทยประยุกต์

    ตอบลบ
  137. สวัสดีค่ะอาจารย์

    “ละครเรื่องทาสหัวใจ” ความงาม ความดี และความสุข เกี่ยวโยงกันอย่างไรกับเรื่องนี้

    จากการที่ได้ดูละครแล้ว ดิฉันรู้สึกเห็นด้วยกับเพื่อนๆข้างต้นที่กล่าวมา เพราะเพื่อนๆจะเห็นไปในทิศทางเดียวกัน

    ความงาม
    ในเรื่องเป็น การแต่งตัวของตัวละคร ฉากประกอบ และวัฒนธรรมประเพณี ที่แสดงออกให้เห็นเอกลักษณ์ของชาวอินเดีย

    ความดี
    ในเรื่องมีความดีที่ป็นความสุขด้วยคือ ฟาโรและเดฟดาส รักกันด้วยความจริงใจ สุขใจที่ได้รักกัน ถึงแม้จะไม่สมหวังก็ตาม ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความดีที่รักเดียวใจเดียว ไม่นอกใจกัน หรือเปลี่ยนใจไปมีคนใหม่ และการที่นางเอก จุดตะเกียงไว้ไม่เคยดับบ่งบอกว่ายังรักพระเอกอยู่เหมือนเดิม


    ความสุข
    ในเรื่องคือ การที่นางเอกยังคงรักพระเอก และพระเอกก็ยังรักนางเอก แม้ว่าต้องทำตามคำสั่งแม่ของตน ความรักที่เกิดขึ้นคือความสุขจากการที่ได้รัก แต่เรื่องนี้ค่อนข้างเศร้า จบแบบไม่ Happy Ending เลย
    ในเรื่องยังมีความสุขที่ไม่เป็นความดีด้วยคือ กินเหล้า เที่ยวโสเภณี

    ความดี ความงาม และความสุข ในบางครั้งก็เป็นเรื่องยาก ที่จะทำให้เกิดพร้อมๆกัน ไม่ว่าความดี ความงามและความสุข ก็อยู่กับตัวเราตลอดอยู่ที่ว่าเราจะมองไปในทางไหน มีทั้งในแง่บวกและแง่ลบ ทั้งนี้เพราะความคิดของแต่ละบุคคลแตกต่างกันออกไปนั่นเอง

    นางสาว ธันยรัศมิ์ เดชรักษ์ภรณ์
    รหัสนักศึกษา 51142210034
    สาขา การแพทย์แผนไทยประยุกต์

    ตอบลบ
  138. สำหรับการดูละครเรื่องทาสหัวใจ ก็รู้สึกเห็นด้วยกับเพื่อนทุกคนค่ะ
    จากเรื่องจะสะท้อนให้เห็นถึงว่าตัวเรื่องนั้นมี ความดี ความงาม และความสุข อยู่ด้วย
    ความดี คือ
    การทีแม่นางเอกไม่กีดกันลูก ไม่เห็นแก่ชนชั้นวรรณะ เห็นความสุขของลูกสำคัญกว่าทรัพย์สมบัตินอกกาย และความดีที่ว่านางเอกนั้นมีรักมั่นคงต่อพระเอกคนเดียว แม้จะแต่งงานแล้วแต่ก็ก็ยังมีรักที่มั่นคงต่อพระเอกเสมอ

    ความงาม คือ
    ตัวละคร ฉากประกอบ เพลง สวยงาม สถานที่ประกอบการแสดงสวยงาม บ่งบอกถึงสถาปัตยกรรมที่สวยงาม

    ความสุข คือ
    ถึงแม้พระเอกกับนางเอกจะไม่ได้อยู่ด้วยกัน แต่ก็ยังรู้อยู่เสมอว่ารักกัน อย่างนี้ก็ถือเป็นความสุข การรักใครสักคนหนึ่งไม่จำเป็นว่าเราจะต้องได้ครอบครองคนๆนั้น แต่การที่มีความรัก ความห่วงใย ความหวังดีให้กับคนที่รัก แค่นี้เราก็มีความสุขแล้ว


    นางสาวกรรณิกา ผึ้งผ่อง
    51142210062
    แพทย์แผนไทยประยุกต์

    ตอบลบ
  139. สวัสดีครับอาจารย์ จากที่ผมได้ดูหนังเรื่อง ทาสหัวใจ
    มีความคิดเห็นว่า จากละครเรื่องนี้เป็นละครที่ ความงาม ความดี ความสุข เป็นได้วยกันอย่างเห็นได้ชัดเจน

    ผมเห็นด้วยกับทุกคนที่กล่าวมาครับ คือ

    ความดี ก็คือ การที่แม่ของนางเอกมีความรักให้แก่ลูก ไม่กีดกัดลูกไม่ว่าลูกจะรักใคร โดยไม่สนใจเรื่องการแบ่งชนชั้น โดยคำนึงถึงความรู้สึกของลูกมาก่อนแม้แต่ตัวของแม่เองจะมีความทุกก็ตาม และที่นางเอกแต่งงานกับคนอื่นแล้วก็ยังรักพระเอกเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลงเพราะว่าตะเกียงที่จุดไว้ไม่เคยดับบ่งบอกว่ายังรักพระเอกอยู่เหมือนเดิม

    ความสุขก็คือ การที่นางเอกยังคงรักพระเอก และพระเอกก็ยังรักนางเอก แม้ว่าต้องทำตามคำสั่งแม่ของตน ความรักที่เกิดขึ้นคือความสุขจากการที่ได้รัก แต่เรื่องนี้ค่อนข้างเศร้า

    ความงามคือ เห็นด้วยกับเพื่อนครับ มีทั้งงามทางด้านจิตใจและงามทางด้านร่างกาย คือ การแต่งตัวสวย เครื่องประดับของตกแต่งสวยงาม และในเรื่องนี้ฉากประกอบก็สวย ร้องเพลงก็เพาะเต้นสวย เต้นร่ายรำเก่ง ตลอดจนสถาปัตยกรรมก็งดงามยิ่งนัก



    นายไชยวัฒน์ โพธารินทร์
    รหัสนักศึกษา 51142210060
    แพทย์แผนไทยประยุกต์

    ตอบลบ
  140. ความงามในเรื่องทาสหัวใจ คือความงามที่เกิดจากความรักของพระเอกกับนางเอก ที่แม้จะไม่สมหวังในความรักเพราะถูกครอบครัว และชั้นวรรณะ กีดกัน ให้ทั้งคู่ไม่ได้อยู่ด้วยกัน แต่ทั้งคู่ก็ยังมีความรักที่มั่นคงต่อกัน แม้จะอยู่อย่างไม่มีความสุข และการตัดสินใจของทุกตัวละครจะไม่ใช้สิ่งที่ดีนัก

    นางสาวเพชรลดา เรืองสิทธิ์
    รหัสนักศึกษา 51142210078
    แพทย์แผนไทยประยุกต์

    ตอบลบ
  141. สวัสดีครับอาจารย์ จากการที่ผมได้ดูหนังเรื่อง ทาสหัวใจ
    มีความคิดเห็นว่า จากละครเรื่องนี้เป็นละครที่ ความงาม ความดี ความสุข เป็นได้ด้วยกันอย่างเห็นได้ชัดเจน
    ความดี คือ
    การทีแม่นางเอกไม่กีดกันลูก ไม่เห็นแก่ชนชั้นวรรณะ อีกทั้งยังคิดถึงความรู้สึกของลูกมาก่อนแม้แต่ตัวของแม่เองจะมีความทุกก็ตาม


    ความสุขก็คือ จากเรื่องจะเห็นได้จากการที่นางเอกยังคงรักพระเอก และพระเอกก็ยังรักนางเอก แม้ว่าความรักของถึงสองคนจะมีอุปสรรค ความรักที่เกิดขึ้นคือความสุขจากการที่ได้รักและมีรสชาติ

    ด้านความงามคือ
    การแต่งกายของตัวละคร ฉากประกอบในละคร เป็นเอกลักษณ์ของอินเดียที่มีการแต่งกายที่ป็นเอกลักษณ์ และฉากที่ไม่ค่อยซ้ำกันมาก ทำให้มองได้หลายมุม
    อกทั้งเป็นการแสดงถึงศิลปะประจำชาติของตนด้วย

    สรุป
    ความงาม ความดี ความสุข สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นพร้อมๆกันได้แต่จะได้มันมานั้นต้อองฝ่าฟันอุปสรรคไปให้ได้ก่อนและจะได้หรือไม่ได้อยู่กับตัวเราเอง


    นศ.พป จักรกฤษณ์ มาประจง
    รหัสนักศึกษา 51142210019
    แพทย์แผนไทยประยุกต์

    ตอบลบ
  142. สวัสดีค่ะอาจารย์
    หลังจากที่ได้ดูหนังอินเดียเรื่อง ทาสหัวใจ
    ซึ่งชื่อเรื่องก็บอกแล้วว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับความรัก
    ก่อนอื่นต้องบอกว่าหนูเห็นด้วยกับเพื่อนๆค่ะที่ว่า ในเรื่องมีทั้งความสุข ความดีและความงาม แต่ที่เด่นๆ คือ เรื่องความงาม

    ความสุขในเรื่องนี้เป็นแค่ความสุขช่วงสั้นๆ คือช่วงแรกๆที่นางเอกกับพระเอกมีความรักต่อกัน ร้องเพลงจีบกันหยอกล้อกันไปมาตสมประสาหนุ่มสาวค่ะ

    ความดีในเรื่อง คือ การที่ฟาโรยอมแต่งงานกับคนที่แม่หามาให้ เพื่อตอบแทนพระคุณของแม่และให้แม่ของตนเองสบาย ถึงแม้ว่าตนเองจะไม่มีความสุขก็ตาม (น่าสงสารนะคะ)

    ส่วนความงามในเรื่องนี้จะเด่นที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการแต่งกาย นักแสดง ตึกรามบ้านช่อง หรือแม้แต่คำพูด กริยาท่าทางก็งามค่ะ


    ตอบคำถามโดย
    นางสาวโสรญา นมไพโรจน์
    รหัสนักศึกษา 51142210009

    ตอบลบ
  143. สวัสดีคะอาจารย์
    หลังจากที่ดูหนังอินเดียแล้ว เห็นด้วยกับเพื่อนๆที่ว่าหนังเรื่องนี้มีทั้งความสุข ความดีและความงาม แต่ที่เด่นๆ คือ เรื่องความงาม

    ความสุข คือ การที่พระเอกกับนางเอกรักกัน ถึงแม้ว่าจะช่วงเวลาก็ตามที่พวกเค้าได้อยู่ด้วยกัน แต่พวกเค้าก็มีความสุข มีความสุขที่ได้รัก ถึงแม้จะมีอุปสรรคมากมายแต่ก็ไม่สามารถลดความรักของทั้งคู่ได้เลย

    ความงาม คือ การแต่งกายของตัวละคร ฉากในละคร ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของอินเดียที่สวยงามมาก

    ความดี คือ การที่ฟาโรเป็นลูกที่กตัญญูต่อพ่อแม่ ในการยอมแต่งงานกับผู้ชายที่ไม่ได้รัก ทั้งๆที่ตนเองก็มีคนรักอยู่แล้ว นี่คือความดีที่ทำแล้วไม่มีความสุข


    นางสาวกฤษณา โหจิตต์
    รหัส 51142210010

    ตอบลบ
  144. สวัสดีคับอาจารย์
    ผมดูหนังอินเดียแล้วคับ ผมเห็นด้วยกับเพื่อนๆที่ว่าในเรื่องมีทั้งความดี ความงาม และความสุข แต่ความงามจะเด่นที่สุด ซึ่งอธิบายได้ดังนี้คับ

    ความดีในเรื่อง คือ การที่ฟาโรยอมแต่งงานกับผู้ชายที่ไม่ได้รัก ทั้งๆที่ตนเองก็มีคนรักอยู่แล้ว แต่ทำเพื่อพ่อแม่และครอบครัว ซึ่งเป็นการทำความดี แต่ทำแล้วไม่มีความสุข
    ความงามในเรื่อง คือ ความงามในเรื่องการแต่งกาย เครื่องประดับของตกแต่ง และในเรื่องฉากประกอบที่สวยงามมากโดยเฉพาะเวลากลางคืน รวมไปถึงการร้องเพลงก็ไพเพาะ เต้นก็สวย รำก็เก่ง
    ส่วนความสุขในเรื่องนี้เป็นแค่ความสุขช่วงสั้นๆ คือช่วงแรกๆที่นางเอกกับพระเอกมีความรักต่อกัน ร้องเพลงจีบกันหยอกล้อกันไปมาตามประสาหนุ่มสาว


    นายณัฐพงศ์ พิมพ์ไสย์
    รหัส 51142210047
    สาขาการแพทย์แผนไทยประยุกต์

    ตอบลบ
  145. สวัสดีค่ะอาจารย์

    หนูเห็นด้วยกับณัฐพงศ์ และเพื่อนๆที่กล่าวมาข้างต้นค่ะ

    ความดีในเรื่องนี้คือ การที่นางเอกมีความรักมั่นคงต่อพระเอก ถึงแม้ว่าจะแต่งงานกับคนอื่นไปแล้ว แต่นางเอกก็ไม่เคยหมดรักพระเอกเลย เหมือนกับไฟในตะเกียงที่นางเอกคอยจุดไว้ไม่เคยได้ดับลง และความดีอีกอย่างหนึ่งก็คือการที่แม่นางเอกเข้าใจนางเอก ไม่ว่านางเองจะรักใคร ไม่บังคับจิตใจ ไม่กีดกั้นนางเอกและไม่สนเรื่องการแบ่งชนชั้นวรรณะ

    ความงาม คือ งามที่จิตใจ ก็คือแม่ของนางเอกรักลูกและเข้าใจลูกไม่ว่าลูกจะรักใครก็ตามแต่แม่นางเอกก็ไม่เคยกีดกั้น
    แต่ความงามที่เด่นๆในเรื่องนี้ หนูคิดว่าเป็นความงามของกายแต่งกาย เครื่องประดับ และฉากประกอบการแสดง เช่นเดียวกับที่ณัฐพงศ์บอก รวมถึงความงามทางสถาปัตยกรรม การร้องเพลงด้วยค่ะ ซึ่งถือว่าเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของชาวอินเดียค่ะ

    ความสุข คือ การที่นางเอกกับพระเอกได้รักกันและมีความสุขกันในตอนต้นๆเรื่อง และการที่นางเอกมีความรักมั่นคงต่อพระเอกถึงแม้จะไม่ได้อยู่ด้วยกันก็ตาม แต่นางเอกก็มีความสุขที่จะได้รักพระเอกต่อไป

    สรุปคือความดี ความงามและความสุข อาจจะไม่ได้เกิดขึ้นในเวลาเดียวกันก็ได้ และถ้ามีจิตใจดี คิดในแง่ที่ดี ก็จะทำให้มีความสุขได้

    นางสาวกุสุมา ฟองแก้ว
    รหัสนักศึกษา 51142210066
    การแพทย์แผนไทยประยุกต์

    ตอบลบ
  146. สวัสดีค่ะ
    หนู อังคณา เองนะคะ
    สำหรับความคิดเห็นของหนู
    เกี่ยวกับ เรื่อง ทาสหัวใจ
    หนูมีความเห็น หลายๆอย่าง ที่คล้ายๆกับเพื่อน
    และก็มีความเห็นบางอย่าง ที่แตกต่างจากเพื่อนๆเช่นกัน

    สำหรับ ความงาม
    มีทั้งความงามภายนอก และภายใน
    ภายนอก
    ก็เป็นความงามของชุดแต่งกาย การเต้นรำ
    และ วัฒนธรรม ของ อินเเดีย ส่วน
    ความงามภายใน
    ก็คือจิตใจของนางเอก
    ที่ยังงรักและจริงใจต่อพระเอกเสมอมา

    ส่วนความดี
    ก็เป็นความดี ก็คือความซื่อสัตย์
    ของนางเอก อีกเช่นกัน
    ที่แม้ว่าตนเองจะแต่งงานไปแล้ว
    แต่หัวใจก็ยังรักพระเอกตลอดมา
    และมีความดีของการเป็นลูกที่ดี
    ที่เชื่อฟังและปฏิบัติตาม คำสอนของพ่อแม่
    และความดีอีกข้อที่เห็น ก็คือความจงรักภักดี
    ของคนติดตามพระเอก แม้ว่าพระเอกจะไม่มีอะไร
    ก็ยังคอยดูแล ซื่อสัตย์

    ส่วน ความสุขที่เห็น
    สำหรับพระเอกนั้น มีเพียง
    ความสุข ที่ได้อยู่กับนางเอก ในช่วงเวลาสั้นๆ
    ส่วนนางเอกนั้น ก็มีความสุขที่ได้อยู่กับพระเอก
    แม้ว่าจะมีความทุกข์ เข้ามา
    โดยเฉพาะ เรื่องคำสัญญา
    ที่รอคอยการกลับมาของพระเอก
    และความสุขที่เห็นอีก ก็เปนความสุข
    ของหญิงโสเภณี ที่รักพระเอก
    แล้วมีความสุข ที่ได้อยู่ใกล้พระเอก
    ได้ทำเพื่อพระเอก แม้ว่าจะอยู่บนความเจ็บปวดที่รู้ว่า
    พระเอกไม่ได้รักตนเองเลยก็ตาม

    ความคิดเห็นโดยรวม
    รู้สึกชอบเนื้อเรื่องนี้ค่ะ
    เพราะว่าเป็นความรักที่ยิ่งใหญ่ ที่ปัจจุบัน
    หาความรักแบบนี้ได้ยากนัก
    ให้แง่คิดในหลายๆเรื่อง
    ที่เราสามารถนำมาใช้ในชีวิตจริงๆของเราได้ด้วยค่ะ ^^

    นางสาวอังคณา ทองบุญ
    รหัส 51142210048
    แพทย์แผนไทยประยุกต์ ค่ะ

    ตอบลบ
  147. สวัสดีค่ะอาจารย์

    จากที่ได้ดูหนังอินเดียเรื่องทาสหัวใจ
    ความดี คือนางเอกได้ทำตามคำสั่งของพ่อแม่และครอบครัวยอมแต่งงานกับคนที่ตนไม่ได้รักนั้นก็หมายถึงความดีที่เกิดจากความกตัญญู ถึงแม้ว่าจะเป็นความดีที่ทำแล้วไม่มีความสุขก็ตาม

    ความรัก คือ ในหนังเรื่องนี้สื่อถึงความรักที่มั่งคงที่พระเอกและนางเอกมีให้กันไม่ว่าระยะเวลาหรือเหตุการณ์อะไรจะเกิดขึ้นก็ไม่มีทางทำให้เขาทั้งสองเลิกรักกันได้

    ความสุข คือ การที่พระเอกและนางเอกได้รักกัน ถึงแม้ว่าจะไม่ได้อยู่ด้วยกันแต่ก็เป็นความสุขที่มาจากใจที่ได้รักกัน

    ความงาม คือ งามทางด้านวัตถุ เช่น การแต่งกายของตัวละคร ฉากประกอบในละคร และงามทางด้านจิตใจคือพระเอกมีความรักที่มั่นคงโดยไม่ยอมแต่งงานกับใครเลย ยังคงรักมั่งแต่นางเอกผู้เดียว

    ในหนังเรื่องนี้จะเห็นได้ว่าไม่มีใครมีความสุขเลย พระเอกต้องตาย นางเอกนอนร้องไห้หน้าประตู นั้นก็หมายถึงการทำความดีของนางเอกที่ทำเพื่อพ่อแม่แต่กับทำร้ายความรู้สึกของตนเองและคนที่เธอรักและรักเธอมากอย่างพระเอก นั้นก็แปลว่าความดีที่ทำแล้วไม่มีความสุข เนื้อเรื่อง น่าเศร้า

    ปล. เห็นด้วยกับเพื่อนๆทุกคนค่ะ

    นางสาวน้ำฝน เที่ยงทัศน์
    51142210056
    การแพทย์แผนไทยประยุกต์

    ตอบลบ
  148. สวัสดีค่ะอาจารย์

    สำหรับความคิดเห็นของหนูเกี่ยวกับ

    เรื่อง ทาสหัวใจ

    หนูก็มีความคิดเห็นเหมือนกับเพื่อนๆนะค่ะ

    ความงาม(ห็นด้วยกับเพื่อนเ)คือ การแต่งด้วยสีสันสดใสมีทั้ังเรื่องประดับมากมายแต่งได้ลงตัวกับหน้าตาที่สวยคมบาดตาเข้ากันมาก และการเต้นของอินเดียส่ายเอวเป็นส่วนใหญ่แต่ก็เป็นเอกลักษณ์ที่น่าดู วัฒนธรรม(แบ่งชนชั้นไม่นิยมแต่งงานข้ามชนชั้น)ตลอดจนสถาปัตยกรรมของเขา

    ความดี คือ การซื่อสัตย์ต่อความรักของนางเอก ถึงแม้ว่าตัวเองจะแต่งงานด้วยความจำป็นก็ตาม เธอก็คงยังรักพระเอกเหมือนเดิม และยังจุดตะเกียงไม่ให้ไฟในตะเกียงดับ

    ความสุข ในหนังเรื่องนี้ เป็นแค่บางช่วงเวลาที่แสนสั้นในความสุขของคนทั้ง 2 และในทางกลับการความรักก็ทำลายซึ่งสติปัญญาของพระเอกกินเหล้าจนตัวตาย(พระเอกเป็นคนรักษาสัญญาเป็นอย่างดี ถึงแม้จะวาระสุดท้ายของชีวิต

    ความคิดเห็นนะค่ะ
    ความดี ความงาม และความสุข ไม่เป็นต้องเกิดขึ้นอยู่กับทรัพย์สินมีค่าเสมอไป มันอยู่ที่ใจของคนทั้งสองมากกว่าที่เป็นรักแบบไม่ต้องการผลตอบแทนแต่เปงรักที่ซื่อสัตย์ต่อกันมาก ดูแล้วก้อซึ้ง อะค่ะ

    นางสาว รุจิรา วัฒนศริ
    รหัส 51142210012
    แพทย์แผนไทยประยุกต์ ค่ะ

    ตอบลบ
  149. สวัสดีค่ะอาจารย์ จากที่หนูได้ดูหนังเรื่อง ทาสหัวใจ
    มีความคิดเห็นว่า จากละครเรื่องนี้เป็นละครที่ ความงาม ความดี ความสุข เป็นได้วยกันอย่างเห็นได้ชัดเจน

    หนูเห็นด้วยกับทุกคนที่กล่าวมาค่ะ คือ
    ความดีคือ
    การที่แม่พระเอกไม่กีดกันพระเอกกับนางเอกให้ได้รักกันเพราะการพรากของรักจากใครย่อมทำให้เกิดความเสียใจกับอีกหลายคนที่ตามมาโดยไม่สนใจเรื่องการแบ่งชนชั้น โดยคำนึงถึงความรู้สึกของลูกมาก่อนแม้แต่ตัวของแม่เองจะมีความทุกข์ก็ตาม
    ความงามคือ
    มีทั้งงามทางด้านจิตใจของคนทั้งสามที่มีความมั่นคงและให้อภัยของแม่และงามทางด้านร่างกาย คือ การแต่งตัวสวย เครื่องประดับของตกแต่งสวยงาม และในเรื่องนี้ฉากประกอบก็สวย ร้องเพลงก็เพาะเต้นสวย เต้นร่ายรำเก่ง ตลอดจนสถาปัตยกรรมก็งดงามยิ่งนัก
    ความสุขคือ
    การที่ถึงแม้นางเอกจะแต่งงานกับคนอื่นไปแต่ก็ได้รู้ใจของตัวเองที่ได้รักถึงแม้มันจะไม่ถูกต้องเพียงไรแต่ไม่มีใครห้ามใจใครได้ความรักคือความสุขทางใจค่ะ

    นางสาวนวลพรรณ ทองคุปต์
    รหัส51142210007
    การแพทย์แผนไทยประยุกต์

    ตอบลบ
  150. ผมเห็นด้วยกับนวลพรรณ และเพื่อนๆที่กล่าวมาข้างต้นคับ

    ความดีในเรื่องนี้คือ การที่นางเอกมีความรักมั่นคงต่อพระเอก ถึงแม้ว่าจะแต่งงานกับคนอื่นไปแล้ว แต่นางเอกก็ไม่เคยหมดรักพระเอกเลย เหมือนกับไฟในตะเกียงที่นางเอกคอยจุดไว้ไม่เคยได้ดับลง และความดีอีกอย่างหนึ่งก็คือการที่แม่นางเอกเข้าใจนางเอก ไม่ว่านางเองจะรักใคร ไม่บังคับจิตใจ ไม่กีดกั้นนางเอกและไม่สนเรื่องการแบ่งชนชั้นวรรณะ

    ความงาม คือ งามที่จิตใจ ก็คือแม่ของนางเอกรักลูกและเข้าใจลูกไม่ว่าลูกจะรักใครก็ตามแต่แม่นางเอกก็ไม่เคยกีดกั้น
    แต่ความงามที่เด่นๆในเรื่องนี้ หนูคิดว่าเป็นความงามของกายแต่งกาย เครื่องประดับ และฉากประกอบการแสดง เช่นเดียวกับที่ณัฐพงศ์บอก รวมถึงความงามทางสถาปัตยกรรม การร้องเพลงด้วยค่ะ ซึ่งถือว่าเป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของชาวอินเดียคับ

    ความสุข คือ การที่นางเอกกับพระเอกได้รักกันและมีความสุขกันในตอนต้นๆเรื่อง และการที่นางเอกมีความรักมั่นคงต่อพระเอกถึงแม้จะไม่ได้อยู่ด้วยกันก็ตาม แต่นางเอกก็มีความสุขที่จะได้รักพระเอกต่อไป

    สรุปคือความดี ความงามและความสุข อาจจะไม่ได้เกิดขึ้นในเวลาเดียวกันก็ได้ และถ้ามีจิตใจดี คิดในแง่ที่ดี ก็จะทำให้มีความสุขได้อยางว่าคับไคทำอะไรไว้ก็จะได้อย่างนั้นคับ


    นายพิพัฒน์พงษ์ ทวีงาม
    51142210040
    แพทย์แผนไทยประยุกต์

    ตอบลบ
  151. สวัสดีค่ะอาจารย์

    จากที่ได้ดูหนังอินเดียเรื่องทาสหัวใจ
    ความดี คือนางเอกได้ทำตามคำสั่งของพ่อแม่และครอบครัวยอมแต่งงานกับคนที่ตนไม่ได้รักนั้นก็หมายถึงความดีที่เกิดจากความกตัญญู ถึงแม้ว่าจะเป็นความดีที่ทำแล้วไม่มีความสุขก็ตาม

    ความรัก คือ ในหนังเรื่องนี้สื่อถึงความรักที่มั่งคงที่พระเอกและนางเอกมีให้กันไม่ว่าระยะเวลาหรือเหตุการณ์อะไรจะเกิดขึ้นก็ไม่มีทางทำให้เขาทั้งสองเลิกรักกันได้

    ความสุข คือ การที่พระเอกและนางเอกได้รักกัน ถึงแม้ว่าจะไม่ได้อยู่ด้วยกันแต่ก็เป็นความสุขที่มาจากใจที่ได้รักกัน

    ความงาม คือ งามทางด้านวัตถุ เช่น การแต่งกายของตัวละคร ฉากประกอบในละคร และงามทางด้านจิตใจคือพระเอกมีความรักที่มั่นคงโดยไม่ยอมแต่งงานกับใครเลย ยังคงรักมั่งแต่นางเอกผู้เดียว

    ความคิดเห็นโดยรวม
    รู้สึกชอบเนื้อเรื่องนี้ค่ะ
    เพราะว่าเป็นความรักที่ยิ่งใหญ่ ที่ปัจจุบัน
    หาความรักแบบนี้ได้ยากนัก
    ให้แง่คิดในหลายๆเรื่อง
    ที่เราสามารถนำมาใช้ในชีวิตจริงๆของเราได้ด้วยค่ะ

    หนูเห็นด้วยกับเพื่อนทุกคนคะ

    นางสาวจันจิรา วิวาสุข
    51142210040
    แพทย์แผนไทยประยุกต์

    ตอบลบ
  152. ไม่ระบุชื่อ7 กันยายน 2552 เวลา 07:45

    สวัสดีค่ะอาจารย์

    วันนี้หนูเข้ามาตอบแล้วนะค่ะ(ถึงจะเกือบช้ามากก็ตาม)

    จากภาพยนตร์อินเดียเรื่องทาสหัวใจ

    คำถามที่อาจารย์ถามว่าความดี ความงาม และความสุขที่ให้หนูวิเคราะห์จากเรื่องหนูขอตอบว่าหนูเห็นด้วยกับเพื่อนทุกคนค่ะ เพราะแต่ละคนก็คิดในมุมมองที่แตกต่างกันออกไป หรือบางแง่มุมก็คล้ายคลึงกัน ซึ่งที่เพื่อนๆทุกคนอธิบายล้วนเป็นสิ่งสะท้อนจากทาสหัวใจทั้งสิ้น

    ความดี
    สำหรับหนูคงเป็นเรื่องความมั่นคงในความรักทั้งของพระเอกและนางเอกที่มีต่อกัน รวมทั้งหญิงโสเภณีที่หลงรักพระเอก ความรักของแม่(ทั้งแม่พระเอกและนางเอก) ซึ่งล้วนเป็นความรักที่มั่นคงเพือหวังจะมอบสิ่งดีๆให้แก่กัน แม้บางครั้งอาจมีอารมณ์ชั่ววูบหรือสถานการณ์ที่บีบบังคับทำให้ความรักต้องสั่นครอนจนต้องทำผิดลงไป หรือตัดสินใจทอดทิ้งความรัก และคนรัก เพื่อครอบครัวและเพื่อจบปัญหาจนสุดท้ายคือความขาดสติ เพราะไม่แก้ปัญหาด้วยปัญญา ส่วนความรักของแม่ก็หวังให้ลูกเจอคนที่ดีสุขสบาย แต่แม่แต่ละคนแสดงออกต่างกันแม่นางเอกพยายามทำให้ลูกมีความสุข เข้าใจ เห็นใจ และให้กำลังใจลูกเสมอ รวมทั้งคอยสั่งสอนชี้แนะลูก ส่วนแม่พระเอกก็รักลูกทำทุกอย่างเพื่อให้ลูกได้คนรักที่ดีที่สุด เพียงแต่เชื่อคำคนมากเกินไป และลืมดูที่ใจของลูก ส่วนหญิงโสเภณีแม้รู้ว่าพระเอกไม่รักก็ยังคงทุ่มทั้งตัว และใจ ช่วยดูแลพระเอกเมื่อพระเอกไม่สบาย อยู่ในสภาพที่แย่เธอก็ไม่รังเกลียด ความรักของเธอเป็นความรักที่บริสุทธิ์และจริงใจไม่หวังสิ่งตอบแทน และมิตรภาพระหว่างนางเอกกับหญิงโสเภณี การไม่ดูถูกเยียดหยามกันระหว่างคนในสังคมหรืออาชีพบางอาชีพตัวอย่างคือการที่นางเอกปฏิบัติต่อหญิงโสเภณีแบบไม่ดูถูกและให้เกียรติ

    ความรักทั้งหลายที่หวังให้คนที่เรารักเป็นสุข สำหรับหนูคือความดี
    รวมทั้งการเข้าใจและเห็นใจเพื่อนมนุษย์ก็คือความดี แต่เหมือนจะหายากจากเรื่องนี้

    ความงาม
    ในเรื่องมีความงามมากมายทั้งภายในและภายนอก
    ภายนอก
    ตัวแสดงยอมรับค่ะว่าผู้หญิงอินเดียสวยมากๆ สถาปัตยกรรมที่แสดงให้เห็นดูหรูหราสวยงาม ขนาดนางเอกจนบ้านยังสวยซะ การจัดเรียงฉากเวลามีการเต้นรำ วิ่ง ผ่านตามที่ต่างๆดูสวยงามและน่าติดตาม ค่อนข้างแปลกตาดูแล้วเกิดความตื่นเต้นทั้งบางครั้งก็สนุกสนานตาม เสื้อผ้าหน้าผมก็สวยดีจนหนูอยากลองแต่งบ้าง(หุหุ) เวลาเต้นก็ดูพลิ้วสื่อได้ถึงอารมณ์ที่ตัวแสดงต้องการถ่ายทอด รวมถึงพวกพิธีกรรมต่างๆ ที่นำมาเล่นในเรื่องที่มีการแต่งงานแบบอินเดียก็ดูสวยงามดีค่ะ
    ภายใน
    หนูว่าคงเป็นเรื่องของความมั่นคงของความรักและใจคน ใจที่มีแต่ให้ ใจที่มีแต่รัก ความเป็นห่วงเป็นใยของนางเอก พระเอก หญิงโสเภณี และแม่ของทั้งสองครอบครัว ก็คล้ายคลึงกับความดีที่หนูเขียนไป

    งามกายว่าดีแล้ว แต่ไม่แคล้วที่ใจงาม
    งามนอกดูผ่องใส แต่งามในดูใจคน

    ความสุข
    ถึงจะน้อยก็ยังมีนะค่ะ แม้ตัวละครดูจะมีความสุขแค่ช่วงแรกของเรื่องแล้วสุดท้ายจะกลายเป็นทุกข์มหันต์ก็ตาม
    ความสุข คงเป็นอารมณ์ที่ทุกข์น้อย ฉะนั้นเรื่องก็เริ่มด้วยความสุขระหว่างเด็ก 2 คนที่เป็นเพื่อนเล่นกันจนสุดท้ายก่อตัวเป็นความรักที่ไม่อาจลบจากใจ ความสุขเมื่อรู้ว่าคนที่ตนรักจะกลับมา ความสุขที่ได้คุยกัน เดินด้วยกัน ได้ปกป้องแม้ปัดแมลงให้ก็ยังเป็นสุข เป็นผู้ถูกคุมครองก็เป็นสุข ความสุขของแม่ที่กำลังจะเห็นลูกสมหวังในรัก ความสุขที่กำลังจะได้แต่งงานและร่วมชีวิตกับคนรัก ความสุขที่หญิงโสเภณีได้ดูแลคนที่เธอรัก ความสุขของแม่ที่กีดกันคนที่คิดว่าไม่เหมาะสมกับลูกได้ ความสุขที่ลูกได้แต่งงานและอยู่สุขสบาย ความสุขที่ได้พบเจอเพื่อนที่อาจไม่ได้พบกันนานกรืออาจไม่ได้พบกันอีก ความสุขที่เห็นคนที่รักได้พบเจอกับคนที่ดีแม้ตนจะทุกข์เจียนตาย ความสุขที่คนรักยังคงเป็นห่วงเป็นใยแม้คำว่าเราจะเป็นไปไม่ได้ ความสุขที่ได้เห็นหน้าเธออีกครั้ง ความสุขที่ได้ครอบครองสมบัติที่ตนต้องการแม้แค่ในความคิด ... ความสุขที่ได้ฟังคำว่ารัก และสุดท้ายคือความสุขก่อนตายที่ยังอาจได้เจอเธอตามสัญญา

    และท้ายที่สุดความสุขที่รอคอยเธอทั้งชีวิตและมีเธออยู่ในใจตลอดไปแม้วันเดือนปีที่ผ่าน เธอจะอยู่หรือไม่ ตะเกียงแทนใจยังคงอยู่

    ความสุขเกิดได้กับทุกคนขนาดคนที่ร้ายกาจอย่างพี่สะใภ้พระเอกยังมีความสุข นางเอกก็มีความสุขได้อยู่ที่ความคิด เวลา สถานการณ์ ที่จะพาใจไปผูกว่าตนพอใจ ทุกข์มากน้อยแค่ไหน และประคองตนไม่ใก้หลุดไปกับสิ่งที่เรียกว่าทุกข์กรือสุขเกินไปจนขาดสติอย่างพระเอก

    นางสาวกรกนก บุญประสม
    นักศึกษาการแพทย์แผนไทยประยุกต์
    รหัสนักศึกษา 51142210053

    ตอบลบ
  153. สวัสดีค่ะอาจารย์

    จากที่ได้ดูหนังอินเดียเรื่องทาสหัวใจ
    ความดี คือนางเอกได้ทำตามคำสั่งของพ่อแม่และครอบครัวยอมแต่งงานกับคนที่ตนไม่ได้รักนั้นก็หมายถึงความดีที่เกิดจากความกตัญญู ถึงแม้ว่าจะเป็นความดีที่ทำแล้วไม่มีความสุขก็ตาม

    ความรัก คือ ในหนังเรื่องนี้สื่อถึงความรักที่มั่งคงที่พระเอกและนางเอกมีให้กันไม่ว่าระยะเวลาหรือเหตุการณ์อะไรจะเกิดขึ้นก็ไม่มีทางทำให้เขาทั้งสองเลิกรักกันได้

    ความสุข คือ การที่พระเอกและนางเอกได้รักกัน ถึงแม้ว่าจะไม่ได้อยู่ด้วยกันแต่ก็เป็นความสุขที่มาจากใจที่ได้รักกัน

    ความงาม คือ งามทางด้านวัตถุ เช่น การแต่งกายของตัวละคร ฉากประกอบในละคร และงามทางด้านจิตใจคือพระเอกมีความรักที่มั่นคงโดยไม่ยอมแต่งงานกับใครเลย ยังคงรักมั่งแต่นางเอกผู้เดียว
    ความคิดเห็นนะค่ะ
    ความดี ความงาม และความสุข ไม่เป็นต้องเกิดขึ้นอยู่กับทรัพย์สินมีค่าเสมอไป มันอยู่ที่ใจของคนทั้งสองมากกว่าที่เป็นรักแบบไม่ต้องการผลตอบแทนแต่เปงรักที่ซื่อสัตย์ต่อกันมาก ดูแล้วก้อซึ้ง อะค่ะ

    นางสาวกรรณิกา แก้วสิงห์
    51142210043
    แพทย์แผนไทยประยุกต์

    ตอบลบ
  154. กราบสวัสดีอาจารย์ค่ะ

    หนูชื่อ นางสาวเสาวลักษณ์ กิติยามาตย์ ชื่อเล่นชื่อ แหม่ม

    รหัสนักศึกษา 51142210001

    ในตอนแรกที่ได้ฟังว่าอาจารย์ให้ดูหนังอินเดีย บอกตรงๆ ว่าจะให้ดูทำไม่ ไม่เห็นจะเกี่ยวกับการเรียนเลย แต่เมื่อได้ดูจนจบเรื่องแล้วก็ได้ทราบถึงเหตุผลที่อาจารย์ให้ดูหนังเรื่องนี้

    จากที่ได้ดูหนังอินเดียเรื่องทาสหัวใจ
    ความดี คือนางเอกได้ทำตามคำสั่งของพ่อแม่และครอบครัวยอมแต่งงานกับคนที่ตนไม่ได้รักนั้นก็หมายถึงความดีที่เกิดจากความกตัญญู ถึงแม้ว่าจะเป็นความดีที่ทำแล้วไม่มีความสุขก็ตาม

    ความรัก คือ ในหนังเรื่องนี้สื่อถึงความรักที่มั่งคงที่พระเอกและนางเอกมีให้กันไม่ว่าระยะเวลาหรือเหตุการณ์อะไรจะเกิดขึ้นก็ไม่มีทางทำให้เขาทั้งสองเลิกรักกันได้

    ความสุข คือ การที่พระเอกและนางเอกได้รักกัน ถึงแม้ว่าจะไม่ได้อยู่ด้วยกันแต่ก็เป็นความสุขที่มาจากใจที่ได้รักกัน

    ความงาม คือ งามทางด้านวัตถุ เช่น การแต่งกายของตัวละคร ฉากประกอบในละคร และงามทางด้านจิตใจคือพระเอกมีความรักที่มั่นคงโดยไม่ยอมแต่งงานกับใครเลย ยังคงรักมั่งแต่นางเอกผู้เดียว

    หนังเรื่องนี้แทรกไปด้วยข้อคิดที่ดี และความบันเทิงอีกด้วย


    ขอขอบคุณอาจารย์ที่ให้โอกาสหนูได้ดูหนังดีๆอย่างนี้

    ตอบลบ
  155. สวัสดีคร๊าฟอาจารย์

    ผมนายปัญญ์ ทองมี รหัสนักศึกษา 51142210032

    ผู้ชายคนนั้น

    จากหนัง ความดี ความงามและความสุข อาจจะไม่ได้เกิดขึ้นในเวลาเดียวกันก็ได้ และถ้ามีจิตใจดี คิดในแง่ที่ดี ก็จะทำให้มีความสุขได้อย่างว่าคับใครทำอะไรไว้ก็จะได้อย่างนั้นคับ

    และจากหนังเรื่องนี้ อาจมีบางคนที่เร่งเห็นความดี ความงาม และความสุข แต่ก็มีบางคนที่มองไม่เห็นอะไรเลย ซึ่งขึ้นอยู่กับทัศนคติของแต่ล่ะคน

    ตอบลบ
  156. ความคิดเห็นนี้ถูกผู้เขียนลบ

    ตอบลบ
  157. สวัสดีค่ะอาจารย์ที่เคารพ


    ดิฉันได้ดูหนังอินเดียเรื่องทาสหัวใจแล้วค่ะ ดิฉันเห็นด้วยกับเพื่อนๆที่ว่าในเรื่องนี้มีทั้งความดี ความงาม และความสุข แต่ความงามจะเด่นที่สุด ซึ่งอธิบายได้ดังนี้ค่ะ


    จากที่ได้ดูหนังอินเดียเรื่องทาสหัวใจ
    ความดี คือนางเอกได้ทำตามคำสั่งของพ่อแม่และครอบครัวยอมแต่งงานกับคนที่ตนไม่ได้รักนั้นก็หมายถึงความดีที่เกิดจากความกตัญญู ถึงแม้ว่าจะเป็นความดีที่ทำแล้วไม่มีความสุขก็ตาม

    ความรัก คือ ในหนังเรื่องนี้สื่อถึงความรักที่มั่งคงที่พระเอกและนางเอกมีให้กันไม่ว่าระยะเวลาหรือเหตุการณ์อะไรจะเกิดขึ้นก็ไม่มีทางทำให้เขาทั้งสองเลิกรักกันได้


    ความสุข คือ การที่พระเอกและนางเอกได้รักกัน ถึงแม้ว่าจะไม่ได้อยู่ด้วยกันแต่ก็เป็นความสุขที่มาจากใจที่ได้รักกัน

    ความงาม คือ งามทางด้านวัตถุ เช่น การแต่งกายของตัวละคร ฉากประกอบในละคร และงามทางด้านจิตใจคือพระเอกมีความรักที่มั่นคงโดยไม่ยอมแต่งงานกับใครเลย ยังคงรักมั่งแต่นางเอกผู้เดียว


    สรุปคือความดี ความงามและความสุข อาจจะไม่ได้เกิดขึ้นในเวลาเดียวกันก็ได้ และถ้ามีจิตใจดี คิดในแง่ที่ดี ก็จะทำให้มีความสุขได้


    ข้าพเจ้านางสาวลินดา คำลอย

    รหัสนักศึกษา 51142210035

    สาขาการแพทย์แผนไทยประยุกต์

    ตอบลบ
  158. สวัสดีค่ะอาจารย์

    จากละครชีวิต เรื่องทาสหัวใจ ที่เป็นอินเดีย มีมุมมองเนื้อหาที่ชัดเจน
    ไม่ว่าจะเป็นความดี ความงาม และความสุข ในละครเรื่องนี้

    ความดีในเรื่องนี้ คือ นางเอกรักพระเอกมากถึงแม้ว่าพระเอกจะไปแต่งงานกับคนอื่นแล้วก็ตาม ส่วนที่สำคัญสุด คือ แม่ของนางเอกเข้าใจนางเอกมาก ไม่ว่านางเอกจะไปรักใครแม่ก็ไม่กีดกัน บังคับจิตใจนางเอกเลย และไม่สนเรื่องของการแบ่งชนชั้นวรรณะด้วยค่ะ

    ความสุขในเรื่องนี้ คือ การที่นางเอกกับพระเอกได้รักกันแม้จะมีความสุขกันในตอนแรกก็ตาม แต่นางเอกมีความรักที่มั่นคงต่อพระเอกถึงแม้ว่าจะไม่ได้อยู่ด้วยกันก็ตาม แต่นางเอกก็ยังรักและรอพระเอกต่อไปค่ะ

    ความงามในเรื่องนี้ คือ ที่เด่น ๆ เลย คือการแต่งกายของนักแสดงที่สวยงาม เครื่องประดับ และฉากประกอบการแสดงที่แสดงให้เห็นความเป็นชาวอินเดีย สถาปัตยกรรมความงามที่เป็นเอกลักษณ์ ของชาติอินเดีย จริง ๆ

    สรุปโดยรวม การที่จะได้รับว่า มีความดี ความงาม และความสุขที่แท้จริงนั้น ขึ้นอยู่ว่า จิตใจที่กระทำนั้น เป็นจิตใจที่ดีงาม หรือไม่ ถ้าเรามีจิตใจที่ดี ไม่ได้หวังประสงค์ปองร้าย ไม่กระทำให้ผู้ใดได้รับความเดือดร้อน ไม่ว่าจะเป็นความดี ความงาม และความสุข ก็จะเกิดแก่เราพร้อมกันเลยก็เป็นได้ ค่ะ

    ชื่อนางสาวพัชรี ภูมิประหมัน
    รหัสนักศึกษา 51142210049
    นักศึกษา สาขาการแพทย์แผนไทยประยุกต์

    ตอบลบ
  159. สวัสดีครับ
    สำหรับความคิดเห็นของผม
    เกี่ยวกับ เรื่อง ทาสหัวใจ
    ผมมีความเห็น หลายๆอย่าง ที่คล้ายๆกับเพื่อน
    และก็มีความเห็นบางอย่าง ที่แตกต่างจากเพื่อนๆเช่นกัน

    สำหรับ ความงาม
    มีทั้งความงามภายนอก และภายใน
    ภายนอก
    ก็เป็นความงามของชุดแต่งกาย การเต้นรำ
    และ วัฒนธรรม ของ อินเเดีย ส่วน
    ความงามภายใน
    ก็คือจิตใจของนางเอก
    ที่ยังงรักและจริงใจต่อพระเอกเสมอมา

    ส่วนความดี
    ก็เป็นความดี ก็คือความซื่อสัตย์
    ของนางเอก อีกเช่นกัน
    ที่แม้ว่าตนเองจะแต่งงานไปแล้ว
    แต่หัวใจก็ยังรักพระเอกตลอดมา
    และมีความดีของการเป็นลูกที่ดี
    ที่เชื่อฟังและปฏิบัติตาม คำสอนของพ่อแม่
    และความดีอีกข้อที่เห็น ก็คือความจงรักภักดี
    ของคนติดตามพระเอก แม้ว่าพระเอกจะไม่มีอะไร
    ก็ยังคอยดูแล ซื่อสัตย์

    ส่วน ความสุขที่เห็น
    สำหรับพระเอกนั้น มีเพียง
    ความสุข ที่ได้อยู่กับนางเอก ในช่วงเวลาสั้นๆ
    ส่วนนางเอกนั้น ก็มีความสุขที่ได้อยู่กับพระเอก
    แม้ว่าจะมีความทุกข์ เข้ามา
    โดยเฉพาะ เรื่องคำสัญญา
    ที่รอคอยการกลับมาของพระเอก
    และความสุขที่เห็นอีก ก็เปนความสุข
    ของหญิงโสเภณี ที่รักพระเอก
    แล้วมีความสุข ที่ได้อยู่ใกล้พระเอก
    ได้ทำเพื่อพระเอก แม้ว่าจะอยู่บนความเจ็บปวดที่รู้ว่า
    พระเอกไม่ได้รักตนเองเลยก็ตาม

    สรุป
    ความงาม ความดี ความสุข สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นพร้อมๆกันได้ก็ขึ้นอยู่กับตัวของเราเอง


    ละครเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ข้าวของเงินทองมากมายมหาศาล ไม่สามารถซื้อความสุขได้


    นายทัศนัย กุลสุวรรณ์
    รหัส 51142210033
    แพทย์แผนไทยประยุกต์

    ตอบลบ
  160. สวัสดีค่ะอาจารย์
    หลังจากได้ดู เรื่อง ทาสหัวใจแล้ว
    ทำให้ดิฉันได้เห็นความงาม ความดี ความสุข คือ

    ความงาม
    หนังเรื่องนี้มีความงามภายนอกที่เห็นได้ชัดคือ
    เสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย การร่ายรำที่เป็นวัฒนธรรม
    ศิลปะของชาวอินเดีย สถานที่ถ่ายทำและนางเอก


    ความดี
    ถือเป็นความดีทีบริสุทธิ์เพราะความรักของพระเอก
    และนางเอกที่มีความซื่อสัตย์ต่อกันมีจิตใจที่รักเดียวใจเดียว
    แม้เวลาจะผ่านไปนานเท่าไหร่ก็ตาม และนางเอกก็ยังมีความ
    กตัญญูต่อผู้เป็นแม่ เชื่อฟังปฏิบัติตามคำสอนของท่าน

    ความสุข
    เป็นความสุขที่เกิดจากการได้รักใครสักคนหนึ่ง
    ถึงแม้ว่าความรักที่สร้างมานั้นจะไม่มีทางสมหวัง
    แต่ก็เป็นความสุขที่พระเอกและนางเอกได้สร้างความรัก
    นั้นมาด้วยกัน ถึงแม้จะเป็นเพียงระยะเวลาสั้นๆ
    ที่ได้มีความสุขแต่ก็เป็นรักที่มั่นคงยั่งยืน

    สรุป...ความงาม ความดี ความสุข เป็นสิ่งที่เราทุกคนต้งการ
    แตจะเกิดขึ้นได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับ ความคิดและการกระทำของเราว่าจะให้มันออกมาเป็นเช่นไร

    นางสาว สุกานดา จันทร์เขต
    รหัส 51142210073
    แพทย์แผนไทยประยุกต์

    ตอบลบ
  161. สวัสดีค่ะอาจารย์

    ความงามจากเรื่อง ทาสหัวใจคือ การแต่งกาย และสถานที่แสดง การเต้นอย่างพร้อมเพรียงกันสวยงามมากๆ

    ความสุข คือ การที่พระเอกและนางเอกรักกันและมีความจริงใจให้กันและกันไม่พระเอกรักนางเอกดดยไม่คิดเรื่องฐานะ

    ความดี คือ พระเอกมีความรักที่มั่นคงต่อนางเอกแม้ว่านางเอกจะถูกบังคับให้แต่งงานแล้ว และนางเอกมีความกตัญญูต่อมารดา

    นางสาวสคราญ แข็งกล้า
    รหัส 51142210017
    แพทย์แผนไทยประยุกต์

    ตอบลบ
  162. สวัสดีค่ะอาจารย์

    จากการที่ได้ดูเรื่อง ทาสหัวใจ แล้ว หนูมีความคิดเห็นเหมือนกับเพื่อนหลายคนนะค่ะ

    ความงามจากเรื่อง ทาสหัวใจคือ การแต่งกาย และสถานที่แสดง การเต้นอย่างพร้อม เพรียงกันสวยงามมากๆ แล้วก็เพลงที่ไพเราะด้วยคะ

    ความสุข คือ การที่พระเอกและนางเอกรักกันและมีความจริงใจให้กันและกัน

    ความดี คือ พระเอกมีความรักที่มั่นคงต่อนางเอกแม้ว่านางเอก และนางเอกมีความกตัญญูต่อมารดา

    นางสาวสถาพร เงิดกระโทก
    รหัส 51142210016
    แพทย์แผนไทยประยุกต์

    ตอบลบ
  163. สวัสดีคร๊ะ อาจารย์สุดสวย***
    จากที่หนูได้ดูหนังเรื่อง ทาสหัวใจ หนูเห็นด้วยกับ สถาพรเเละเพื่อนๆทุกคนค่ะ
    เพราะจากเรื่องนี้เเล้วจะชี้ให้เห็นถึง ความงาม ความดี เเละความสุขที่เกิดขึ้น
    ความงาม คือสิ่งที่เเสดงออกมา เป็นการเเสดงออกถึงกริยามารยาทของตัวนักเเสดง การเเต่งตัว เเละนางเอกของตัวละครที่เเสดงความรักเเละความซื่อสัตย์ต่อพระเอก
    ความดี คือ ความกตัญญูต่อมารดา ความมั่นคงของความรักที่มีให้กันเเละกัน ความซื่อสัตย์ถึงเเม้ว่าตนจะเเต่งงานเเล้วก็ตามเเต่เธอก็ยังรักพระเอกเสมอมา
    ความสุข คือการที่เรารักใครสักคนถึงเเม้ว่ามันอาจจะเป็นไปไม่ได้เเต่เราก็สุขใจที่ได้รัก ได้ห่วงใยเเละคอยดูเเลอยู่ห่างๆ

    สรุปค่ะ ความรัก จะเกิดขึ้นมาได้ต้องเกิดจากคน2คนเข้าใจกัน มั่นคงกับความรักไม่มีสิ่งใดสามารถซื้อความรักได้ นอกจากเราจะสร้างขึ้นมาเอง



    นางสาวศิริพร จันทเลขา
    รหัส51142210031
    การเเพทย์เเผนไทยประยุกต์

    ตอบลบ
  164. เห็นด้วยกับลินดา เพราะความรักไม่ได้เกิดจากรักอย่างเดียว แต่ต้องเกิดเพราะความกตัญญูด้วย ดังนั้นนางเอกจึงต้องแต่งงานกับคนอื่น แต่นางเอกทำ เพราะความกตัญญู แต่นางเอกนั้นยังมีความรักให้พระเอกอยู่ ซึ่งความรักนี้ ทั้งสองมีให้กันมานานและจะมั่นคงตลอดไป

    ตอบลบ
  165. คับอาจารย์
    หลังจากที่ได้ดูหนังอินเดียเรื่อง ทาสหัวใจ
    ซึ่งชื่อเรื่องก็บอกแล้วว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับความรัก
    ก่อนอื่นต้องบอกว่าหนูเห็นด้วยกับเพื่อนๆคับที่ว่า ในเรื่องมีทั้งความสุข ความดีและความงาม แต่ที่เด่นๆ คือ เรื่องความงาม

    ความสุขในเรื่องนี้เป็นแค่ความสุขช่วงสั้นๆ คือช่วงแรกๆที่นางเอกกับพระเอกมีความรักต่อกัน ร้องเพลงจีบกันหยอกล้อกันไปมาตสมประสาหนุ่มสาวคับ

    ความดีในเรื่อง คือ การที่ฟาโรยอมแต่งงานกับคนที่แม่หามาให้ เพื่อตอบแทนพระคุณของแม่และให้แม่ของตนเองสบาย ถึงแม้ว่าตนเองจะไม่มีความสุขก็ตาม

    ความงาม ความดี ความสุข สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นพร้อมๆกันได้ก็ขึ้นอยู่กับตัวของเราเอง

    นายภัทรพล พัฒนาเมธากุล
    51142210002
    แพทย์แผนไทประยุกต์

    ตอบลบ
  166. ความงาม
    ในเรื่องนี้เห็นได้ชัดเจนว่ามีความงามหลายด้านปรากฎอยู่ดิฉันจะแยกเป็น 2 มุมมอง
    1 ความงามด้านนอก เป็นความงามที่สัมผัสได้ด้วยตาเช่นการแต่งกายภายในเรื่อง หน้าตาของนางเอง ฉากประกอบต่าง ๆ สิ่งเล้านี้ล้วนเด่นชัดในภาพยนตร์
    2. ความงามภายใน ความงามภายในในเรื่องนี้เห็นได้ง่าเป็นความงามที่เกิดจากความรัก ไม่ว่าจะเป็นความรักที่นางเอกมีให้พระเอกอย่างมั่นคง หรือความรักที่แม่นางเอกมีให้นางเอก ความรักเหล่านี้ล้วนก่อให้เกิดความงามภายในจิตใจ

    ความดี
    ความดีในเรื่องมักจะมีสาเหตุมาจากความรัก เช่นตอนนี้ที่นางเอกไปหาพระเอกเพื่อให้พระเอกเลิกกินเหล้า สิ่งนี้ถือเป็นความดีที่เกิดจากความรักเพราะนางเอกยังรักพระเอกอยู่จึงไม่ต้องการให้พระเอกเสียชีวิตเพราะเหล้า

    ความสุข
    จากภาพยนตร์ ความสุขที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดคือความสุขที่เกิดในเวลาที่นางเอกและพระเอกได้อยู่ด้วยกัน ได้พบกัน ได้คุยกัน เพราะทั้งสองมีความรักมอบให้แก่กันจึงเกิดความสุขขึ้น นอกจากนี้ยังมีตอนที่ครอบครัวพระเอกมีความสุขตอนที่รู้ว่าพระเอกจะกลับมาจากต่างประเทศ ความสุขในกรณีนี้ก็เกิดจากความรักเช่นกัน

    จากภาพยนตร์อาจสรุปได้ว่า ความงาม ความดี และความสุขในภาพยนตร์ล้วนเชื่อมโยงและเกี่ยวข้องกับความรักทั้งนั้น

    นางสาวเนตรนรินทร์ รัตนรังสรรค์
    51142210051
    แพทย์แผนไทยประยุกต์

    ตอบลบ
  167. สวัสดีค่ะอาจารย์ที่เคารพ รัก และนับถือ
    ดิฉันเห็นด้วยเพื่อนๆ คนอื่นๆค่ะ เพราะทุกคนก็มีแนวคิดที่มุมมองเดียวกันค่ะ
    สำหรับหนังเรื่องทาสรักหัวใจ นี้ เราสามารถนำมาวิเคราะห์ความงาม ความดี และความสุขในมุมมองของดิฉันได้ดังนี้ค่ะ

    ความงาม
    เราวิเคราะห์ในด้านวัตถุ คือ จากการแต่งกายของตัวละคร ฉากประกอบในละคร ที่แสดงออกให้เห็นเอกลักษณ์ฉะเพราะของชาวอินเดีย ผ่าน ละคร
    ความงามภายใน นั่นก็คือจิตใจ ในเรื่องเราก็จะเห็นได้จาก แม่นางเอก ที่ทำเพื่อลูกได้ เป็นความงามที่ประเสริฐที่แม่ ทำเพื่อลูก และพระเอก นางเอก ที่มีความรักต่อกันอย่างซื่อสัตย์และมั่นคง

    ความดี
    จากเรื่องนี้ ความดีคือการทำตามขนบธรรมเนียมประเพณี ที่ฝ่ายหญิงคือนางเอกต้องไปสู่ขอฝ่ายชายคือพระเอก แม้ว่าจะไม่สมหวัง แต่นี่ก็เป็นความดีที่แสดงให้เราเห็น อีกอย่างนั้นก็คื ความดีงามของนางเอกที่ซื่อสัตย์กับพระเอกโดยดูจากวิธีแสดงความรักที่มั่นคงที่ไม่ให้ไฟในตะเกียงดับ แม้เวลาจะผ่านไปกี่ปีก็ตามไฟในตะเกียงก็ยังคงส่องแสงสว่างบ่งบอกถึงรักแท้ที่มั่นคง

    ความสุข
    เรื่องนี้ค่อนข้างเศร้า ที่จบไม่ Happy เท่าไหร่
    แต่ความสุขก็คือการที่นางเอกยังคงรักพระเอก และพระเอกที่ยังรักนางเอกแม้ว่าต้องทำตามคำสั่งแม่ของตน แต่ความรักที่ทั้งสองมีให้กันยังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลงนี้คือความสุขจากการที่ได้รัก

    ความดี ความงาม และความสุข ไม่เป็นต้องเกิดขึ้นพร้อมกันเสมอไป
    เพราะในบางครั้ง มันเป็นสิ่งที่ยากที่เราจะให้มันเกิดขึ้นได้
    แต่ถ้าหากเรามองโลกในแง่บวก ความดี ความงาม และความสุข ก็จะอยู่กับเราตลอดไป และเราจะสัมผัสกับความดี ความงาม และความสุข ได้ เมื่อเรารู้จักมองทุกสิ่งทุกอย่างแบบสุนทรีย์ ในแง่บวก และความเป็นจริงที่เกิดขึ้นรอบๆตัวเราไม่ว่าจะดีจะร้าย เพียงแค่เรายอมรับได้เราก็จะสัมผัสกับความดี ความงาม และความสุข ได้เช่นกัน

    จบค่ะ อาจารย์ที่เคารพ รัก และนับถือ

    นางสาว จันทรรัตน์ เพชรธาราทิพย์ รหัสนักศึกษา 51142210039
    สาขาการแพทย์แผนไทยประยุกต์

    ตอบลบ
  168. สวัสดีค่ะอาจารย์ เท่าที่อ่านของเพื่อน ส่วนใหญ่
    จะกล่าวถึงในด้านดีกันหมดเลย หนูเลยคิดว่า จะลองเขียนในอีกมุมมอง

    ความงาม ความดี ความมสุขในเรื่องนี้ความงามที่เห็นก็คงไม่พ้นนางเอกที่หน้าตาดีเหลือเกิน และยังการแต่งกาย สถานที่ถ่ายทำ ฉาก นั่นคือความงามแต่ก็เป็นแต่ภายนอก ตัวนางเอกจริงๆ ถึงจะสวยสดงดงามจนได้แต่งงานกับเศรษฐีที่รวยกว่าพระเอกได้ แต่ไหนว่ารัก กันอุปสรรคที่ทางฝ่ายแม่ไม่ยอมให้แต่งงาน การตกลงคุยกันเองของผู้ใหญ่ นางเอกเอง ก็ไม่มีความมั่นคงในความรัก ถ้ารักกันจริง หนีตามกันไปก็ได้หนิ พระเอกเอง ก็ไม่มั่นคงพอที่จะตัดสินใตได้ด้วยตัวเอง แม่ของทั้ง 2 ฝ่ายด้วยเช่นกัน ความดีนั่นเหรอที่เกิดจากรัก ตัวละครทั้งหมดล้วนมีความเห็นแก่ตัวอยู่ในตัวเอง จริงอยู่ที่นางเอกและพระเอกยังคงพร่ำพรรณาหากันว่ารักมากมาย แต่ก็ไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันที่จะอยู่ด้วยกัน กลับปล่อยเรื่องราวเลยเถิดไปจนนางเอกแต่งงาน ตัวแม่นางเอกเองที่จริง ถึงจะมีความดีที่รักษาศักดิ์ศรีของตัวเองและลูก แต่ก็ปล่อยให้อคติครอบงำ จนไม่ได้สนใจความรู้สึกที่ว่าลูกเรารักผู้ชายคนนั้นมากมายแต่ไหน
    ความสุข เกิดได้กับทุกคนนั่นแหละ แต่เป็นช่วงชีวิตจะมากกว่า ไม่มีใครหรอกที่จะสุขได้ทั้งชีวิตหรือแม้กระทั่งจะทุกข์ได้ทั้งชีวิต แม่พระเอก ก่อนนี้สุขด้วยลาปยศเงินทอง แต่สุดท้าย เมื่อทุกอย่างพังทลาย ก็หาความสุขไม่ได้เพราะใจยังผูกกับความสบาย พระเอก ความสุขของความรักที่หวานหอม เมื่อล่องลอยไปอยู่ในมือชายอื่น ใครหล่ะจะทนสุขใจอยู่ได้ นางเอกเอง ก็เช่นกัน ถึงจะเพรียบพร้อมไปด้วยคนที่รักนางเอก และคนที่นางเอกแสนจะหลงรัก แต่ก็ไม่ได้มีความสุข เมื่อความรักไม่สมหวัง

    การมองเนื้อหาในหนังเรื่องนี้ สามารถมองได้ 2 มุม ทั้งมุมที่สมหวัง และไม่สมหวังในทุกตัวละคร ความรักเกิดได้กับคนมากกว่า 2 คนก็จริง แต่ความรักที่ผูกมัดหัวใจกันและกันได้ อยู่ที่คน 2 คน ที่จะจูงมือไปด้วยกันนานแค่ไหน หรือจะปล่อยมือจากกันด้วยดี หรือแม้แต่สลัดมันทิ้งอย่างไร้เยื่อใย

    น.ส กฤตาณัฐ แพงจันทร์ รหัส 51142210064
    สาขาการแพทย์แผนไทยประยุกต์ คณะวิทย์ฯ

    ตอบลบ
  169. สวัสดีค่ะ อาจารย์
    จากเนื้อหาในหนังเรื่องนี้
    ความงาม จัดแบ่งได้เป็นภายนอกและภายใน โดยเห็นได้ชัดจาก แม่ของพระเอกที่แม้จะแต่งตัวดี เรียกได้ว่าดูดีนั่นแหละ แต่ภายในกลับเต็มไปด้วยความไร้เหตุผล ความเห็นแก่ตัว ความหยิ่งทรนงในรูปแบบคนรวย แต่ตัวแม่นางเอกที่แม้จะฐานะดีไม่เท่า ส่วนความดีภายในนั้นยกตัวอย่างได้กับนางเอก จิตใจที่กตัญญูต่อมารดา หัวใจที่รักเดียวใจเดียวกับพระเอก จัดเป็นผู้หญิงที่สวยทั้งในและนอกโดยแท้
    ความดี ความดีก็ยกได้จากนางเอกเช่นกัน ความรักที่มีต่อพระเอกที่ยังมั่นคง ส่งต่อความห่วงใยดูแลได้ไม่ขาด และก็แม่นางเอกที่ทำทุกอย่างเพื่อปกป้องเกียติและศักด์ศรีของทั้งตัวเองและลูกสาว
    ความสุข อันที่จริง จะบอกว่าสรุปสุดท้ายแล้วทุกคนจะมีความสุข จบแบบแฮปปี้เอนดิ้งก็ไม่เชิงเสมอไป ความรักที่ไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้ก็ไม่ได้หมายความว่าจะทุกข์ พระเอกกับนางเอกนั้น สามารถมีความสุขแม้ไม้ได้ครองคู่กัน แต่ก็ยังมีใจห่วงใยรักใคร่กันเสมอ นี่ก็เป็นบ่อเกิดความสุขได้

    น.ส. ตัณติมาภรณ์ พิมพ์เภา รหัส 51142210022
    สาขาการแพทย์แผนไทยประยุกต์ คณะวิทย์ฯ

    ตอบลบ
  170. การตัดสินทางสุนทรียศาสตร์ คือ การที่เราใช้จิตแสดงปฏิกิริยาต่อสภาพการณ์ในสิ่งแวดล้อม หรือการใช้จิตประเมินค่าวัตถุที่มีคุณค่า ที่ทำให้เกิดความรู้สึกภายในจิตใจ ซึ่งมุมมองทางความคิดของแต่ละคนนั้นมีความแตกต่างกัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับบุคคลนั้น ๆ ว่าใช้อะไรเป็นหลักในการตัดสินสิ่งต่าง ๆ

    การตัดสินทางสุนทรียศาสตร์ก็สามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มแนวคิด ดังนี้

    1.กลุ่มที่ใช้ตนเองเป็นตัวตัดสิน “ อัตนัยนิยม ” (Subjectivism )
    เป็นกลุ่มที่เชื่อว่า ความรู้ ความจริงและความดีงามทั้งหลายล้วนเป็นสิ่งที่ไม่มีความจริงในตัวเอง แต่เป็นเพียงสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นมาเท่านั้น มนุษย์เท่านั้นที่มีอยู่จริงและจะเป็นตัวตัดสิน เป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ขึ้นมา มนุษย์แต่ละคนต่างมีมาตรวัดความจริงต่างกันออกไป โดยไม่ขึ้นอยู่กับใครหรือสิ่งใด เกณฑ์การตัดสินแบบนี้ สามารถทำให้เราเกิดความเชื่อมั่นในตัวเองได้ แต่ถ้าความรู้สึกเชื่อมั่นนี้มีมากจนเกินไป อาจจะส่งผลทำให้เราเป็นผู้ที่เห็นแก่ตัว เอาแต่ใจตัวเอง ไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น ซึ่งจะส่งผลต่อไปคือ ทำให้เรามีโลกทัศน์ที่แคบ

    ตัวอย่าง เช่น เราเป็นหมอ สามารถช่วยเหลือผู้อื่นให้หายจากโรคและความเจ็บป่วยได้ได้ เรามองว่านั่นคือความดี ซึ่งความดีก็คือความงามตามความคิดของเรา ที่เราใช้ตัวเองเป็นคนตัดสิน

    2. กลุ่มที่เชื่อว่า มีหลักเกณฑ์ที่ตายตัวที่จะใช้ตัดสินได้ “ ปรนัยนิยม ” ( Objectivism )
    เป็นกลุ่มที่เชื่อว่า มีเกณฑ์มาตรฐานตายตัวแน่นอนในทางศิลปะ ซึ่งสามารถนำไปตัดสินผลงานได้ในทุกสมัย เกณฑ์มาตรฐานนี้ไม่มีการเปลี่ยนแปลงและไม่ขึ้นอยู่กับความรู้สึกใครหรือศิลปินคนไหน กลุ่มนี้มีความเชื่ออีกว่า สุนทรียธาตุมีอยู่จริง แม้ว่าเราจะเข้าถึงมันไม่ได้ก็ตาม แต่มันก็มีอยู่จริง และด้วยเหตุผลนี้ การที่เราตัดสินศิลปะออกมาไม่เหมือนกันก็เพราะเราแต่ละคนไม่สามารถเข้าถึงสุนทรียธาติที่แท้จริงได้หรือตัวจริงมาตรฐานนั่นเอง การที่เราจะเข้าถึงเกณฑ์มาตรฐานนี้ได้นั้น เราจำเป็นต้องฝึกพัฒนาจิตให้สมบูรณ์จนสามารถเห็นความงามมาตรฐานได้ บางคนอาจทำสมาธิ บางคนอาจฝึกฝนทางศิลปะจนชำนาญ เป็นต้น

    ตัวอย่าง เช่น การมองงานศิลปะ บางทีเรามองงานชิ้นเดียวกัน แต่คนหนึ่งอาจบอกว่างาม อีกคนบอกว่าไม่ ถึงแม้งานชิ้นนั้นอาจจะมาจาก ศิลปินที่มีชื่อเสียงอย่างมาก คนที่มองว่า งาม ก็ถือว่าเข้าถึงความงามตามหลักสุนทรียศาสตร์ ที่แท้จริงตามหลัก ปรนัยนิยม เพราะสามารถเห็นความงามตามมาตรฐานตายตัวที่แน่นอนในทางศิลปะได้

    3.กลุ่มที่เชื่อว่า หลักเกณฑ์ในการตัดสินสุนทรียศาสตร์นั้นเปลี่ยนแปลงไปตามสภาวะแวดล้อม “ สัมพัทธนิยม ” ( Relativism )
    เป็นกลุ่มที่มีแนวคิดคล้ายกับกลุ่มอัตนัยนิยม แต่ต่างกันตรงที่กลุ่มสัมพัทธนิยมนั้นมีความเชื่อว่า กฎเกณฑ์ตัดสินทางสุนทรียศาสตร์นั้นขึ้นอยู่กับสภาวะแวดล้อม วัฒนธรรมของแต่ละท้องถิ่น หรือขึ้นอยู่กับสภาพภูมิประเทศ ตลอดจนดิน ฟ้า อากาศของแต่ละพื้นที่ โดยไม่ขึ้นอยู่กับตัวผู้วิจารณ์ เพราะผู้วิจารณ์จะต้องวางตัวเป็นกลางและต้องสำนึกอยู่ในใจเสมอว่า ตนเองเป็นเพียงส่วนหนึ่งของสังคม ดังนี้แล้ว เกณฑ์ตัดสินทางสุนทรียศาสตร์จึงเปลี่ยนแปลงไปตามสังคมบ้าง ตามสภาพของภูมิอากาศ ภูมิประเทศนั้น ๆ บ้าง แล้วแต่สภาวะแวดล้อมจะพาไป นั่นเอง

    ตัวอย่าง เช่น คนโบราณหรือคนไทยบางคน ถือว่าการรักนวลสงวนตัว เป็นสิ่งที่ควรทำเป็นความดีงามที่ควรอนุรักษ์
    แต่ชาวต่างชาติ ไม่ได้คิดแบบนั้น เพราะสังคมและวัฒนธรรมของเราไม่เหมือนกัน

    อ้างอิง : http://ecurriculum.mv.ac.th/library2/religion/philosophy/philosophy_aesthetics.htm

    นางสาวปราถนา แซเลียก
    รหัส51142210003
    สาขาแพทย์แผนไทยประยุกต์

    ตอบลบ
  171. สวัสดีค่ะอาจารย์งานที่อาจาร์สั่งมาน่ะค่ะ

    ทำไมของหนูส่งไม่ได้เลย

    หนูเลยส่งช้ากว่าเพื่อนอ่ะค่ะ

    อาจารย์คงไม่ว่าหนูน่ะค่ะ

    ตอบลบ
  172. หนังที่อาจารย์ให้มาดูน่ะค่ะนานมากดูครั้งแรกก้อไม่รู้เรื่องอ่ะค่ะ
    ต้องดูหลายๆๆรอบ
    สวัสดีค่ะอาจารย์ เท่าที่อ่านของเพื่อน ส่วนใหญ่
    จะกล่าวถึงในด้านดีกันหมดเลย หนูเลยคิดว่า จะลองเขียนในอีกมุมมอง

    ความงาม ความดี ความมสุขในเรื่องนี้ความงามที่เห็นก็คงไม่พ้นนางเอกที่หน้าตาดีเหลือเกิน และยังการแต่งกาย สถานที่ถ่ายทำ ฉาก นั่นคือความงามแต่ก็เป็นแต่ภายนอก ตัวนางเอกจริงๆ ถึงจะสวยสดงดงามจนได้แต่งงานกับเศรษฐีที่รวยกว่าพระเอกได้ แต่ไหนว่ารัก กันอุปสรรคที่ทางฝ่ายแม่ไม่ยอมให้แต่งงาน การตกลงคุยกันเองของผู้ใหญ่ นางเอกเอง ก็ไม่มีความมั่นคงในความรัก ถ้ารักกันจริง หนีตามกันไปก็ได้หนิ พระเอกเอง ก็ไม่มั่นคงพอที่จะตัดสินใตได้ด้วยตัวเอง แม่ของทั้ง 2 ฝ่ายด้วยเช่นกัน ความดีนั่นเหรอที่เกิดจากรัก ตัวละครทั้งหมดล้วนมีความเห็นแก่ตัวอยู่ในตัวเอง จริงอยู่ที่นางเอกและพระเอกยังคงพร่ำพรรณาหากันว่ารักมากมาย แต่ก็ไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันที่จะอยู่ด้วยกัน กลับปล่อยเรื่องราวเลยเถิดไปจนนางเอกแต่งงาน ตัวแม่นางเอกเองที่จริง ถึงจะมีความดีที่รักษาศักดิ์ศรีของตัวเองและลูก แต่ก็ปล่อยให้อคติครอบงำ จนไม่ได้สนใจความรู้สึกที่ว่าลูกเรารักผู้ชายคนนั้นมากมายแต่ไหน
    ความสุข เกิดได้กับทุกคนนั่นแหละ แต่เป็นช่วงชีวิตจะมากกว่า ไม่มีใครหรอกที่จะสุขได้ทั้งชีวิตหรือแม้กระทั่งจะทุกข์ได้ทั้งชีวิต แม่พระเอก ก่อนนี้สุขด้วยลาปยศเงินทอง แต่สุดท้าย เมื่อทุกอย่างพังทลาย ก็หาความสุขไม่ได้เพราะใจยังผูกกับความสบาย พระเอก ความสุขของความรักที่หวานหอม เมื่อล่องลอยไปอยู่ในมือชายอื่น ใครหล่ะจะทนสุขใจอยู่ได้ นางเอกเอง ก็เช่นกัน ถึงจะเพรียบพร้อมไปด้วยคนที่รักนางเอก และคนที่นางเอกแสนจะหลงรัก แต่ก็ไม่ได้มีความสุข เมื่อความรักไม่สมหวัง

    การมองเนื้อหาในหนังเรื่องนี้ สามารถมองได้ 2 มุม ทั้งมุมที่สมหวัง และไม่สมหวังในทุกตัวละคร ความรักเกิดได้กับคนมากกว่า 2 คนก็จริง แต่ความรักที่ผูกมัดหัวใจกันและกันได้ อยู่ที่คน 2 คน ที่จะจูงมือไปด้วยกันนานแค่ไหน หรือจะปล่อยมือจากกันด้วยดี หรือแม้แต่สลัดมันทิ้งอย่างไร้เยื่อใย

    นางสาวปรารถนา แซ่เลียก

    รหัส51142210003

    สาขาแพทย์แผนไทยประยุกต์

    ตอบลบ
  173. สวัสดีค่ะอาจารย์
    จากที่ได้ดูเรื่องทาสหัวใจนั้น มีความคิดเห็นเหมือนกันเพื่อนๆค่ะ

    คือ

    ความดี ก็คือ การที่แม่ของนางเอกมีความรักให้แก่ลูก ไม่กีดกัดลูกไม่ว่าลูกจะรักใคร โดยไม่สนใจเรื่องการแบ่งชนชั้น คำนึงถึงความรู้สึกของลูกมาก่อนแม้แต่ตัวของแม่เองจะมีความทุกข์ก็ตาม และที่นางเอกแต่งงานกับคนอื่นแล้วก็ยังรักพระเอกเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลงเพราะความรักที่มั่นคงและจริงใจไม่เปลี่ยนแปลง

    ความสุขก็คือ การที่นางเอกยังคงรักพระเอก และพระเอกก็ยังรักนางเอก แม้ว่าต้องทำตามคำสั่งแม่ของตน ความรักที่เกิดขึ้นคือความสุขจากการที่ได้รัก สุขที่เป็นผู้เสียสละ แม้ว่าเราจะไม่สมหวังในความรักก็ตาม แต่เราก็สุขที่อย่างน้อยเราก็ยังได้รักคนที่เรารักและรักเราเช่นกัน แต่ว่าเรื่องนี้ไม่ค่อยจะมีความสุขซักเท่าไร

    ความงามคือ มีความเห็นคล้ายๆกับเพื่อนค่ะ มีทั้งงามทางด้านจิตใจและงามทางด้านร่างกาย คือ การแต่งตัวสวย เครื่องประดับของตกแต่งสวยงาม และในเรื่องนี้ฉากประกอบก็สวย ร้องเพลงก็เพาะเต้นสวย เต้นร่ายรำเก่ง ตลอดจนสถาปัตยกรรมก็งดงามตามสไตล์ของอินเดีบที่แสดงถึงศิลปะวัฒนธรรมที่งดงามค่ะ




    นางสาวสิริภา ธุวะคำ
    รหัส 51142210058
    แพทย์แผนไทยประยุกต์

    ตอบลบ
  174. สวัสดีค่ะอาจารย์
    จากการที่ได้ดู“ละครเรื่องทาสหัวใจ” ดิฉันรู้สึกเห็นด้วยกับเพื่อนๆข้างต้นที่กล่าวมา เพราะเพื่อนๆจะเห็นไปในทิศทางเดียวกัน
    ความงาม
    ในเรื่องเป็น การแต่งตัวของตัวละคร ฉากประกอบ และวัฒนธรรมประเพณี ที่แสดงออกให้เห็นเอกลักษณ์ของชาวอินเดีย
    ความดี
    ในเรื่องมีความดีที่เป็นความสุขด้วยคือ ฟาโรและเดฟดาส รักกันด้วยความจริงใจ สุขใจที่ได้รักกัน ถึงแม้จะไม่สมหวังก็ตาม ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความดีที่รักเดียวใจเดียว ไม่นอกใจกัน หรือเปลี่ยนใจไปมีคนใหม่ และการที่นางเอก จุดตะเกียงไว้ไม่เคยดับบ่งบอกว่ายังรักพระเอกอยู่เหมือนเดิม
    ความสุข
    ในเรื่องคือ การที่นางเอกยังคงรักพระเอก และพระเอกก็ยังรักนางเอก แม้ว่าต้องทำตามคำสั่งแม่ของตน ความรักที่เกิดขึ้นคือความสุขจากการที่ได้รัก แต่เรื่องนี้ค่อนข้างเศร้า จบแบบไม่ Happy Ending เลย

    ความดี ความงาม และความสุข ในบางครั้งก็เป็นเรื่องยาก ที่จะทำให้เกิดพร้อมๆกัน ไม่ว่าความดี ความงามและความสุข ก็อยู่กับตัวเราตลอดอยู่ที่ว่าเราจะมองไปในทางไหน มีทั้งในแง่บวกและแง่ลบ ทั้งนี้เพราะความคิดของแต่ละบุคคลแตกต่างกันออกไปนั่นเอง


    นางสาวศันสนีย์ จุมรัมย์
    รหัสนักศึกษา 51142210030
    เอกการแพทย์แผนไทยประยุกต์

    ตอบลบ
  175. จากคำถาม
    "สุนทรียศาสตร์กับจริยศาสตร์ เป็นสิ่งที่ดำเนินการไปในทิศทางเดียวกันหรือไม่ จงใช้เหตุผล และยกตัวอย่างประกอบ"

    ดิฉันเห็นด้วยกับเพื่อนๆ
    เพราะสุนทรียศาสตร์และจริยศาสตร์มีความหมายที่คล้ายกัน

    สุนทรียศาสตร์คือ
    ความงามอาจเป็นสิ่งลึกซึ้งที่มีอยู่ในทุกสิ่ง อาจจะเป็นสิ่งบริสุทธิ์ที่ปราศจากการปรุงแต่ง หรืออาจจะเป็นคุณสมบัติในทางศีลธรรม หรือสิ่งที่โน้มน้าวใจให้เกิดความรู้สึกซาบซึ้ง ปลาบปลื้ม ความงามอาจมีอยู่รอบๆ ตัวเรา ทั้งสิ่งที่มนุษย์เราสร้างขึ้นมาเอง ทั้งสิ่งที่เกิดโดยธรรมชาติ



    จริยศาสตร์ คือ
    จริยศาสตร์เป็นศาสตร์ที่ว่าด้วยอุปนิสัย นิสัย และพฤติกรรมของมนุษย์ ความประพฤติของมนุษย์ จะเป็นกระจกเงาส่องให้เราเห็นอุปนิสัย และนิสัยของคน จริยศาสตร์จะช่วยชี้ค่าของมนุษย์โดย การมองทางอุปนิสัย นิสัยใจคอ และความประพฤติ ตามที่บุคคลนั้นแสดงออกมาทางกาย วาจา ใจ
    นางสาวณัฐสุดา ปราบจันดี
    51142210061
    แพทย์แผนไทยประยุกต์

    ตอบลบ
  176. สวัสดีค่ะ อาจารย์

    ความงาม จัดแบ่งได้เป็นภายนอกและภายใน โดยเห็นได้ชัดจาก แม่ของพระเอกที่แม้จะแต่งตัวดี เรียกได้ว่าดูดีนั่นแหละ แต่ภายในกลับเต็มไปด้วยความไร้เหตุผล ความเห็นแก่ตัว ความหยิ่งทรนงในรูปแบบคนรวย แต่ตัวแม่นางเอกที่แม้จะฐานะดีไม่เท่า ส่วนความดีภายในนั้นยกตัวอย่างได้กับนางเอก จิตใจที่กตัญญูต่อมารดา หัวใจที่รักเดียวใจเดียวกับพระเอก จัดเป็นผู้หญิงที่สวยทั้งในและนอกโดยแท้
    ความดี ความดีก็ยกได้จากนางเอกเช่นกัน ความรักที่มีต่อพระเอกที่ยังมั่นคง ส่งต่อความห่วงใยดูแลได้ไม่ขาด และก็แม่นางเอกที่ทำทุกอย่างเพื่อปกป้องเกียติและศักด์ศรีของทั้งตัวเองและลูกสาว
    ความสุข อันที่จริง จะบอกว่าสรุปสุดท้ายแล้วทุกคนจะมีความสุข จบแบบแฮปปี้เอนดิ้งก็ไม่เชิงเสมอไป ความรักที่ไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้ก็ไม่ได้หมายความว่าจะทุกข์ พระเอกกับนางเอกนั้น สามารถมีความสุขแม้ไม้ได้ครองคู่กัน แต่ก็ยังมีใจห่วงใยรักใคร่กันเสมอ นี่ก็เป็นบ่อเกิดความสุขได้

    น.ส.ณัฐสุดา ปราบจันดี
    รหัส 51142210022
    แพทย์แผนไทยประยุกต์

    ตอบลบ
  177. สวีดัส สวัสดีคับอาจารย์


    จากที่ผมได้ดูหนังอินเดียเรื่อง ทาสหัวใจแล้วคับ

    ผมสรุปความดีความงามและความสุขจากเรื่องได้ดังนี้คับ


    ความดีจากเรื่อง คือ ความรักที่นางเอกมีให้พระเอกแม้ว่า

    จะแต่งงานกับคนอื่นไปแล้วแต่นางเอกก็ยังรักพระเอกเหมือนเดิม

    ไม่เปลี่ยนแปลงและที่สำคัญคือแม่ของนางเอกเข้าใจนางเอก

    ไม่ว่าลูกจะรักใครก็ไม่กีดกันความรักของนางเอกและไม่ถือใน

    เรื่องชนชั้นวรรณะด้วย


    ความสุข คือ จากที่ดูละครเรื่องนี้คือได้เห็นว่าพระเอกกับนางเอก

    มีความรักที่มั่นคงแม้จะไม่ได้อยู่ไกล้ชิดกันแต่ก็ยังมีความรักให้กันเสมอ


    ความงามคือ นางเอกสวยมากเลยคับและชุดนักแสดงใส่ก็สวยงามมาก

    ฉากที่แสดงก็ทำให้เห็นถึงวัฒนธรรมของคนอินเดีย


    จากภาพยนตร์อาจสรุปได้ว่า ความงาม ความดี และความสุขในภาพยนตร์

    ล้วนเชื่อมโยงและเกี่ยวข้องกับความรักทั้งนั้น


    นายตระการ สมบุญมา

    รหัสนักศึกษา 51142210038

    สาขา การแพทย์แผนไทยประยุกต์

    ตอบลบ
  178. เห็นด้วยคะเพราะทั้งสองอย่างเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนต้องใช้ความเข้าใจในการศึกษาคะ สุนทรียศาสตร์เป็นเรื่องเกี่ยวกับคุณค่าความงามตรงกับคำว่า (Aesthetic)
    หมายถึงการรับรู้อันเป็นกระบวนการ ประสาทสัมผัส ระหว่างสิ่งเร้าภายนอกกับอวัยวะสัมผัสภายในทำให้เกิดความรู้สึก นำไปสู่อารมณ์สุนทรียะ
    จริยศาสตร์ (Ethics) เป็นสาขาหนึ่งของวิชาปรัชญา ศึกษาเรื่องความประพฤติที่เกี่ยวข้อง สิ่งใดถูกหรือผิด สิ่งใดควรทำหรือไม่ควรทำเน้นคุณค่าของพฤติกรรม คุณค่าของชีวิต
    ตอบ เป็นไปในทิศทางเดียวกัน
    เนื่องจาก มนุษย์ได้รับแรงกระตุ้นจากสิ่งเร้าภายนอก เช่น การแต่งกาย ความสวยความงาม รวมไปถึงการดำเนินชีวิตในรูปแบบที่หรูหราหรือรูปแบบอื่นๆ ทำให้เกิด ความรู้สึกและอารมณ์ ส่งผลไปถึงพฤติกรรมของมนุษย์ ทั้งที่ทำให้เกิดผลดีและไม่ดีต่อตนเองและสังคม เพื่อให้ตนเองสามารถอยู่ร่วมกับสภาพแวดล้อมเหล่านั้นได้ โดยอาจคำนึงไตร่ตรองหรือไม่คำนึงอย่างถี่ถ้วน ว่าสิ่งใดควรทำหรือไม่ควรทำ ยกตัวอย่างเช่น
    การได้รับค่านิยมในในรูปแบบการแต่งกาย บางคนอาจได้แรงกระตุ้นจากสื่อ ดารา นักร้อง เป็นต้นแบบ ในเรื่องการแต่งกายหรือแฟชั่นต่างๆ ซึ่งในรูปแบบการแต่งกานนั้นอาจมีทั้งที่แต่งกายที่เหมาะสมและไม่เหมาะสม ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของคนๆนั้น การแต่งกายถือเป็นหัวใจหลักอย่างหนึ่ง ในการดำเนินชีวิต ถ้าแต่งกายดูดีและเหมาะสมไม่โป๊จนเกินไป ก็ถือว่าการแต่งกายรูปแบบนั้นสวยงาม ดูดี น่ามองน่าทะนุถนอม อีกกรณีหนึ่ง คือ แต่งตัวโป๊ โชว์โน้นโชว์นี่ หรือแต่งไม่มิดชิด บางคนอาจคิดว่าเป็นแฟชั่น มันอาจจะใช่ในมองบางคน แต่อีกแง่มุมหนึ่ง คือ ความไม่เหมาะสม ซึ่งสิ่งเหล่านี้อาจส่งผลร้ายต่อตนเองได้ เพราะการแต่งกายถือเป็นปัจจัยต้นๆ ในการก่อให้เกิดอาชญากรรมต่างๆ เช่นการข่มขืน เป็นต้น

    ตอบลบ
  179. คะเพื่อนทุกคนก็ให้ข้อคิดเห็นที่แตกต่างกันไปส่วนตัวหนูเองคิดว่า
    จากที่ได้ดูหนังอินเดียเรื่องทาสหัวใจ
    ความดี คือนางเอกได้ทำตามคำสั่งของพ่อแม่และครอบครัวยอมแต่งงานกับคนที่ตนไม่ได้รักนั้นก็หมายถึงความดีที่เกิดจากความกตัญญู ถึงแม้ว่าจะเป็นความดีที่ทำแล้วไม่มีความสุขก็ตาม

    ความรัก คือ ในหนังเรื่องนี้สื่อถึงความรักที่มั่งคงที่พระเอกและนางเอกมีให้กันไม่ว่าระยะเวลาหรือเหตุการณ์อะไรจะเกิดขึ้นก็ไม่มีทางทำให้เขาทั้งสองเลิกรักกันได้

    ความสุข คือ การที่พระเอกและนางเอกได้รักกัน ถึงแม้ว่าจะไม่ได้อยู่ด้วยกันแต่ก็เป็นความสุขที่มาจากใจที่ได้รักกัน

    ตอบลบ
  180. สวัสดีค่ะอาจารย์
    หนูนางสาวนภาลัยนะค่ะบังเอิญเมล์หนูมีปัญหาหนูก็เลยใช้เพื่อนส่ง
    หนูเห็นด้วยกับเพื่อนทุกคนที่กล่าวมาค่ะ

    ความดี คือ การที่นางเอกกตัญญูต่อพ่อแม่โดยที่ยอมแต่งงานกับคนที่ตัวเองไม่ได้รัก เพื่อลบคำดูถูกจากเพื่อนบ้าน

    ความงาม คือ ดังที่เห็นในเรื่องมีศิลปะต่างๆมากมาย ทั้งการแต่งตัว การเต้นรำประกอบกับบทเพลง รามทั้งสถาปัตยกรรมตึกรางบ้านช่องก็สวยงามมาก

    ความสุข คือ ความสุขในเรื่องนี้ถึงจะเป็นเพียงแค่ระยะเวลาสั้นๆแต่ก็แสดงให้เห็นถึงความรักที่พระเอกมีให้นางเอก ถึงแม้ว่าความรักของทั้งคู่จะไม่สมหวัง แต่ต่างคนก็ต่างมีความสุขที่ได้รัก ซึ่งอย่างน้อยก็ทำให้ได้รู้จักกับคำว่ารัก

    นางสาวนภาลัย ไชยสวัสดิ์
    51142210028

    ตอบลบ
  181. สวัสดีค่ะอาจารย์
    อาจารย์ค่ะไม่เห็นมีแนวข้อสอบที่อาจารย์ให้เข้ามาโหลดเลยค่ะ

    ตอบลบ
  182. สวัสดีค่ะอาจารย์
    หลังจากได้ดูหนังอินเดียเรื่องทาสหัวใจ ที่พระเอกชื่อเดฟดาฟ นางเอกชื่อฟาโร ดิฉันเห็นด้วยกับเพื่อนๆข้างต้นนื่ค่ะ
    ความดี

    การที่นางเอกเป็นคนเชื่อฟังพ่อแม่ ถือว่าเป็นลูกที่กตัญญู และพระเอกก็ยังเป็นคนที่มีความรักที่มั่นคงอีกด้วย
    ความสุข

    คือช่วงเวลาที่ทั้งคู่ได้ใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันนั้นถือเป็นความสุขอย่างมากความสุขที่ได้พบเจอกันแม้จะเป็นเพียงเเวลาสั้นๆก็ตาม
    ความงาม
    คือสถาปัตยกรรมและธรรมชาติที่สวยงามในการถ่ายทำ
    ความคิดเห็นน้ะค่ะ
    ความรักไม่จำเป็นต้องขึ้นอยู่กับยศถาบรรดาศักดิ์น่าจะเป็ฯการตัดสินใจของคนสองคนมากกว่าจึงจะเรียกว่าความรัก แต่การที่พ่อแม่เป็นห่วงนั้นก็ถือว่าเเป็นความหวังดีของท่านเราก็ควรจะอธิบายถึงเหตุผลให้ท่านเข้าใจ ถ้าท่านรักเราจริงท่านก็คารฟังเราบ้างแล้วเราก็จะมีความสุขทั้งสองฝ่าย
    โดย
    น.ส.จิราวรรณ จ่ายกระโทก
    รหัส51142210067

    ตอบลบ
  183. สวัสดีค่ะอาจารย์ที่เคราพ
    จากเรื่องเรื่อง ทาสหัวใจ

    หนูก็มีความคิดเห็นเหมือนกับเพื่อนๆนะค่ะ

    ความงาม(ห็นด้วยกับเพื่อนเ)คือ การแต่งด้วยสีสันสดใสมีทั้ังเรื่องประดับมากมายแต่งได้ลงตัวกับหน้าตาที่สวยคมบาดตาเข้ากันมาก และการเต้นของอินเดียส่ายเอวเป็นส่วนใหญ่แต่ก็เป็นเอกลักษณ์ที่น่าดู วัฒนธรรม(แบ่งชนชั้นไม่นิยมแต่งงานข้ามชนชั้น)ตลอดจนสถาปัตยกรรมของเขา

    ความดี คือ การซื่อสัตย์ต่อความรักของนางเอก ถึงแม้ว่าตัวเองจะแต่งงานด้วยความจำป็นก็ตาม เธอก็คงยังรักพระเอกเหมือนเดิม และยังจุดตะเกียงไม่ให้ไฟในตะเกียงดับ

    ความสุข ในหนังเรื่องนี้ เป็นแค่บางช่วงเวลาที่แสนสั้นในความสุขของคนทั้ง 2 และในทางกลับการความรักก็ทำลายซึ่งสติปัญญาของพระเอกกินเหล้าจนตัวตาย(พระเอกเป็นคนรักษาสัญญาเป็นอย่างดี ถึงแม้จะวาระสุดท้ายของชีวิต

    ความคิดเห็นนะค่ะ
    ความดี ความงาม และความสุข ไม่เป็นต้องเกิดขึ้นอยู่กับทรัพย์สินมีค่าเสมอไป มันอยู่ที่ใจของคนทั้งสองมากกว่าที่เป็นรักแบบไม่ต้องการผลตอบแทนแต่เปงรักที่ซื่อสัตย์ต่อกันมาก ค่ะ
    โดย
    น.ส.ธารทิพย์ ติเยาว์
    รหัส51142210057

    ตอบลบ